<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Chob Accounting Team, Author at Chob Accounting</title>
	<atom:link href="https://chobaccountingonline.co.th/author/chobaccounting-team/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://chobaccountingonline.co.th/author/chobaccounting-team/</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 25 Aug 2026 07:28:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1</generator>

<image>
	<url>https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2025/01/cropped-Chob-Accounting-Logo-120x120.webp</url>
	<title>Chob Accounting Team, Author at Chob Accounting</title>
	<link>https://chobaccountingonline.co.th/author/chobaccounting-team/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>RBA คืออะไร ? ระบบประเมินความเสี่ยงของสรรพากรที่ธุรกิจควรรู้</title>
		<link>https://chobaccountingonline.co.th/what-is-risk-based-audit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Chob Accounting Team]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 07:28:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษี]]></category>
		<category><![CDATA[การทำบัญชี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://chobaccountingonline.co.th/?p=22482</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อพูดถึงการตรวจสอบภาษี เจ้าของธุรกิจหลายคนอาจนึกถึงการถูกเรียกตรวจสอบเอกสารจากเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่ปัจจุบันกรมสรรพากรมีการนำข้อมูลของผู้เสียภาษีจากหลายด้านมาประกอบการประเมินความเสี่ยงมากขึ้น หนึ่งในแนวทางที่มักถูกพูดถึงคือ RBA หรือ Risk Based Audit ซึ่งช่วยให้การคัดกรองและตรวจสอบภาษีมีเป้าหมายมากขึ้น สำหรับเจ้าของธุรกิจ การเข้าใจว่า RBA สรรพากร ทำงานอย่างไร จึงมีประโยชน์มากกว่าการกังวลว่าจะถูกตรวจสอบหรือไม่ เพราะช่วยให้มองย้อนกลับมาที่การทำบัญชีและการจัดการภาษีของตัวเองได้ว่า ข้อมูลที่ยื่นไปสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจจริงหรือเปล่า มีเอกสารรองรับครบไหม และมีจุดไหนที่ควรตรวจสอบหรือแก้ไขตั้งแต่เนิ่น [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-risk-based-audit/">RBA คืออะไร ? ระบบประเมินความเสี่ยงของสรรพากรที่ธุรกิจควรรู้</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">เมื่อพูดถึงการตรวจสอบภาษี เจ้าของธุรกิจหลายคนอาจนึกถึงการถูกเรียกตรวจสอบเอกสารจากเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่ปัจจุบันกรมสรรพากรมีการนำข้อมูลของผู้เสียภาษีจากหลายด้านมาประกอบการประเมินความเสี่ยงมากขึ้น หนึ่งในแนวทางที่มักถูกพูดถึงคือ RBA หรือ Risk Based Audit ซึ่งช่วยให้การคัดกรองและตรวจสอบภาษีมีเป้าหมายมากขึ้น</p>



<p class="has-link-color wp-elements-6 wp-block-paragraph">สำหรับเจ้าของธุรกิจ การเข้าใจว่า RBA สรรพากร ทำงานอย่างไร จึงมีประโยชน์มากกว่าการกังวลว่าจะถูกตรวจสอบหรือไม่ เพราะช่วยให้มองย้อนกลับมาที่<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-accounting/" data-type="post" data-id="6916">การทำบัญชี</a>และการจัดการภาษีของตัวเองได้ว่า ข้อมูลที่ยื่นไปสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจจริงหรือเปล่า มีเอกสารรองรับครบไหม และมีจุดไหนที่ควรตรวจสอบหรือแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนจะกลายเป็นปัญหาในภายหลัง</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ระบบ <strong><strong>RBA ของกรมสรรพากร คืออะไร ?</strong></strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Risk Based Audit</strong> หรือ <strong>RBA</strong> คือ ระบบคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กรมสรรพากรใช้ประเมินและคัดกรองความเสี่ยงของผู้เสียภาษี เพื่อเลือกธุรกิจหรือบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงในการหลบเลี่ยงภาษีเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบภาษีแบบเจาะลึก โดยไม่ต้องตรวจสอบทุกรายในทางปฏิบัติ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในเอกสารของกรมสรรพากรเกี่ยวกับ RBA มีการแสดงกระบวนการตั้งแต่การนำข้อมูลเข้าสู่การวิเคราะห์ การประเมินประเด็นความเสี่ยง การจำแนกผู้เสียภาษี หรือ Taxpayer Classification ไปจนถึงการเลือก Tax Audit Tool ที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงนั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า บริษัท A และบริษัท B อาจมีขนาดใกล้เคียงกัน และอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่ข้อมูลทางบัญชี ประวัติการยื่นแบบ และลักษณะข้อมูลของทั้งสองบริษัทอาจแตกต่างกัน การประเมินโดยใช้ความเสี่ยงจึงช่วยให้สามารถพิจารณาแต่ละกรณีได้เหมาะสมมากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong>ทำไมกรมสรรพากรถึงนำระบบ Risk Based Audit มาใช้ ?</strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">เหตุผลสำคัญของแนวคิด Risk Based Audit คือการใช้ข้อมูลช่วยให้กระบวนการกำกับ และตรวจสอบภาษีมีเป้าหมายมากขึ้น แทนที่จะใช้ทรัพยากรในการตรวจสอบทุกกิจการด้วยวิธีเดียวกัน ระบบสามารถนำข้อมูลที่มีอยู่มาช่วยพิจารณาก่อนว่า ผู้เสียภาษีแต่ละรายมีลักษณะ หรือประเด็นใดที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับเจ้าของธุรกิจ สิ่งที่ควรสนใจจึงไม่ใช่การพยายามคาดเดาว่าต้องทำอย่างไรถึงจะไม่ถูกตรวจสอบโดยระบบ RBA แต่ควรกลับมาถามว่าข้อมูลที่ธุรกิจยื่นออกไปแต่ละส่วน สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของกิจการหรือไม่</p>



<p class="wp-block-paragraph">เพราะต่อให้ไม่รู้รายละเอียดเกณฑ์ภายในทั้งหมด การมีข้อมูลบัญชี และภาษีที่ถูกต้อง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีเอกสารรองรับ ก็เป็นพื้นฐานสำคัญของการบริหารความเสี่ยงทางภาษีอยู่แล้ว</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized" style="margin-bottom:10px"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1000" height="800" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/How-the-RBA-system-works.webp" alt="การทำงานของระบบ RBA" class="wp-image-22511" style="width:800px;height:auto" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/How-the-RBA-system-works.webp 1000w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/How-the-RBA-system-works-300x240.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/How-the-RBA-system-works-768x614.webp 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong>ระบบ RBA ของสรรพากรทำงานอย่างไร ?</strong></strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong><strong>1. รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียภาษี</strong></strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ขั้นแรกคือการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียภาษีมาประกอบกัน เพื่อให้เห็นภาพของกิจการมากกว่าการตรวจสอบข้อมูลเพียงจุดเดียว เช่น</p>



<ul class="wp-block-list has-link-color wp-elements-7">
<li><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-financial-statement/" data-type="post" data-id="4954">งบการเงิน</a></li>



<li><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-pnd/" data-type="post" data-id="6160">แบบแสดงรายการภาษี</a></li>



<li>ประวัติการตรวจและการประเมินสถานะ</li>



<li>ประวัติ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-bookkeeper/" data-type="post" data-id="16698">ผู้ทำบัญชี</a>และ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-accounting-auditor/" data-type="post" data-id="16629">ผู้สอบบัญชี</a></li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อข้อมูลหลายส่วนถูกนำมาพิจารณาร่วมกัน ก็จะช่วยทำให้เห็นความสอดคล้อง หรือประเด็นที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมได้มากกว่าการตรวจสอบเอกสารแยกเป็นรายฉบับ</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong>2. วิเคราะห์และประเมินประเด็นความเสี่ยง</strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อมีข้อมูลแล้ว ขั้นต่อมาคือการวิเคราะห์ว่ามีประเด็นใดที่อาจมีความเสี่ยง หรือควรได้รับการพิจารณาเพิ่มเติม</p>



<p class="wp-block-paragraph">จุดนี้เจ้าของธุรกิจควรระวังการตีความว่ามีสูตรลับ เพียงชุดเดียวที่สามารถนำมาเช็กได้เองแล้วรู้ทันทีว่าจะถูกตรวจสอบหรือไม่ เพราะรายละเอียดภายในของ RBA ไม่ได้เปิดเผยทั้งหมดต่อสาธารณะ และแนวทางการกำกับตรวจสอบสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อมูล และนโยบายในแต่ละช่วงเวลา</p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่ทำได้จริงมากกว่าคือกลับมาตรวจสอบความถูกต้อง ความสมเหตุสมผล และความสอดคล้องของข้อมูลธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่กิจการควรทำอยู่แล้วไม่ว่าจะมี RBA หรือไม่ก็ตาม</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong>3. จำแนกความเสี่ยงของผู้เสียภาษี</strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว กรอบการทำงานของระบบ RBA ที่กรมสรรพากรเผยแพร่แสดงถึงการทำ Taxpayer Classification หรือการจำแนกผู้เสียภาษีตามระดับความเสี่ยง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ประเด็นสำคัญคือ การจำแนกความเสี่ยงมีหน้าที่ช่วยในการบริหารการตรวจสอบ ไม่ควรนำไปตีความทันทีว่าผู้เสียภาษีที่มีความเสี่ยงสูงเท่ากับเป็นผู้กระทำผิด เพราะความเสี่ยงกับการพิสูจน์ว่ามีความผิดเป็นคนละเรื่องกันค่ะ</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong>4. เลือกแนวทางหรือเครื่องมือตรวจสอบให้เหมาะสม</strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อทราบระดับความเสี่ยงแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนเลือกแนวทางหรือ Tax Audit Tool ที่เหมาะสม โดยมีทั้งแนวทางด้านการให้ความรู้ การป้องกัน การตรวจสอบ และการบังคับใช้ที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของผู้เสียภาษีและประเด็นที่พบ</p>



<p class="wp-block-paragraph">จึงสามารถมองเป็นภาพรวมการทำงานของระบบ RBA ได้ว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. ข้อมูลของผู้เสียภาษี<br>2. วิเคราะห์ประเด็นความเสี่ยง<br>3. จำแนกระดับความเสี่ยง<br>4. เลือกวิธีดำเนินการที่เหมาะสม</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized" style="margin-bottom:10px"><img decoding="async" width="960" height="540" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/chob-85.webp" alt="" class="wp-image-22518" style="width:800px;height:auto" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/chob-85.webp 960w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/chob-85-300x169.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/chob-85-768x432.webp 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong>เจ้าของธุรกิจควรเตรียมตัวอย่างไรเกี่ยวกับระบบ RBA ?</strong></strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">แนวทางที่ดีที่สุดในการรับมือกับความเสี่ยงทางภาษี ไม่ใช่รอให้มีหนังสือจากสรรพากรแล้วค่อยเริ่มจัดเอกสาร แต่คือการดูแลข้อมูลของธุรกิจให้เรียบร้อยตั้งแต่กระบวนการทำงานในแต่ละเดือน</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong>1. ตรวจว่าบัญชีสะท้อนธุรกิจจริง</strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">เริ่มจากคำถามง่ายที่สุดว่าสิ่งที่อยู่ในบัญชี ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจหรือไม่</p>



<p class="wp-block-paragraph">ยกตัวอย่างเช่น หากกิจการมีเงินสด 500,000 บาทในบัญชี แต่ตรวจแล้วไม่มีเงินจริง หรือมีลูกหนี้ค้างจำนวนมากแต่ไม่ทราบว่าเป็นลูกค้ารายใด สิ่งเหล่านี้ควรได้รับการตรวจสอบและหาสาเหตุ</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong>2. กระทบยอดข้อมูลบัญชีกับแบบภาษีเป็นประจำ</strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่ควรรอถึงปลายปีแล้วค่อยนำตัวเลขทุกอย่างมาเทียบกันทีเดียว ธุรกิจควรตรวจความสัมพันธ์ของข้อมูลเป็นระยะ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list has-link-color wp-elements-8">
<li><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-revenue/" data-type="post" data-id="14589">รายได้</a>ในระบบบัญชี</li>



<li>รายได้ที่นำไปยื่นภาษี</li>



<li><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-vat/" data-type="post" data-id="3825">ภาษีมูลค่าเพิ่ม</a></li>



<li><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-withholding-tax/" data-type="post" data-id="4109">ภาษีหัก ณ ที่จ่าย</a></li>



<li>รายการรับ-จ่ายผ่านธนาคาร</li>



<li>ลูกหนี้และเจ้าหนี้</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">การตรวจสอบเป็นประจำจะทำให้พบเห็นความผิดปกติได้รวดเร็ว และตรวจสอบย้อนกลับได้ง่ายกว่าการปล่อยให้เกิดปัญหาสะสมเป็นระยะเวลานาน</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong>3. เก็บเอกสารและหลักฐานของรายการสำคัญให้ครบ</strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวเลขในบัญชีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถอธิบายได้ว่ารายการนั้นเกิดจากอะไร จึงต้องจัดเก็บเอกสารให้เป็นระบบ และสามารถค้นหาได้เมื่อต้องการ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list has-link-color wp-elements-9">
<li><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-tax-invoice/" data-type="post" data-id="6409">ใบกำกับภาษี</a></li>



<li><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-receipt/" data-type="post" data-id="10092">ใบเสร็จรับเงิน</a></li>



<li><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-are-invoice-and-billing-note/" data-type="post" data-id="7035">ใบแจ้งหนี้</a></li>



<li>สัญญา</li>



<li>หลักฐานการโอนเงิน</li>



<li>Bank Statement</li>



<li>รายงานสต๊อกสินค้า</li>



<li>เอกสารเกี่ยวกับรายการระหว่าง<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-company/" data-type="post" data-id="6498">บริษัท</a>กับ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-company-director/" data-type="post" data-id="8792">กรรมการ</a></li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong>4. ตรวจรายการผิดปกติก่อนยื่นภาษีและปิดงบ</strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="has-link-color wp-elements-10 wp-block-paragraph">ก่อนยื่นภาษีหรือ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-closing-financial-statement/" data-type="post" data-id="11805">ปิดงบการเงิน</a> ควรดูว่ามีรายการใดแตกต่างจากปกติอย่างเห็นได้ชัดหรือไม่ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>รายได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงแบบผิดปกติ</li>



<li>รายจ่ายบางประเภทสูงผิดปกติ</li>



<li>สินค้าคงเหลือจำนวนมาก</li>



<li>ลูกหนี้ค้างนาน</li>



<li>เงินสดสูงผิดปกติ</li>



<li>มีรายการกับกรรมการจำนวนมาก</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">การพบตัวเลขผิดปกติไม่ได้หมายความว่ารายการนั้นผิด แต่เป็นสัญญาณว่าควรเข้าใจสาเหตุให้ได้ก่อนยื่นข้อมูลออกไป</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong><strong>5. พบข้อผิดพลาดควรแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ</strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่อันตรายกว่าการพบข้อผิดพลาด คือพบแล้วปล่อยไว้เพราะคิดว่าเดี๋ยวค่อยแก้ไขตอนปิดงบ ยิ่งพบปัญหาเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสตรวจสอบที่มา และวางแนวทางแก้ไขได้ง่ายขึ้นเท่านั้น</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong>สรุป RBA เรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้</strong></strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">RBA หรือ Risk Based Audit เป็นแนวทางที่นำข้อมูลและความเสี่ยงมาใช้ประกอบการจำแนกผู้เสียภาษีและเลือกแนวทางตรวจสอบที่เหมาะสม โดยกรอบที่กรมสรรพากรเคยเผยแพร่แสดงให้เห็นถึงการใช้ข้อมูลหลายด้าน เช่น งบการเงิน แบบแสดงรายการ ประวัติการตรวจและประเมินสถานะ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่สิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจไม่ใช่การพยายามหาคำตอบว่าต้องทำอย่างไรถึงจะไม่ถูกตรวจสอบโดยระบบ RBA</p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่ควรถามมากกว่าคือ วันนี้ข้อมูลบัญชีและภาษีของธุรกิจเราถูกต้อง สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และมีหลักฐานรองรับมากพอหรือยัง เพราะไม่ว่าระบบการตรวจสอบภาษีจะพัฒนาไปในรูปแบบใด การมีรายการบัญชีที่สะท้อนธุรกิจจริง ยื่นภาษีอย่างถูกต้อง และจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ ก็ยังเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลายครั้งปัญหาทางบัญชีไม่ได้เกิดจากการตั้งใจทำผิด แต่อาจเริ่มจากเอกสารที่ตกหล่น การบันทึกรายการไม่ครบ หรือข้อมูลที่ไม่ได้กระทบยอดเป็นเวลานาน จนกลายเป็นปัญหาเมื่อถึงเวลายื่นภาษีหรือปิดงบ</p>



<p class="has-link-color wp-elements-11 wp-block-paragraph">ชอบการบัญชี พร้อมช่วยดูแลการทำบัญชีและภาษีให้เป็นระบบ ด้วยบริการ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5/" data-type="page" data-id="140">รับทำบัญชี</a>รายเดือน พร้อมช่วยตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล เพื่อให้เจ้าของธุรกิจรู้สถานะบัญชีของตัวเอง และจัดการสิ่งที่ควรแก้ไขได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ปรึกษาเรื่องบัญชี และภาษีกับเราได้เลยค่ะ</p>



<p class="has-link-color wp-elements-12 wp-block-paragraph"><strong>ติดต่อ Chob Accounting</strong><br>โทร : <a href="tel:0941594561" target="_blank" rel="noreferrer noopener">094-159-4561</a><br>Facebook : <a href="https://www.facebook.com/chobaccounting/?locale=th_TH" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สำนักงานบัญชีคุณภาพ ชอบการบัญชี ออนไลน์</a><br>Line : <a href="https://lin.ee/HoBCNbLj" target="_blank" rel="noreferrer noopener">@chobaccounting</a></p>



<p class="has-link-color wp-elements-13 wp-block-paragraph">อ้างอิง : <a href="https://www.rd.go.th/publish/seminar/180921_FinancialTransaction.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">เอกสาร ก้าวสำคัญ ธุรกรรมการเงิน ด้วยบัญชีชุดเดียว / Risk Based Audit : RBA กรมสรรพากร</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-risk-based-audit/">RBA คืออะไร ? ระบบประเมินความเสี่ยงของสรรพากรที่ธุรกิจควรรู้</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สินทรัพย์ไม่มีตัวตน คืออะไร ? ทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ สำหรับธุรกิจ</title>
		<link>https://chobaccountingonline.co.th/what-isintangible-assets/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Chob Accounting Team]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Aug 2026 04:23:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[บัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[การทำบัญชี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://chobaccountingonline.co.th/?p=22426</guid>

					<description><![CDATA[<p>เวลาพูดถึงสินทรัพย์ของบริษัท หลายคนอาจนึกถึงเงินสด รถยนต์ เครื่องจักร อาคาร หรือคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้ แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจยังอาจมีสินทรัพย์อีกกลุ่มหนึ่งที่มองไม่เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน แต่สามารถสร้างประโยชน์ให้กิจการได้ในระยะยาว เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร หรือสิทธิในการใช้งานบางประเภท สินทรัพย์เหล่านี้เรียกว่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ซึ่งแม้จะไม่มีรูปร่างทางกายภาพ แต่ก็สามารถมีมูลค่า และส่งผลต่องบการเงินของธุรกิจได้ สินทรัพย์ไม่มีตัวตน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-isintangible-assets/">สินทรัพย์ไม่มีตัวตน คืออะไร ? ทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ สำหรับธุรกิจ</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-link-color wp-elements-23 wp-block-paragraph">เวลาพูดถึง<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-fixed-assets/" data-type="post" data-id="22255">สินทรัพย์</a>ของ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-company/" data-type="post" data-id="6498">บริษัท</a> หลายคนอาจนึกถึงเงินสด รถยนต์ เครื่องจักร อาคาร หรือคอมพิวเตอร์ เพราะเป็นสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้ แต่ในความเป็นจริง ธุรกิจยังอาจมีสินทรัพย์อีกกลุ่มหนึ่งที่มองไม่เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน แต่สามารถสร้างประโยชน์ให้กิจการได้ในระยะยาว เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร หรือสิทธิในการใช้งานบางประเภท</p>



<p class="has-link-color wp-elements-24 wp-block-paragraph">สินทรัพย์เหล่านี้เรียกว่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ซึ่งแม้จะไม่มีรูปร่างทางกายภาพ แต่ก็สามารถมีมูลค่า และส่งผลต่อ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-financial-statement/" data-type="post" data-id="4954">งบการเงิน</a>ของธุรกิจได้</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong>สินทรัพย์ไม่มีตัวตน คืออะไร ?</strong></strong></h2>



<p class="has-link-color wp-elements-25 wp-block-paragraph">ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS) <strong>สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets)</strong> คือ สินทรัพย์ที่ไม่เป็นตัวเงิน ไม่มีลักษณะทางกายภาพ หรือรูปร่างที่มองเห็นและสัมผัสได้ แต่สามารถระบุตัวตน และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งกิจการถือครองไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิต การให้บริการ หรือการบริหารงาน และสามารถสร้าง<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-revenue/" data-type="post" data-id="14589">รายได้</a>หรือประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow">
<p class="has-link-color wp-elements-26 wp-block-paragraph"><em>สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ถือเป็น<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-non-current-assets/" data-type="post" data-id="22359">สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน</a>ใน<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-statement-of-financial-position/" data-type="post" data-id="11688">งบฐานะการเงิน</a>ของกิจการ</em></p>
</blockquote>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong>สินทรัพย์ไม่มีตัวตน มีลักษณะอย่างไร ?</strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ไม่มีตัวตนทางกายภาพ</strong> : ไม่สามารถจับต้อง หรือมองเห็นเป็นรูปร่างได้เหมือนที่ดิน อาคาร หรือเครื่องจักร<br><strong>2. สามารถระบุได้</strong> : ต้องแยกแยะออกจากกิจการได้ เช่น สามารถนำไปขาย โอน ให้สิทธิ ให้เช่า หรือแลกเปลี่ยนได้ หรือเกิดจากสิทธิตามกฎหมายและสัญญา<br><strong>3. อยู่ภายใต้การควบคุมของกิจการ</strong> : กิจการมีสิทธิในการรับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากสินทรัพย์นั้น และสามารถกันบุคคลอื่นไม่ให้เข้ามาใช้ประโยชน์ได้<br><strong>4. ให้ประโยชน์ในอนาคต</strong> : ช่วยเพิ่มรายได้ หรือลดต้นทุนให้แก่ธุรกิจในระยะยาวเกินกว่า 1 ปี</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized" style="margin-bottom:10px"><img decoding="async" width="1000" height="800" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/Type-of-asset-Intangible.webp" alt="ประเภทของสินทรัพย์ไม่มีตัวตน" class="wp-image-22447" style="width:800px;height:auto" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/Type-of-asset-Intangible.webp 1000w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/Type-of-asset-Intangible-300x240.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/Type-of-asset-Intangible-768x614.webp 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong>ประเภทของสินทรัพย์ไม่มีตัวตน</strong></strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong>1. สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่สามารถระบุได้</strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่สามารถระบุได้ เป็นสินทรัพย์ที่แยกแยะหรือ ระบุตัวตนได้อย่างชัดเจน สามารถนำไปขาย โอน ให้สิทธิ ให้เช่า หรือแลกเปลี่ยนได้ หรือเกิดจากสิทธิตามสัญญาและสิทธิด้านกฎหมาย เช่น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. สิทธิบัตร</strong> : สิทธิทางกฎหมายที่คุ้มครองการประดิษฐ์คิดค้น หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์<br><strong>2. ลิขสิทธิ์</strong> : สิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการทำงานด้านวรรณกรรม ศิลปะ หรือดนตรี<br><strong>3. เครื่องหมายการค้าและตราสินค้า</strong> : สัญลักษณ์ หรือชื่อที่ใช้แยกแยะสินค้าหรือบริการออกจากคู่แข่ง<br><strong>4. สิทธิการเช่า</strong> : สิทธิในการใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ตามสัญญาเช่า<br><strong>5. สัมปทาน</strong> : สิทธิที่ได้รับจากรัฐหรือ บริษัทแม่ในการดำเนินธุรกิจเฉพาะอย่าง<br><strong>6. เทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ </strong>: โปรแกรมคอมพิวเตอร์ สูตรการผลิต หรือความรู้ความชำนาญ<br><strong>7. รายชื่อลูกค้า </strong>: ข้อมูลหรือฐานข้อมูลลูกค้าที่ได้มาและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong>2. <strong>สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ไม่สามารถระบุได้</strong></strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ไม่สามารถระบุได้ เป็นสินทรัพย์ที่ไม่สามารถแยกออกจากกิจการ ระบุตัวตน หรือแยกย่อยได้อิสระ มักเกิดขึ้นเมื่อมีการซื้อกิจการ</p>



<p class="wp-block-paragraph">สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ไม่สามารถระบุได้หลัก ๆ มีเพียงรายการเดียวตามมาตรฐานการบัญชี คือ ค่าความนิยม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ค่าความนิยม คือ มูลค่าส่วนเกินที่เกิดขึ้นเมื่อราคาซื้อกิจการสูงกว่ามูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์สุทธิที่สามารถระบุได้ของกิจการนั้น ซึ่งสะท้อนถึงชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ หรือฐานลูกค้าที่ดี</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong>ความสำคัญของสินทรัพย์ไม่มีตัวตน</strong></strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. สร้างความแตกต่าง</strong> : ช่วยให้ผู้บริโภคจดจำ และแยกแยะสินค้า หรือบริการออกจากคู่แข่งได้ผ่านเครื่องหมายการค้า<br><strong>2. ปกป้องนวัตกรรม</strong> : สิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ช่วยคุ้มครองความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี หรือสูตรการผลิตไม่ให้ถูกลอกเลียนแบบ<br><strong>3. เพิ่มมูลค่ากิจการ</strong> : เพิ่มมูลค่าโดยรวม และเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ฐานะทางการเงินในระยะยาว<br><strong>4. สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า</strong> : สร้างความภักดี และกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำผ่านชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือของแบรนด์</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong>หลักเกณฑ์การรับรู้สินทรัพย์ไม่มีตัวตน</strong></strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">กิจการจะรับรู้รายการเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนตามมาตรฐานการบัญชี ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามคำนิยามและเข้าเกณฑ์การรับรู้รายการทั้ง ดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ความสามารถในการระบุตัวตน</strong> : สินทรัพย์นั้นต้องสามารถแยกแยะได้ชัดเจน ไม่มีลักษณะทางกายภาพ และสามารถแยกออกจากกิจการได้ เช่น นำไปขาย โอน สิทธิ์ให้เช่า หรือแลกเปลี่ยน หรือเกิดจากสิทธิตามสัญญาหรือสิทธิด้านกฎหมาย<br><strong>2. ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต</strong> : มีความเป็นไปได้ที่กิจการจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตอันเกิดจากสินทรัพย์นั้น<br><strong>3. ความน่าเชื่อถือของต้นทุน</strong> : ต้นทุนของสินทรัพย์นั้นสามารถวัดมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือ</p>



<p class="wp-block-paragraph">คุณแป้ง-สีตลา ดีโพธิ์รัมย์ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพบัญชี ของ Chob Accounting ได้แชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพบัญชีว่า <em>“ก่อนจะดูว่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตนควรบันทึกมูลค่าเท่าไร เราต้องตอบให้ได้ก่อนว่า บริษัทได้รับและควบคุม ‘สิทธิอะไร’ อยู่จริง ๆ เพราะการจ่ายเงินซื้อซอฟต์แวร์ หรือระบบ ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นในลักษณะเดียวกันทุกกรณี”</em></p>



<p class="has-link-color wp-elements-27 wp-block-paragraph">เมื่อรับรู้สินทรัพย์แล้ว ต้องวัดมูลค่าด้วยราคาทุน และทยอยบันทึกเป็น<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-expense/" data-type="post" data-id="14630">ค่าใช้จ่าย</a>ผ่านการตัดจำหน่ายตลอดอายุการใช้งาน</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong>การวัดมูลค่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตนด้วยราคาทุน</strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 (TAS 38) กิจการต้องวัดมูลค่าเริ่มแรกของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนด้วย ราคาทุน ซึ่งรวมถึงราคาซื้อ และต้นทุนทางตรงทั้งหมดที่จำเป็นในการจัดเตรียมสินทรัพย์ให้พร้อมใช้งาน แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. การวัดมูลค่าเมื่อเริ่มแรก</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ราคาทุนของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนจะขึ้นอยู่กับวิธีการได้มา ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>กรณีซื้อแยกต่างหาก</strong> : ประกอบด้วยราคาซื้อสุทธิจากส่วนลดทางการค้า ภาษีนำเข้า และภาษีที่ไม่สามารถขอคืนได้ รวมทั้งค่าใช้จ่ายทางตรง เช่น ค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย หรือค่าจดทะเบียน</li>



<li><strong>กรณีพัฒนาขึ้นภายในกิจการ</strong> : บันทึกเป็นต้นทุนเฉพาะรายจ่ายในขั้นตอนการพัฒนาที่ตรงตามเกณฑ์ทางเทคนิคและความเป็นไปได้ที่จะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจแล้วเท่านั้น ส่วนรายจ่ายในขั้นตอนการวิจัยให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายทันที</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. การวัดมูลค่าภายหลังการรับรู้รายการ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">กิจการส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีราคาทุนในการแสดงมูลค่าต่อเนื่อง โดยการนำราคาทุนหักด้วย ค่าตัดจำหน่ายสะสม และผลขาดทุนจากการด้อยค่าสะสม</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong>การตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน</strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">การตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน คือการปันส่วนจำนวนที่คิดค่าตัดจำหน่ายอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้งาน โดยมีหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 (TAS 38) ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>สิทธิ์เฉพาะอายุจำกัด</strong> : กิจการต้องคิดค่าตัดจำหน่ายเฉพาะสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่มี อายุการใช้งานจำกัดเท่านั้น</li>



<li><strong>อายุไม่จำกัด</strong> : สินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานไม่จำกัด เช่น เครื่องหมายการค้าที่มีการต่ออายุได้ตลอด ห้ามคิดค่าตัดจำหน่าย แต่ต้องทดสอบการด้อยค่าทุกปี</li>



<li><strong>มูลค่าคงเหลือ</strong> : โดยทั่วไปกำหนดให้มูลค่าคงเหลือ เท่ากับ ศูนย์ ยกเว้นมีข้อตกลงจากบุคคลภายนอกว่าจะซื้อต่อ หรือมีตลาดซื้อขายรองรับตอนสิ้นสุดอายุ</li>
</ul>



<p class="has-link-color wp-elements-28 wp-block-paragraph">ตัวอย่างเช่น <a href="https://chobaccountingonline.co.th/" data-type="link" data-id="https://chobaccountingonline.co.th/">บริษัท ชอบการบัญชี จำกัด</a> ซื้อสิทธิบัตรราคา 100,000 บาท อายุการใช้งาน 5 ปี ไม่มีมูลค่าคงเหลือ เท่ากับว่าค่าตัดจำหน่ายจะอยู่ที่ปีละ 20,000 บาท</p>



<p class="has-link-color wp-elements-29 wp-block-paragraph">จากนั้น ให้<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-bookkeeping/" data-type="post" data-id="13830">บันทึกบัญชี</a>ตาม<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-debit-and-credit-in-accounting/" data-type="post" data-id="13763">หลักการเดบิต-เครดิต</a> ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>Dr. ค่าตัดจำหน่าย-สิทธิบัตร 20,000 บาท</li>



<li>Cr. ค่าตัดจำหน่ายสะสม-สิทธิบัตร 20,000 บาท</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong>คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน</strong></strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong>สินทรัพย์ไม่มีตัวตน เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนหรือไม่ ?</strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">โดยทั่วไป สินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ธุรกิจถือไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในระยะยาวจะอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน เช่น Software ที่ใช้หลายปี ลิขสิทธิ์ หรือสิทธิบัตร</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong>เว็บไซต์ถือเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนหรือไม่ ?</strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">เว็บไซต์อาจเข้าเกณฑ์เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนได้ในบางกรณี แต่ค่าใช้จ่ายในการสร้างเว็บไซต์ทุกประเภทไม่ได้บันทึกเป็นสินทรัพย์ได้ทั้งหมด</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong>สินทรัพย์ไม่มีตัวตนคิดค่าเสื่อมราคาหรือไม่ ?</strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">โดยทั่วไปจะไม่เรียกว่าค่าเสื่อมราคา แต่ใช้คำว่าค่าตัดจำหน่าย สำหรับสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่มีอายุการใช้ประโยชน์ทราบได้แน่นอน</p>



<p class="wp-block-paragraph">แนวคิดมีลักษณะคล้ายกัน คือ ทยอยรับรู้ต้นทุนของสินทรัพย์ตามช่วงเวลาที่กิจการได้รับประโยชน์ แต่ศัพท์ทางบัญชีที่ใช้กับสินทรัพย์ไม่มีตัวตนคือ ค่าตัดจำหน่าย</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong>สรุป</strong></strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">สินทรัพย์ไม่มีตัวตน คือ สินทรัพย์ที่ไม่มีลักษณะทางกายภาพ แต่สามารถระบุได้ อยู่ภายใต้การควบคุมของกิจการ และสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ธุรกิจในอนาคตได้ แต่สิ่งสำคัญที่เจ้าของธุรกิจควรจำไว้คือ ไม่ใช่สิ่งที่จับต้องไม่ได้ทุกอย่างจะสามารถบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ก่อนบันทึกรายการ ควรพิจารณาอย่างน้อยว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>รายการหรือสิทธินั้นสามารถระบุได้หรือไม่</li>



<li>ธุรกิจมีสิทธิหรือสามารถควบคุมประโยชน์จากรายการนั้นหรือไม่</li>



<li>คาดว่าจะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจในอนาคตหรือไม่</li>



<li>สามารถวัดต้นทุนได้อย่างน่าเชื่อถือหรือไม่</li>



<li>มีระยะเวลาของสิทธิหรืออายุการใช้ประโยชน์เท่าใด</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">หากยังไม่แน่ใจว่ารายจ่ายที่ธุรกิจจ่ายไปควรบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายหรือสินทรัพย์ การส่งรายละเอียดให้ชอบการบัญชีช่วยตรวจสอบตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาการแก้ไขรายการย้อนหลัง และทำให้งบการเงินสะท้อนข้อมูลของธุรกิจได้เหมาะสมมากขึ้นค่ะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">อ้างอิง :</p>



<p class="has-link-color wp-elements-30 wp-block-paragraph">1. <a href="https://acpro-std.tfac.or.th/test_std/uploads/files/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD/%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%206/13%20%E0%B8%84%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%20TAS%2038%20up_post%20(1).pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">คู่มืออธิบายมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38 เรื่อง สินทรัพย์ไม่มีตัวตน</a><br>2. <a href="https://www.tfac.or.th/upload/9414/mGr6h9D6ux.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ประกาศสภาวิชาชีพบัญชี เรื่องมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 38</a></p>



<p class="has-link-color wp-elements-31 wp-block-paragraph"><strong>ติดต่อ Chob Accounting</strong><br>โทร : <a href="tel:0941594561" target="_blank" rel="noreferrer noopener">094-159-4561</a><br>Facebook : <a href="https://www.facebook.com/chobaccounting/?locale=th_TH" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สำนักงานบัญชีคุณภาพ ชอบการบัญชี ออนไลน์</a><br>Line : <a href="https://lin.ee/HoBCNbLj" target="_blank" rel="noreferrer noopener">@chobaccounting</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-isintangible-assets/">สินทรัพย์ไม่มีตัวตน คืออะไร ? ทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ สำหรับธุรกิจ</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ธุรกิจใหม่ ควรเริ่มทำบัญชีตอนไหน ?</title>
		<link>https://chobaccountingonline.co.th/when-new-business-to-start-accounting/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Chob Accounting Team]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Aug 2026 09:36:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[บัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[sme]]></category>
		<category><![CDATA[การทำบัญชี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://chobaccountingonline.co.th/?p=22212</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับกิจการที่เพิ่งเริ่มขายสินค้า รับงานแรก หรือให้บริการได้ไม่นาน หลายคนมักสงสัยว่าต้องเริ่มทำบัญชีทันทีเลยไหม หรือรอให้มีรายได้มากกว่านี้ก่อนก็ได้ ? คำตอบคือ ควรเริ่มบันทึกรายรับ รายจ่าย และเก็บเอกสารตั้งแต่มีรายการทางธุรกิจครั้งแรก ไม่ต้องรอให้ยอดขายสูง ไม่ต้องรอให้ธุรกิจมีกำไร และไม่ต้องรอให้เอกสารเยอะ เพราะการเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่ต้นนั้นง่ายกว่าการย้อนกลับมาไล่หาเอกสารทีหลังมาก ๆ แต่ก่อนจะไปดูรายละเอียด อยากให้แยก 2 เรื่องนี้ออกจากกันก่อน 1. [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/when-new-business-to-start-accounting/">ธุรกิจใหม่ ควรเริ่มทำบัญชีตอนไหน ?</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-link-color wp-elements-44 wp-block-paragraph">สำหรับกิจการที่เพิ่งเริ่มขายสินค้า รับงานแรก หรือให้บริการได้ไม่นาน หลายคนมักสงสัยว่าต้องเริ่ม<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-accounting/" data-type="post" data-id="6916">ทำบัญชี</a>ทันทีเลยไหม หรือรอให้มี<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-revenue/" data-type="post" data-id="14589">รายได้</a>มากกว่านี้ก่อนก็ได้ ?</p>



<p class="wp-block-paragraph">คำตอบคือ ควรเริ่มบันทึกรายรับ รายจ่าย และเก็บเอกสารตั้งแต่มีรายการทางธุรกิจครั้งแรก ไม่ต้องรอให้ยอดขายสูง ไม่ต้องรอให้ธุรกิจมีกำไร และไม่ต้องรอให้เอกสารเยอะ เพราะการเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่ต้นนั้นง่ายกว่าการย้อนกลับมาไล่หาเอกสารทีหลังมาก ๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่ก่อนจะไปดูรายละเอียด อยากให้แยก 2 เรื่องนี้ออกจากกันก่อน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. การบันทึกรายรับรายจ่าย</strong> คือการบันทึกว่าเงินเข้าเท่าไร ออกเท่าไร เพื่อให้เจ้าของธุรกิจรู้สถานะทางการเงินของตัวเอง อันนี้ทำได้ตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ ไม่ว่าจะขายของออนไลน์คนเดียว หรือรับงานฟรีแลนซ์ก็ตาม</p>



<p class="has-link-color wp-elements-45 wp-block-paragraph"><strong>2. หน้าที่จัดทำบัญชีตามกฎหมาย</strong> คือหน้าที่ของนิติบุคคลซึ่งเป็น<a href="https://chobaccountingonline.co.th/who-is-required-to-keep-accounting-records/" data-type="post" data-id="17691">ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</a> เช่น <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-limited-company/" data-type="post" data-id="8736">บริษัทจำกัด</a> และ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-limited-partnership/" data-type="post" data-id="13073">ห้างหุ้นส่วนจำกัด</a> ตาม<a href="https://www.dbd.go.th/storage/law/9718f7ee-dd9f-463e-aa79-c7157355cec5.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543</a> กำหนดให้ต้องจัดทำบัญชี ตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ไม่ใช่นับจากวันที่เริ่มมีรายได้</p>



<p class="has-link-color wp-elements-46 wp-block-paragraph">พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคุณเป็นบุคคลธรรมดา การทำบัญชีเป็นเรื่องควรทำเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่ถ้า<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-legal-entity-registration/" data-type="post" data-id="16746">จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล</a>แล้ว การทำบัญชีคือหน้าที่ตามกฎหมาย และต้องเริ่มทำบัญชีทันทีตั้งแต่วันจดที่ได้รับการจดทะเบียนแล้ว แม้ว่าจะยังไม่มีรายได้เลยก็ตาม</p>



<p class="has-link-color wp-elements-47 wp-block-paragraph">คุณน้ำ &#8211; พัทธนันท์ วัชรโชติธาดาพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี ของ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/" data-type="link" data-id="https://chobaccountingonline.co.th/">ชอบการบัญชี (Chob Accounting)</a> ได้แบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับการทำบัญชีสำหรับธุรกิจใหม่ว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph"><em>“คำถามที่เจอบ่อยที่สุดจากเจ้าของธุรกิจใหม่คือ &#8216;<strong>ยังไม่มีรายได้ ต้องทำบัญชีไหม</strong>&#8216; ซึ่งน้ำอยากจะบอกไว้ตรงนี้เลยค่ะว่า <strong>จำเป็นต้องทำอย่างยิ่งค่ะ</strong> เพราะบัญชีไม่ได้มีไว้เพื่อคำนวณภาษีอย่างเดียว แต่มีไว้เพื่อวิเคราะห์ว่าธุรกิจกำลังดำเนินไปในทิศทางไหน ยิ่งเป็นธุรกิจที่ยังไม่มีรายได้หรือธุรกิจที่มีแต่รายจ่าย ยิ่งเป็นช่วงที่ต้องการข้อมูลมากที่สุดด้วยซ้ำ ในทางปฏิบัติ ลูกค้าที่เริ่มทำบัญชีตั้งแต่วันแรกกับลูกค้าที่เริ่มทำบัญชีตอนใกล้ปิดงบ ใช้เวลาทำงานต่างกันหลายเท่า และคุณภาพของงานก็ต่างกันมากค่ะ”</em></p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong>ควรเริ่มต้นทำบัญชีตอนไหนดี ?</strong></h2>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized" style="margin-top:10px;margin-bottom:20px"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="800" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/When-should-you-start-keeping-accounts-2.webp" alt="เริ่มทำบัญชี ตอนไหนดี ?" class="wp-image-22253" style="width:800px" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/When-should-you-start-keeping-accounts-2.webp 1000w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/When-should-you-start-keeping-accounts-2-300x240.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/08/When-should-you-start-keeping-accounts-2-768x614.webp 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้าถามว่าจุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน จริง ๆ แล้วมีอยู่ 3 จังหวะที่มักใช้เป็นหมุดหมายในการเริ่มต้นทำบัญชี ดังนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong>1. วันแรกที่เริ่มลงทุน</strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">หลายคนคิดว่าต้องเริ่มทำบัญชีในตอนที่ขายของได้ แต่ความจริงแล้ว เงินก้อนแรกที่ควรบันทึกคือเงินที่จ่ายออกไปก่อนจะมีรายได้ด้วยซ้ำ</p>



<p class="has-link-color wp-elements-48 wp-block-paragraph">ลองนึกภาพร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ ก่อนจะได้ออเดอร์แรก เจ้าของต้องจ่ายค่าสินค้าล็อตแรก ค่าถ่ายรูป ค่ายิงแอด ค่ากล่องพัสดุ หรือแม้แต่ค่าเช่าโดเมนเว็บไซต์ ถ้าไม่ได้ลง<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-bookkeeping/" data-type="post" data-id="13830">บันทึกบัญชี</a>ไว้ตั้งแต่ตอนนั้น พอขายได้จริงก็จะคำนวณไม่ถูกว่ากำไรที่เห็นเป็นกำไรจริงหรือแค่กำลังถอนทุนคืนอยู่</p>



<p class="has-link-color wp-elements-49 wp-block-paragraph"><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-expense/" data-type="post" data-id="14630">ค่าใช้จ่าย</a>ช่วงเริ่มต้นที่ควรจดไว้ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ค่าสินค้าหรือวัตถุดิบล็อตแรก</li>



<li>ค่าอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร</li>



<li>ค่าตกแต่งร้าน ค่ามัดจำพื้นที่</li>



<li>ค่าจดทะเบียน ค่าทำเว็บไซต์ ค่าออกแบบโลโก้</li>



<li>ค่าการตลาดช่วงเปิดตัว</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อมูลตรงนี้ยังมีประโยชน์ตอนวางแผนภาษีในอนาคตด้วย เพราะค่าใช้จ่ายบางรายการสามารถนำมาเป็นต้นทุน หรือค่าใช้จ่ายของกิจการได้ ถ้ามีเอกสารครบ</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong>2. วันที่เริ่มมีรายได้</strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="has-link-color wp-elements-50 wp-block-paragraph">สำหรับคนที่ทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา เช่น ขายของออนไลน์ ฟรีแลนซ์ หรือร้านเล็ก ๆ ที่ยังไม่ได้<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-company-registration/" data-type="post" data-id="12910">จดบริษัท</a> จุดนี้คือจุดที่ต้องเริ่มทำบัญชีแล้วจริง ๆ</p>



<p class="has-link-color wp-elements-51 wp-block-paragraph">เพราะเมื่อมีรายได้เข้ามา สิ่งที่ตามมาคือหน้าที่ทางภาษี ทั้ง<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-personal-income-tax/" data-type="post" data-id="3136">ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา</a>ที่ต้องยื่นตามรอบปี และถ้ารายได้จากการขายสินค้าหรือบริการถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ก็จะมีเรื่อง<a href="https://chobaccountingonline.co.th/online-vat-registration/" data-type="post" data-id="4472">การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)</a> เข้ามาเกี่ยวข้องอีก</p>



<p class="has-link-color wp-elements-52 wp-block-paragraph">ถ้าไม่มีตัวเลขรายรับรายจ่ายที่ชัดเจน ก็จะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเสียภาษีโดยไม่จำเป็น และมีโอกาสถูกเรียกเก็บ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-back-tax/" data-type="post" data-id="6023">ภาษีย้อนหลัง</a>พร้อมเบี้ยปรับ หรือเงินเพิ่มเติมอีกด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong>3. </strong></strong></strong></strong>วันที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล</h3>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับบริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า ต้องจัดให้มีการทำบัญชีนับตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล</p>



<p class="has-link-color wp-elements-53 wp-block-paragraph">ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจดทะเบียนบริษัทวันที่ 1 มีนาคม แต่กว่าจะเปิดให้บริการจริง ๆ คือเดือนกรกฎาคม ช่วง 4 เดือนที่ยังไม่มีรายได้ก็ยังต้องทำบัญชีอยู่ดี เพราะระหว่างนั้น<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-company/" data-type="post" data-id="6498">บริษัท</a>อาจมีค่าใช้จ่าย เช่น ค่าจดทะเบียน ค่าเช่า ค่าที่ปรึกษา หรือเงินลงทุนจาก<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-shareholder/" data-type="post" data-id="8800">ผู้ถือหุ้น</a> ซึ่งทั้งหมดเป็นรายการที่ต้องลงบันทึกบัญชี</p>



<p class="has-link-color wp-elements-54 wp-block-paragraph">นอกจากนี้ นิติบุคคลยังมีหน้าที่ต่อเนื่องอีกหลายอย่าง เช่น ต้องมี<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-bookkeeper/" data-type="post" data-id="16698">ผู้ทำบัญชี</a>ที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ต้อง<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-closing-financial-statement/" data-type="post" data-id="11805">ปิดงบการเงิน</a>ตาม<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-accounting-period/" data-type="post" data-id="14660">รอบบัญชี</a> ต้องมี<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-cpa/" data-type="post" data-id="16643">ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)</a> ทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชี และนำส่ง<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-financial-statement/" data-type="post" data-id="4954">งบการเงิน</a>ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในกำหนดเวลา</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong>ก่อนทำบัญชี เจ้าของธุรกิจต้องทำอะไรบ้าง ?</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่ต้องเตรียมจริง ๆ มีแค่ 3 อย่างนี้ก็เริ่มได้แล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">1. <strong><strong><strong><strong>แยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีของกิจการ</strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้าใช้บัญชีธนาคารเดียวกันทั้งจ่ายค่าสินค้า รับเงินลูกค้า และใช้จ่ายส่วนตัว พอถึงเวลาสรุปตัวเลข ก็จะต้องมานั่งไล่ดูทีละรายการว่าอันไหนเป็นของกิจการ อันไหนของตัวเอง ซึ่งกินเวลามหาศาลและมักจะทำให้เกิดความสับสน</p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่ควรทำ มีอยู่ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ</li>



<li>ให้ลูกค้าโอนเข้าบัญชีธุรกิจเท่านั้น</li>



<li>ชำระค่าใช้จ่ายของธุรกิจจากบัญชีธุรกิจเท่านั้น</li>



<li>ถ้าจะถอนเงินไปใช้ส่วนตัว ให้โอนเป็นก้อนแล้วบันทึกไว้ว่าเป็นการถอนเงินของเจ้าของ</li>



<li>ถ้าเป็นนิติบุคคล ยิ่งต้องแยกเด็ดขาด เพราะเงินของกิจการกับเงินของกรรมการเป็นคนละกระเป๋ากันตามกฎหมาย</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">2. เก็บเอกสารสำคัญ</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เอกสารคือหลักฐานที่ทำให้ตัวเลขในบัญชีมีน้ำหนัก ถ้าไม่มีเอกสาร ต่อให้จดตัวเลขไว้ครบก็อาจใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีไม่ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">เอกสารที่ควรเก็บตั้งแต่วันแรก เช่น</p>



<ul class="wp-block-list has-link-color wp-elements-55">
<li><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-receipt/" data-type="post" data-id="10092">ใบเสร็จรับเงิน</a> <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-tax-invoice/" data-type="post" data-id="6409">ใบกำกับภาษี</a> จากการซื้อสินค้าและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ</li>



<li><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-are-invoice-and-billing-note/" data-type="post" data-id="7035">ใบแจ้งหนี้</a> <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-quotation/" data-type="post" data-id="21535">ใบเสนอราคา</a> และใบส่งของ</li>



<li>สลิปโอนเงิน หลักฐานการรับเงินจากลูกค้า</li>



<li>Statement บัญชีธนาคารของธุรกิจ</li>



<li>สัญญาต่าง ๆ เช่น สัญญาเช่า สัญญาจ้าง</li>



<li>หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-withholding-tax-certificate/" data-type="post" data-id="9588">ใบ 50 ทวิ</a>) ในกรณีถูกลูกค้าหักไว้</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">เคล็ดลับง่าย ๆ คือ ถ่ายรูปหรือสแกนเก็บไว้ในโฟลเดอร์แล้วแยกตามเดือน โดยตั้งชื่อไฟล์ให้เข้าใจง่าย เช่น &#8220;2568-08-ค่าสินค้า-ร้าน A&#8221; เพราะใบเสร็จแบบกระดาษมักจะจางจนอ่านไม่ออกภายในไม่กี่เดือน</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">3. จดบันทึกรายรับรายจ่ายทุกครั้ง</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่ต้องรอใช้โปรแกรมบัญชี เพราะเจ้าของกิจการสามารถทำบัญชีเบื้องต้นได้จากการใช้ Google Sheets หรือ Excel โดยมีข้อมูลหลัก ๆ ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>วันที่</li>



<li>รายการ</li>



<li>ประเภท (รับ/จ่าย)</li>



<li>หมวดหมู่</li>



<li>จำนวนเงิน</li>



<li>เลขที่เอกสาร</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">แนะนำให้ตั้งเวลาประจำ เช่น ทุกเย็นวันศุกร์ 15 นาที สำหรับลงรายการของสัปดาห์นั้น เพราะการทำสัปดาห์ละครั้งใช้เวลาน้อยกว่าการมานั่งไล่ 6 เดือนย้อนหลังหลายเท่าตัว</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong>เริ่มทำบัญชีช้า จะมีผลต่อกิจการอย่างไร ?</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ปัญหาหลักของการเริ่มทำบัญชีช้าไม่ใช่แค่ต้องเสียเวลาเท่านั้น แต่ข้อมูลบางอย่างอาจสูญหายไปเลย จนไม่สามารถตรวจสอบต้นทุน รายได้ หรือเอกสารภาษีได้ครบถ้วน ลองดูว่าสิ่งที่ตามมามีอะไรบ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. เอกสารรายรับและรายจ่ายตกหล่น</strong> ใบเสร็จหาย สลิปโอนหมดอายุในแอปธนาคาร แชทกับลูกค้าถูกลบ พอถึงเวลาต้องใช้จริงกลับหาไม่เจอ และค่าใช้จ่ายที่ไม่มีหลักฐานก็มักจะนำมาคำนวณภาษีไม่ได้<br><strong>2. เงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจแยกออกจากกันยาก</strong> ยิ่งปล่อยไว้นาน รายการยิ่งปนกันจนแยกไม่ออก บางครั้งต้องยอมตัดรายการที่จำไม่ได้ทิ้งไป ซึ่งทำให้ตัวเลขทางบัญชีผิดเพี้ยนทั้งชุด<br><strong>3. ไม่รู้ต้นทุนและกำไรที่แท้จริง</strong> หลายคนดูยอดขายแล้วคิดว่ากำไรดี แต่พอคำนวณต้นทุนครบทั้งค่าสินค้า ค่าส่ง ค่าแพ็ก ค่าโฆษณา ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม กลับพบว่าได้กำไรน้อยมาก หรือสินค้าบางรายการยิ่งขายเยอะยิ่งขาดทุน<br><strong>4. ตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ยาก</strong> เมื่อถูกสอบถามหรือขอเอกสารเพิ่มเติม ธุรกิจที่ไม่มีบันทึกจะพิสูจน์ที่มาของเงินได้ยาก และอาจต้องเสียภาษีมากกว่าที่ควร พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม<br><strong>5. ต้องเสียค่าใช้จ่ายทำบัญชีย้อนหลัง</strong> การจ้างทำบัญชีย้อนหลังมักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทำบัญชีอย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือน เพราะต้องใช้เวลารวบรวมและตรวจสอบเอกสารมากกว่าปกติ ยิ่งย้อนหลังหลายปี ยิ่งทำให้ค่าบริกาสูงขึ้น<br><strong>6. วางแผนกระแสเงินสดไม่ได้</strong> ธุรกิจที่มีกำไรบนกระดาษแต่เงินสดขาดมือ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยมาก ถ้าไม่มีข้อมูลว่าเงินเข้าออกช่วงไหน ก็คาดการณ์ไม่ได้ว่าเดือนหน้าจะมีเงินมากพอที่จ่ายให้ซัพพลายเออร์หรือจ่ายเงินเดือนพนักงานไหม<br><strong>7. ตัดสินใจขยายธุรกิจจากข้อมูลที่ไม่ครบ</strong> จะเปิดสาขาเพิ่ม จ้างคนเพิ่ม หรือสั่งของล็อตใหญ่ ล้วนต้องใช้ตัวเลขจริงประกอบการตัดสินใจ รวมถึงตอนขอสินเชื่อกับธนาคารหรือคุยกับนักลงทุน ที่มักขอดูงบการเงินย้อนหลังเป็นอย่างแรก</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong>สรุป</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ธุรกิจใหม่ควรเริ่มทำบัญชีตั้งแต่มีรายการรับหรือจ่ายครั้งแรก ไม่ควรรอให้ยอดขายสูง เอกสารเยอะ หรือใกล้ถึงเวลายื่นภาษีแล้วจึงค่อยเริ่ม ส่วนบริษัทและห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนต้องจัดให้มีการทำบัญชีนับตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลค่ะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณต้องเริ่มจากเอกสารอะไร หรือต้องดูแลภาษีแบบไหน การปรึกษาผู้ทำบัญชีตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นจะช่วยให้วางระบบได้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจ และลดภาระการย้อนกลับมาแก้เอกสารในภายหลังค่ะ</p>



<p class="has-link-color wp-elements-56 wp-block-paragraph"><strong>ติดต่อ Chob Accounting</strong><br>โทร : <a href="tel:0941594561" target="_blank" rel="noreferrer noopener">094-159-4561</a><br>Facebook : <a href="https://www.facebook.com/chobaccounting/?locale=th_TH" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สำนักงานบัญชีคุณภาพ ชอบการบัญชี ออนไลน์</a><br>Line : <a href="https://lin.ee/HoBCNbLj" target="_blank" rel="noreferrer noopener">@chobaccounting</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/when-new-business-to-start-accounting/">ธุรกิจใหม่ ควรเริ่มทำบัญชีตอนไหน ?</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใบรับสินค้า คืออะไร? ใช้ทำอะไร พร้อมตัวอย่างที่นำไปใช้ได้จริง</title>
		<link>https://chobaccountingonline.co.th/what-is-goods-receipt/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Chob Accounting Team]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Jul 2026 03:56:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[บัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[การทำบัญชี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://chobaccountingonline.co.th/?p=21821</guid>

					<description><![CDATA[<p>เวลาผู้ขายนำสินค้ามาส่ง หลายธุรกิจอาจตรวจสอบเพียงจำนวนกล่อง เซ็นชื่อในใบส่งของ แล้วนำสินค้าเข้าคลังทันที แต่เมื่อเปิดกล่องภายหลังกลับพบว่า จำนวนสินค้าไม่ครบ ไม่ตรงกับรุ่นที่สั่งไว้ หรือสินค้าบางชิ้นได้รับความเสียหายจากการขนส่ง ปัญหาอาจยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อฝ่ายบัญชีได้รับใบแจ้งหนี้และบันทึกยอดเจ้าหนี้ไปแล้ว ทั้งที่สินค้ายังมาไม่ครบ หรือจำนวนสินค้าที่ได้รับไม่ตรงกับจำนวนที่ผู้ขายเรียกเก็บเงินจริง ใบรับสินค้า จึงเป็นจุดตรวจสอบสำคัญระหว่างการสั่งซื้อ การรับสินค้าเข้าคลัง และการบันทึกบัญชี ช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าสินค้าอะไรเข้ามา จำนวนเท่าไร อยู่ในสภาพใด และใครเป็นผู้ตรวจรับ ใบรับสินค้า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-goods-receipt/">ใบรับสินค้า คืออะไร? ใช้ทำอะไร พร้อมตัวอย่างที่นำไปใช้ได้จริง</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">เวลาผู้ขายนำสินค้ามาส่ง หลายธุรกิจอาจตรวจสอบเพียงจำนวนกล่อง เซ็นชื่อในใบส่งของ แล้วนำสินค้าเข้าคลังทันที แต่เมื่อเปิดกล่องภายหลังกลับพบว่า จำนวนสินค้าไม่ครบ ไม่ตรงกับรุ่นที่สั่งไว้ หรือสินค้าบางชิ้นได้รับความเสียหายจากการขนส่ง</p>



<p class="has-link-color wp-elements-63 wp-block-paragraph">ปัญหาอาจยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อฝ่ายบัญชีได้รับใบแจ้งหนี้และบันทึกยอดเจ้าหนี้ไปแล้ว ทั้งที่สินค้ายังมาไม่ครบ หรือจำนวนสินค้าที่ได้รับไม่ตรงกับจำนวนที่ผู้ขายเรียกเก็บเงินจริง ใบรับสินค้า จึงเป็นจุดตรวจสอบสำคัญระหว่างการสั่งซื้อ การรับสินค้าเข้าคลัง และ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-bookkeeping/" data-type="post" data-id="13830">การบันทึกบัญชี</a> ช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าสินค้าอะไรเข้ามา จำนวนเท่าไร อยู่ในสภาพใด และใครเป็นผู้ตรวจรับ</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ใบรับสินค้า คืออะไร ?</h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ใบรับสินค้า (Goods Receipt หรือ GR)</strong> คือ เอกสารที่ผู้ซื้อหรือผู้รับสินค้าใช้บันทึกและยืนยันว่าได้รับสินค้าจากผู้ขายแล้ว ภายในเอกสารจะระบุข้อมูลสำคัญ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ชื่อผู้ขาย</li>



<li>วันที่รับสินค้า</li>



<li>รายการสินค้า</li>



<li>จำนวนที่สั่งซื้อ</li>



<li>จำนวนที่ได้รับจริง</li>



<li>สภาพของสินค้า</li>



<li>ชื่อผู้ส่งและผู้ตรวจรับ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">โดยทั่วไป ใบรับสินค้า จะจัดทำหลังจากผู้ขายนำสินค้ามาส่งและผู้ซื้อได้ตรวจสอบสินค้าแล้ว หากสินค้าถูกต้องครบถ้วน ผู้รับสินค้าต้องลงลายมือชื่อเพื่อยืนยัน แต่หากพบว่าสินค้าไม่ครบ ชำรุด หรือไม่ตรงกับที่สั่งซื้อ ควรบันทึกข้อแตกต่างไว้ในเอกสารอย่างชัดเจน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในมุมของงานบัญชี ใบรับสินค้าเป็นเอกสารที่ช่วยเชื่อมข้อมูลระหว่าง 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>ฝ่ายจัดซื้อ</strong> เป็นผู้สั่งซื้อสินค้า</li>



<li><strong>ฝ่ายคลังสินค้า</strong> ซึ่งเป็นผู้รับสินค้าและเก็บรักษาสินค้า</li>



<li><strong>ฝ่ายบัญชี</strong> ซึ่งเป็นผู้บันทึกรายการซื้อและตั้งเจ้าหนี้การค้า</li>
</ol>



<p class="has-link-color wp-elements-64 wp-block-paragraph">แม้กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าทุกกิจการต้องใช้เอกสารที่มีชื่อว่าใบรับสินค้าเหมือนกันทั้งหมด แต่<a href="https://chobaccountingonline.co.th/who-is-required-to-keep-accounting-records/" data-type="post" data-id="17691">ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี</a>ต้องส่งมอบเอกสารประกอบการให้<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-bookkeeper/" data-type="post" data-id="16698">ผู้ทำบัญชี</a>อย่างถูกต้อง และต้องเก็บรักษาบัญชีกับเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น ธุรกิจสามารถออกแบบใบรับสินค้าให้เหมาะสมกับรูปแบบการทำงานของตนเองได้ ขอเพียงเอกสารสามารถตรวจสอบรายละเอียดของรายการที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างน่าเชื่อถือ</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized" style="margin-top:20px;margin-bottom:20px"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="800" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-goods-receipt.webp" alt="ตัวอย่าง ใบรับสินค้า" class="wp-image-21887" style="width:700px" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-goods-receipt.webp 800w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-goods-receipt-300x300.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-goods-receipt-150x150.webp 150w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-goods-receipt-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ใบรับสินค้า มีความสำคัญอย่างไร ?</h2>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong>1. ใช้ยืนยันว่าธุรกิจได้รับสินค้าจริง</strong></strong></h3>



<p class="has-link-color wp-elements-65 wp-block-paragraph">หน้าที่สำคัญที่สุดของใบรับสินค้า คือ ใช้ยืนยันว่าผู้ขายได้ส่งสินค้าและธุรกิจได้รับสินค้าแล้วจริง ช่วยป้องกันสถานการณ์ที่ฝ่ายบัญชีได้รับ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-are-invoice-and-billing-note/" data-type="post" data-id="7035">ใบแจ้งหนี้</a>จากผู้ขาย แต่ไม่ทราบว่าสินค้าเข้าคลังแล้วหรือยัง หากไม่มีหลักฐานการรับสินค้า ฝ่ายบัญชีอาจตั้งเจ้าหนี้หรือเตรียมจ่ายเงิน ทั้งที่สินค้ายังมาไม่ถึง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวอย่างเช่น บริษัทสั่งซื้อวัตถุดิบ 500 ชิ้น แต่ผู้ขายส่งมาเพียง 400 ชิ้น หากฝ่ายบัญชีที่ตรวจสอบจากใบแจ้งหนี้ อาจบันทึกรายการเจ้าหนี้เต็มจำนวน 500 ชิ้น แต่หากมีใบรับสินค้า ฝ่ายบัญชีจะเห็นว่าธุรกิจรับสินค้าจริงเพียง 400 ชิ้น และสามารถสอบถามผู้ขายก่อนดำเนินการต่อได้</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong>2. ใช้ตรวจสอบจำนวนและสภาพสินค้า</strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ก่อนเซ็นรับสินค้า ผู้รับสินค้าควรตรวจสอบอย่างน้อย 4 เรื่อง ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>รายการหรือรหัสสินค้าตรงกับที่สั่งหรือไม่</li>



<li>จำนวนสินค้าครบหรือไม่</li>



<li>รุ่น ขนาด สี หรือคุณสมบัติตรงตามใบสั่งซื้อหรือไม่</li>



<li>สินค้ามีความเสียหายจากการขนส่งหรือไม่</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">หากพบปัญหา ไม่ควรเซ็นรับสินค้าโดยไม่มีหมายเหตุ เพราะลายเซ็นอาจถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานว่าสินค้าถูกส่งมอบครบถ้วนแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">วิธีที่เหมาะสมคือ ระบุจำนวนที่รับจริงและรายละเอียดความเสียหายลงในใบรับสินค้า เช่น รับสินค้า 20 กล่อง พบกล่องชำรุด 2 กล่อง และสินค้าภายในแตกเสียหาย 5 ชิ้น รอตรวจสอบการเปลี่ยนสินค้า ข้อความในลักษณะนี้ช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อสามารถติดตามผู้ขายได้ง่าย และลดข้อโต้แย้งหากเกิดความเสียหายก่อนหรือหลังการรับสินค้า</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong>3. ใช้ช่วยควบคุมสต๊อกสินค้า</strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ธุรกิจที่มีสินค้าเข้าออกเป็นประจำ จำเป็นต้องรู้ว่าสินค้าเข้าคลังเมื่อไร จำนวนเท่าไร และถูกจัดเก็บไว้ที่ใด จึงใช้ใบรับสินค้าเป็นเอกสารต้นทางในการบันทึกรับสินค้าเข้าระบบสต๊อก หากข้อมูลในเอกสารไม่ตรงกับสินค้าที่รับจริง ยอดสินค้าคงเหลือในระบบก็อาจผิดตั้งแต่วันแรกที่รับสินค้ามา</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวอย่างเช่น ในใบสั่งซื้อระบุสินค้าจำนวน 100 ชิ้น แต่ได้รับสินค้าจริง 90 ชิ้น หากคลังสินค้าบันทึกว่ารับสินค้าตามจำนวนในใบสั่งซื้อ ระบบจะแสดงสินค้าคงเหลือมากกว่าความเป็นจริง 10 ชิ้น เมื่อนำสินค้าไปขายระบบอาจแจ้งว่ามีสินค้า แต่ไม่สามารถนำสินค้าที่มีอยู่ในคลังมาขายได้</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong><strong><strong><strong>4. ใช้เป็นหลักฐานประกอบการตรวจสอบเอกสารซื้อ</strong></strong></strong></strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ใบรับสินค้าช่วยให้ธุรกิจตรวจเอกสารก่อนอนุมัติจ่ายเงินได้อย่างเป็นระบบ โดยเปรียบเทียบข้อมูลจากเอกสาร 3 รายการ ได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>ใบสั่งซื้อ</strong> ธุรกิจสั่งซื้ออะไร ราคาและจำนวนเท่าไร</li>



<li><strong>ใบรับสินค้า</strong> ธุรกิจได้รับสินค้าจริงอะไรและจำนวนเท่าไร</li>



<li><strong>ใบแจ้งหนี้</strong> หรือเอกสารเรียกเก็บเงิน ผู้ขายเรียกเก็บเงินจากรายการใด</li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">กระบวนการนี้เรียกว่า การตรวจสอบเอกสาร 3 ทาง หรือ Three-way Matching หากข้อมูลทั้ง 3 รายการตรงกัน ฝ่ายบัญชีจึงสามารถดำเนินการบันทึกเจ้าหนี้และเสนออนุมัติจ่ายเงินได้ แต่หากข้อมูลไม่ตรงกัน ควรสอบถามฝ่ายจัดซื้อหรือผู้ขายก่อน ก่อนทำการบันทึกบัญชี</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ต้องออกใบรับสินค้าตอนไหน ออกเมื่อไหร่ และใครเป็นคนออก ?</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ใบรับสินค้าควรจัดทำในวันที่ธุรกิจได้รับสินค้า หรือจัดทำทันทีหลังจากตรวจสอบสินค้าเรียบร้อยแล้ว ไม่ควรจัดทำหลังจากได้รับสินค้าเป็นเวลาหลายวัน เพราะอาจทำให้จำไม่ได้ว่าสินค้าอยู่ในสภาพใดตั้งแต่ตอนที่ได้รับ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้ที่รับผิดชอบออกหรือลงนามในใบรับสินค้าอาจแตกต่างกันไปตามขนาดของธุรกิจ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เจ้าหน้าที่คลังสินค้า</li>



<li>เจ้าหน้าที่ตรวจรับสินค้า</li>



<li>ฝ่ายจัดซื้อ</li>



<li>แอดมินสำนักงาน</li>



<li>ผู้จัดการสาขา</li>



<li>เจ้าของกิจการ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีฝ่ายคลังโดยเฉพาะ เจ้าของกิจการควรกำหนดให้ชัดว่าใครมีหน้าที่รับสินค้า ตรวจสอบ และส่งเอกสารให้ฝ่ายบัญชี ไม่ควรให้พนักงานคนใดก็ได้เซ็นรับสินค้าโดยไม่มีการตรวจสอบ</p>



<p class="wp-block-paragraph">กระบวนการเอกสารซื้อขายที่พบได้บ่อยมีลำดับดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ใบเสนอราคา</li>



<li>ใบสั่งซื้อ</li>



<li>ผู้ขายส่งสินค้าและใบส่งของ</li>



<li>ผู้ซื้อตรวจรับและออกใบรับสินค้า</li>



<li>ตรวจใบแจ้งหนี้</li>



<li>ชำระเงิน</li>



<li>รับใบเสร็จรับเงิน</li>
</ol>



<p class="has-link-color wp-elements-66 wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม ผู้ขายอาจจะออกใบแจ้งหนี้หรือ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-tax-invoice/" data-type="post" data-id="6409">ใบกำกับภาษี</a>พร้อมใบส่งของได้ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงและจุดที่ความรับผิดทางภาษีเกิดขึ้น โดยกรณีขายสินค้าทั่วไป ความรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่มอาจเกิดเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่จะมีการรับชำระเงินหรือออกใบกำกับภาษีก่อน</p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรแยกให้ออกคือ ใบรับสินค้าเป็นเอกสารฝั่งผู้ซื้อ ใช้ยืนยันการรับของและควบคุมภายใน ไม่ใช่เอกสารที่นำมาใช้แทนใบกำกับภาษี หรือใบเสร็จรับเงิน</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized" style="margin-top:20px;margin-bottom:20px"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="540" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/chob-77.webp" alt="" class="wp-image-21890" style="width:800px" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/chob-77.webp 960w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/chob-77-300x169.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/chob-77-768x432.webp 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ธุรกิจแบบไหนควรออกใบรับสินค้า ?</h2>



<p class="wp-block-paragraph">1. <strong>ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก</strong> : มีสินค้าหลายรายการและมีสินค้าเข้าออกบ่อย หากไม่มีเอกสารรับสินค้าที่ชัดเจน อาจเกิดปัญหาสต๊อกในระบบไม่ตรงกับสินค้าจริงได้ง่าย<br>2. <strong>โรงงานและธุรกิจผลิตสินค้า</strong> : ต้องรับวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และชิ้นส่วนจากผู้ขายหลายราย ใบรับสินค้าช่วยตรวจสอบทั้งจำนวน ล็อตการผลิต คุณภาพ และวันหมดอายุ<br>3. <strong>ร้านอาหารและธุรกิจอาหาร</strong> : ควรตรวจรับวัตถุดิบทุกครั้ง โดยเฉพาะอาหารสด สินค้าแช่เย็น และสินค้าที่มีวันหมดอายุ เพื่อป้องกันการรับวัตถุดิบที่คุณภาพไม่ตรงตามที่ตกลง<br>4. <strong>ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ</strong> : แม้ไม่มีหน้าร้าน แต่หากมีคลังสินค้าเป็นของตนเอง ก็ควรมีระบบบันทึกสินค้าที่รับจากโรงงานหรือซัพพลายเออร์ให้ตรงกับยอดในระบบขายออนไลน์<br>5. <strong>ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง</strong> : มีการรับวัสดุเข้าหน้างานหลายประเภท หากไม่มีผู้รับผิดชอบตรวจรับอย่างชัดเจน อาจเกิดปัญหาวัสดุส่งไม่ครบ ส่งผิดสถานที่ หรือไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้รับ<br>6. <strong>สำนักงานและธุรกิจบริการ</strong> : แม้ไม่ได้ขายสินค้าโดยตรง แต่หากมีการซื้ออุปกรณ์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ เฟอร์นิเจอร์ หรือทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง ก็ควรมีหลักฐานการตรวจรับก่อนส่งเอกสารให้ผู้ทำบัญชี</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ขั้นตอนการใช้ใบรับสินค้า ในกระบวนการซื้อขาย</h2>



<p class="has-link-color wp-elements-67 wp-block-paragraph">1. <strong>ออกใบสั่งซื้อหรือสั่งซื้อสินค้า</strong><br>ฝ่ายจัดซื้อหรือเจ้าของกิจการตกลงซื้อสินค้ากับผู้ขาย โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับรายการสินค้า จำนวน ราคา วันที่ต้องการรับ และสถานที่จัดส่ง หากเป็นการซื้อที่มีมูลค่าสูงหรือมีสินค้าหลายรายการ ควรออก<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-purchase-order/" data-type="post" data-id="21762">ใบสั่งซื้อหรือ Purchase Order</a> เพื่อใช้เป็นเอกสารอ้างอิง</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. <strong>ผู้ขายจัดส่งสินค้า</strong><br>ผู้ขายนำสินค้ามาส่งพร้อมใบส่งของหรือเอกสารประกอบการจัดส่ง ผู้รับสินค้าไม่ควรรีบลงชื่อทันที แต่ควรนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับใบสั่งซื้อก่อน</p>



<p class="wp-block-paragraph">3. <strong>ผู้ซื้อตรวจรับสินค้า</strong><br>ผู้รับผิดชอบควรตรวจสอบรายการสินค้า จำนวน รุ่น คุณภาพ สภาพบรรจุภัณฑ์ และวันหมดอายุตามลักษณะของสินค้า</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากสินค้ามีจำนวนมากจนไม่สามารถตรวจทั้งหมดได้ทันที ควรระบุในเอกสารว่าเป็นการรับสินค้าเบื้องต้นและยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ไม่ควรลงชื่อยืนยันว่าสินค้าครบถ้วนหากยังไม่ได้ตรวจจริง</p>



<p class="wp-block-paragraph">4. <strong>ออกหรือบันทึกใบรับสินค้า</strong><br>หลังตรวจสอบแล้ว ให้บันทึกจำนวนที่ได้รับจริง จำนวนที่ชำรุด และปัญหาที่พบลงในใบรับสินค้า หากสินค้าถูกต้องครบถ้วนจึงเปลี่ยนสถานะเป็นรับเข้าคลัง แต่หากสินค้าไม่ครบหรือมีปัญหา ควรแยกสินค้าดังกล่าวออกจากสินค้าที่พร้อมใช้งานจนกว่าจะดำเนินการกับผู้ขายเรียบร้อย</p>



<p class="wp-block-paragraph">5. <strong>ส่งข้อมูลให้ฝ่ายคลังและฝ่ายบัญชี</strong><br>ฝ่ายคลังใช้ข้อมูลจากใบรับสินค้าเพื่อบันทึกยอดสินค้าเข้าระบบ ส่วนฝ่ายบัญชีใช้ตรวจสอบว่าสอดคล้องกับใบสั่งซื้อ ใบแจ้งหนี้ และใบกำกับภาษีหรือไม่ ก่อนที่จะบันทึกรายการซื้อหรือตั้งเจ้าหนี้</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ใบรับสินค้าเกี่ยวข้องกับงานบัญชีอย่างไร ?</h2>



<p class="wp-block-paragraph">1. <strong>การบันทึกซื้อสินค้า</strong> : ฝ่ายบัญชีต้องทราบว่ากิจการได้รับสินค้าแล้วจริงหรือไม่ และได้รับจำนวนเท่าไร ก่อนพิจารณาบันทึกรายการซื้อ<br>2. <strong>การรับสินค้าเข้าสต๊อก</strong> : จำนวนที่รับเข้าสต๊อกควรตรงกับจำนวนที่ผ่านการตรวจรับ ไม่ใช่จำนวนที่สั่งซื้อหรือจำนวนที่ผู้ขายระบุไว้เพียงฝ่ายเดียว<br>3. <strong>การตั้งเจ้าหนี้การค้า</strong> : หากธุรกิจซื้อสินค้าเป็นเงินเชื่อ ฝ่ายบัญชีจะบันทึกยอดเจ้าหนี้ตามเอกสารเรียกเก็บเงิน แต่ควรตรวจสอบก่อนว่าสินค้าได้รับครบและอยู่ในเงื่อนไขที่ต้องชำระแล้วหรือไม่<br>4. <strong>การตรวจสอบใบแจ้งหนี้</strong> : ใบรับสินค้าช่วยตรวจว่า ผู้ขายเรียกเก็บเงินเกินจำนวนที่ส่งจริงหรือไม่ หากรับสินค้าเพียงบางส่วน ฝ่ายบัญชีอาจต้องรอใบแจ้งหนี้ฉบับแก้ไข หรือยืนยันกับผู้ขายว่าจะเรียกเก็บเงินเฉพาะส่วนที่ส่งแล้ว<br>5. <strong>การควบคุมเอกสารภายในกิจการ</strong> : เอกสารช่วยแยกหน้าที่ระหว่างคนสั่งซื้อ คนรับสินค้า และคนจ่ายเงิน ลดความเสี่ยงที่พนักงานคนเดียวจะสามารถสั่งซื้อ รับสินค้า และอนุมัติจ่ายเงินได้โดยไม่มีผู้ตรวจสอบ</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">สรุป</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ใบรับสินค้า คือ เอกสารที่ใช้ยืนยันว่าธุรกิจได้รับสินค้าจากผู้ขายแล้ว เป็นเครื่องมือควบคุมภายในที่ช่วยให้ธุรกิจตรวจสอบง่าย ลดปัญหาสต๊อกไม่ตรง และทำบัญชีได้แม่นยำมากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากธุรกิจของคุณมีเอกสารซื้อขายจำนวนมาก สต๊อกไม่ตรง หรือไม่แน่ใจว่าต้องส่งเอกสารอะไรให้สำนักงานบัญชี อาจทำให้ยอดซื้อ ต้นทุน และเจ้าหนี้ของธุรกิจคลาดเคลื่อนได้โดยไม่รู้ตัว ชอบการบัญชี พร้อมช่วยดูแลงานบัญชีและภาษี พร้อมแนะนำการจัดเตรียมเอกสารให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจ ซึ่งช่วยให้เจ้าของกิจการตรวจสอบตัวเลขได้ง่าย และมีข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับใช้บริหารธุรกิจ ติดต่อเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยค่ะ</p>



<p class="has-link-color wp-elements-68 wp-block-paragraph">ติดต่อ Chob Accounting<br>โทร : <a href="tel:0941594561" target="_blank" rel="noreferrer noopener">094-159-4561</a><br>Facebook : <a href="https://www.facebook.com/chobaccounting/?locale=th_TH" target="_blank" rel="noreferrer noopener">สำนักงานบัญชีคุณภาพ ชอบการบัญชี ออนไลน์</a><br>Line : <a href="https://lin.ee/HoBCNbLj" target="_blank" rel="noreferrer noopener">@chobaccounting</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-goods-receipt/">ใบรับสินค้า คืออะไร? ใช้ทำอะไร พร้อมตัวอย่างที่นำไปใช้ได้จริง</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใบสั่งซื้อ คืออะไร ? ต้องออกตอนไหน มีผลต่อธุรกิจอย่างไร</title>
		<link>https://chobaccountingonline.co.th/what-is-purchase-order/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Chob Accounting Team]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 24 Jul 2026 06:18:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[การทำบัญชี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://chobaccountingonline.co.th/?p=21762</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายธุรกิจเริ่มต้นสั่งซื้อสินค้าด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น โทรศัพท์คุยกับผู้ขาย ส่งรายละเอียดผ่านแชต หรือแจ้งจำนวนสินค้าในกลุ่มไลน์ วิธีเหล่านี้อาจยังใช้งานได้เมื่อรายการซื้อมีไม่มากและมีผู้ดูแลเพียงคนเดียว แต่เมื่อธุรกิจเริ่มมีพนักงานหลายฝ่าย ซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์หลายราย หรือมีคำสั่งซื้อเกิดขึ้นพร้อมกัน ปัญหาที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่เรื่องของการเข้าใจจำนวนสินค้าผิดเท่านั้น แต่อาจส่งผลถึงการได้รับสินค้าไม่ครบ ราคาที่เรียกเก็บไม่ตรงกับที่ตกลง ฝ่ายบัญชีจ่ายเงินเกิน หรือไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้อนุมัติรายการนั้น ใบสั่งซื้อ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของระบบควบคุมการจัดซื้อ ช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อ คลังสินค้า บัญชี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-purchase-order/">ใบสั่งซื้อ คืออะไร ? ต้องออกตอนไหน มีผลต่อธุรกิจอย่างไร</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">หลายธุรกิจเริ่มต้นสั่งซื้อสินค้าด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น โทรศัพท์คุยกับผู้ขาย ส่งรายละเอียดผ่านแชต หรือแจ้งจำนวนสินค้าในกลุ่มไลน์ วิธีเหล่านี้อาจยังใช้งานได้เมื่อรายการซื้อมีไม่มากและมีผู้ดูแลเพียงคนเดียว</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่เมื่อธุรกิจเริ่มมีพนักงานหลายฝ่าย ซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์หลายราย หรือมีคำสั่งซื้อเกิดขึ้นพร้อมกัน ปัญหาที่ตามมาอาจไม่ใช่แค่เรื่องของการเข้าใจจำนวนสินค้าผิดเท่านั้น แต่อาจส่งผลถึงการได้รับสินค้าไม่ครบ ราคาที่เรียกเก็บไม่ตรงกับที่ตกลง ฝ่ายบัญชีจ่ายเงินเกิน หรือไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้อนุมัติรายการนั้น ใบสั่งซื้อ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของระบบควบคุมการจัดซื้อ ช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อ คลังสินค้า บัญชี และผู้บริหารทำงานด้วยข้อมูลชุดเดียวกัน มากกว่าการเป็นเพียงเอกสารสำหรับแจ้งผู้ขายว่าต้องการซื้ออะไรเท่านั้น</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ใบสั่งซื้อ คืออะไร ?</h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ใบสั่งซื้อ</strong> (<strong>Purchase Order</strong> หรือ <strong>PO</strong>) คือเอกสารที่ผู้ซื้อออกให้แก่ผู้ขาย เพื่อยืนยันว่าต้องการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการตามรายละเอียดและเงื่อนไขที่ตกลงร่วมกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในระบบจัดซื้อที่เป็นมาตรฐาน ใบสั่งซื้อจะเชื่อมโยงกับขั้นตอนการอนุมัติ การรับสินค้า การตรวจรับ และการชำระเงิน ทำให้สามารถติดตามรายการได้ตั้งแต่เริ่มสั่งซื้อจนถึงปิดรายการ โดยคู่มือระบบจัดซื้อทั้งของภาครัฐและระบบบริหารจัดซื้อขององค์กรขนาดใหญ่ต่างแยกขั้นตอนการสร้าง แก้ไข อนุมัติ ตรวจรับ และรายงานใบสั่งซื้อไว้อย่างชัดเจน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ลองนึกภาพร้านอาหารที่สั่งวัตถุดิบผ่านแชต โดยพิมพ์จำนวนสินค้าแยกกันหลายข้อความ เมื่อผู้ขายนำของมาส่งกลับพบว่าวัตถุดิบบางรายการมีจำนวนมากกว่าที่ต้องการ ขณะที่วัตถุดิบบางชนิดจัดส่งมาไม่ครบ เมื่อย้อนกลับไปตรวจสอบข้อมูลก่อนหน้าจากข้อความที่ใช้สั่งซื้อกระจัดกระจายอยู่ในแชต และไม่มีเอกสารสรุปว่ารายการสุดท้ายที่ตกลงกันคืออะไร ผู้ซื้อกับผู้ขายจึงอาจเข้าใจไม่ตรงกันว่าควรยึดข้อความใดเป็นหลัก</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากมีใบสั่งซื้อที่รวบรวมรายละเอียดทั้งหมดไว้ในเอกสารเดียว ทั้งสองฝ่ายจะสามารถตรวจสอบจำนวน ราคา วันส่งมอบ และเงื่อนไขการชำระเงินได้ก่อนเริ่มดำเนินการ ซึ่งลดโอกาสเกิดข้อโต้แย้งในภายหลัง</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized" style="margin-top:20px;margin-bottom:20px"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="800" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-purchase-order.webp" alt="ตัวอย่าง ใบสั่งซื้อ" class="wp-image-21796" style="width:700px" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-purchase-order.webp 800w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-purchase-order-300x300.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-purchase-order-150x150.webp 150w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-purchase-order-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ธุรกิจรูปแบบใดบ้างที่ควรออกใบสั่งซื้อ ?</h2>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">1. ธุรกิจที่ซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบเป็นประจำ</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เช่น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ร้านค้าออนไลน์ โรงงาน และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เพราะมีรายการซื้อซ้ำและมีโอกาสเกิดความผิดพลาดด้านจำนวน ราคา หรือกำหนดส่งได้ง่าย</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong>2. ธุรกิจที่ซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์หลายราย</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อมีผู้ขายหลายราย ธุรกิจจำเป็นต้องแยกให้ชัดว่าแต่ละรายการสั่งจากใคร ราคาเท่าไร และมีเงื่อนไขชำระเงินอย่างไร เพื่อป้องกันการนำเอกสารของผู้ขายคนละรายมาปะปนกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong><strong>3. ธุรกิจที่มีพนักงานหลายฝ่ายเกี่ยวข้องกับการซื้อ</strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวอย่างเช่น ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ขอซื้อ อีกฝ่ายเป็นผู้อนุมัติ ฝ่ายจัดซื้อเป็นผู้สั่งสินค้า คลังสินค้าเป็นผู้ตรวจรับ และฝ่ายบัญชีเป็นผู้จ่ายเงิน ในกรณีนี้ ใบสั่งซื้อจะทำหน้าที่เป็นเอกสารกลางที่ทำให้ทุกฝ่ายตรวจสอบข้อมูลจากจุดอ้างอิงเดียวกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">4. <strong><strong>ธุรกิจที่ต้องควบคุมงบประมาณอย่างละเอียด</strong></strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">หากธุรกิจแบ่งงบตามโครงการ แผนก หรือสาขา การมีใบสั่งซื้อจะช่วยให้เห็นภาระผูกพันก่อนเงินออกจริง ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าแต่ละฝ่ายใช้วงเงินไปแล้วเท่าไร และยังเหลืองบสำหรับรายการอื่นอีกมากน้อยเพียงใด</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong>5. ธุรกิจบริการที่มีการจ้างงานภายนอก</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ใบสั่งซื้อไม่ได้ใช้เฉพาะการซื้อสินค้าเท่านั้น แต่ยังใช้กับการสั่งจ้างบริการได้ เช่น จ้างออกแบบ จ้างทำเว็บไซต์ จ้างซ่อมแซม จ้างขนส่ง หรือจ้างผู้รับเหมาช่วง สำหรับงานบริการ ควรระบุขอบเขตงาน ผลงานที่ต้องส่ง กำหนดเวลา ราคา และเงื่อนไขการชำระเงินให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหางานเกินขอบเขตหรือการส่งงานไม่ตรงตามที่ตกลง</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong>ต้องออกใบสั่งซื้อตอนไหน ?</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">โดยทั่วไป ธุรกิจควรออกใบสั่งซื้อ หลังจากตกลงรายละเอียดและได้รับการอนุมัติแล้ว แต่ก่อนที่ผู้ขายจะส่งสินค้า เริ่มผลิตสินค้า หรือเริ่มให้บริการ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อมูลที่ควรชัดเจนก่อนออกใบสั่งซื้อ ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เลือกผู้ขายเรียบร้อยแล้ว</li>



<li>รายการและจำนวนสินค้าชัดเจน</li>



<li>ราคาและส่วนลดได้รับการยืนยันแล้ว</li>



<li>เงื่อนไขภาษีและค่าขนส่งชัดเจน</li>



<li>กำหนดส่งมอบแน่นอน</li>



<li>เงื่อนไขการชำระเงินได้รับการตกลง</li>



<li>รายการผ่านการอนุมัติตามอำนาจของธุรกิจแล้ว</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">หากมีการเปลี่ยนแปลงหลังออกใบสั่งซื้อ เช่น เพิ่มจำนวน เปลี่ยนราคา หรือเลื่อนกำหนดส่ง ธุรกิจควรออกเอกสารแก้ไขหรือระบุเลขที่เวอร์ชันให้ชัดเจน ไม่ควรแก้ข้อมูลเดิมโดยไม่มีหลักฐาน เพราะระบบจัดซื้อที่ได้มาตรฐานมักควบคุมเลขที่แก้ไขและอาจกำหนดให้รายการที่มีการเปลี่ยนแปลงต้องผ่านการอนุมัติใหม่</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong>ลำดับเอกสารซื้อขายโดยทั่วไป</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">กระบวนการซื้อขายของแต่ละธุรกิจอาจแตกต่างกัน แต่สามารถจัดเป็นลำดับพื้นฐานได้ดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list has-link-color wp-elements-71">
<li><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-quotation/" data-type="post" data-id="21535">ใบเสนอราคา</a></li>



<li>ใบสั่งซื้อ</li>



<li>ใบส่งของ หรือ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-goods-receipt/" data-type="post" data-id="21821">ใบรับสินค้า</a></li>



<li><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-are-invoice-and-billing-note/" data-type="post" data-id="7035">ใบแจ้งหนี้</a></li>



<li><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-tax-invoice/" data-type="post" data-id="6409">ใบกำกับภาษี</a> หรือ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-receipt/" data-type="post" data-id="10092">ใบเสร็จรับเงิน</a></li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ลำดับข้างต้นเป็นเพียงภาพรวมเพื่อช่วยให้เข้าใจกระบวนการ แต่ช่วงเวลาการออกใบกำกับภาษีต้องพิจารณาตามจุดที่เกิดความรับผิดทางภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นด้วย</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong>ใบสั่งซื้อสำคัญต่อธุรกิจอย่างไร ?</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">1. ช่วยควบคุมงบประมาณก่อนเงินออกจากบริษัท</h3>



<p class="has-link-color wp-elements-72 wp-block-paragraph">ค่าใช้จ่ายของธุรกิจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันที่มีการโอนเงิน แต่เริ่มเกิดเป็นภาระผูกพันตั้งแต่วันที่<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-company/" data-type="post" data-id="6498">บริษัท</a>ตกลงสั่งซื้อสินค้า หรือว่าจ้างบริการแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ใบสั่งซื้อช่วยให้ผู้บริหารและฝ่ายการเงินเห็นล่วงหน้าว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>มีคำสั่งซื้อที่ได้รับอนุมัติแล้วจำนวนเท่าไร</li>



<li>แต่ละแผนกใช้วงเงินไปแล้วเท่าไร</li>



<li>มีรายการใดที่ยังไม่ได้รับสินค้า</li>



<li>มีภาระที่ต้องจ่ายในเดือนถัดไปเท่าไร</li>



<li>ยอดสั่งซื้อเกินงบประมาณที่กำหนดหรือไม่</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ในมุมของฝ่ายการเงิน การมีใบสั่งซื้อ ทำให้ธุรกิจไม่ต้องรอจนเงินออกจากบัญชีจึงค่อยพบว่าใช้จ่ายเกินงบ แต่สามารถเห็นความเสี่ยงได้ตั้งแต่ตอนคำสั่งซื้อกำลังจะเกิดขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">2. ลดความผิดพลาดระหว่างจัดซื้อ บัญชี และคลังสินค้า</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ใบสั่งซื้อเป็นจุดอ้างอิงร่วมกันระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ฝ่ายจัดซื้อใช้ตรวจสอบราคาและเงื่อนไข</li>



<li>ฝ่ายคลังใช้ตรวจสอบจำนวนสินค้าที่ได้รับ</li>



<li>ฝ่ายบัญชีใช้ตรวจสอบยอดในใบแจ้งหนี้</li>



<li>ผู้บริหารใช้ตรวจสอบการอนุมัติและงบประมาณ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวอย่างเช่น หากไม่มีใบสั่งซื้อ ฝ่ายคลังอาจรับสินค้าเพียง 80 ชิ้น แต่ฝ่ายบัญชีได้รับใบแจ้งหนี้เรียกเก็บ 100 ชิ้น หากไม่มีเอกสารระบุจำนวนที่สั่งและจำนวนที่รับอย่างชัดเจน ฝ่ายบัญชีอาจจ่ายเต็มจำนวนโดยไม่รู้ว่าได้รับสินค้ายังไม่ครบ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ระบบจัดซื้อหลายแห่งจึงใช้แนวทางตรวจสอบเอกสารสามทาง (Three-Way Match) โดยเปรียบเทียบข้อมูลจากใบสั่งซื้อ หลักฐานการรับสินค้า และใบแจ้งหนี้ก่อนอนุมัติจ่ายเงิน</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">3. ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ง่ายเมื่อธุรกิจเติบโต</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อมีคำสั่งซื้อเดือนละไม่กี่รายการ เจ้าของธุรกิจอาจจำได้ว่าใครสั่งอะไรและซื้อจากผู้ขายรายใด แต่เมื่อมีคำสั่งซื้อหลายสิบหรือหลายร้อยรายการต่อเดือน การอาศัยความจำหรือค้นหาจากข้อความแชตจะเริ่มไม่เพียงพอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ใบสั่งซื้อที่จัดเก็บอย่างเป็นระบบจึงช่วยให้ค้นหาข้อมูลย้อนหลังได้ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สินค้านี้เคยซื้อในราคาเท่าไร</li>



<li>ใครเป็นผู้อนุมัติรายการ</li>



<li>ผู้ขายรายใดส่งสินค้าล่าช้าบ่อย</li>



<li>เดือนใดมีคำสั่งซื้อสูงผิดปกติ</li>



<li>รายการใดได้รับสินค้าไม่ครบ</li>



<li>สาขาหรือแผนกใดมีค่าใช้จ่ายสูงที่สุด</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้วิเคราะห์ต้นทุน ต่อรองราคากับซัพพลายเออร์ และวางแผนการจัดซื้อในอนาคตได้</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized" style="margin-top:20px;margin-bottom:20px"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="540" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/chob-76.webp" alt="" class="wp-image-21799" style="width:800px" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/chob-76.webp 960w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/chob-76-300x169.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/chob-76-768x432.webp 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong>หากไม่ออกใบสั่งซื้อ จะมีผลต่อธุรกิจอย่างไร ?</strong></h2>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">1. สั่งของผิด ราคาไม่ตรง หรือจำนวนไม่ครบ</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อข้อมูลการสั่งซื้อกระจายอยู่ในโทรศัพท์ แชต อีเมล หรือคำพูดของพนักงานแต่ละคน ทุกฝ่ายอาจเข้าใจรายละเอียดไม่เหมือนกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวอย่างเช่น พนักงานสอบถามราคาจากผู้ขายในแชตครั้งแรก จากนั้นมีการต่อรองราคาเพิ่มเติมทางโทรศัพท์ และเปลี่ยนจำนวนสินค้าในกลุ่มไลน์อีกครั้ง เมื่อสินค้ามาถึง ผู้ขายกลับเรียกเก็บตามข้อมูลชุดแรก เพราะไม่ทราบว่ามีการแก้ไขภายหลัง</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากไม่มีเอกสารฉบับสุดท้ายที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน จะตรวจสอบได้ยากว่าราคาและจำนวนที่ถูกต้องคือเท่าไร</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">2. ตรวจสอบค่าใช้จ่ายย้อนหลังได้ยาก</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อไม่มีใบสั่งซื้อ ธุรกิจอาจตอบคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายไม่ได้ครบ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ใครเป็นผู้ขอซื้อ</li>



<li>ใครเป็นผู้อนุมัติ</li>



<li>ซื้อเพื่อใช้กับงานหรือโครงการใด</li>



<li>ราคาที่อนุมัติไว้เท่าไร</li>



<li>สินค้าได้รับครบหรือยัง</li>



<li>เหตุใดจึงเลือกผู้ขายรายนี้</li>



<li>รายการนี้เคยชำระเงินแล้วหรือไม่</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ในมุมของฝ่ายบัญชีและผู้ตรวจสอบ เอกสารที่ไม่เชื่อมโยงกันทำให้ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบจากข้อมูลหลายที่ เพิ่มความเสี่ยงในการบันทึกค่าใช้จ่ายซ้ำ จ่ายเงินซ้ำ หรือไม่สามารถอธิบายที่มาของรายการได้อย่างรวดเร็ว</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">3. <strong>เสี่ยงที่จะเกิดการสั่งซื้อโดยไม่ได้รับการอนุมัติ</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">หากไม่ได้ออกใบสั่งซื้อ พนักงานบางคนอาจเข้าใจว่าสามารถสั่งสินค้าได้ทันที แล้วนำใบแจ้งหนี้มาให้บริษัทชำระภายหลัง ปัญหาคือ ผู้บริหารอาจเพิ่งทราบว่ามีค่าใช้จ่ายเมื่อผู้ขายส่งสินค้าแล้ว ทำให้ปฏิเสธรายการได้ยาก แม้รายการนั้นจะเกินงบหรือไม่จำเป็นต่อธุรกิจก็ตาม</p>



<p class="wp-block-paragraph">การกำหนดให้ต้องมีเลขที่ใบสั่งซื้อ ก่อนผู้ขายเริ่มงาน จึงช่วยป้องกันการสร้างภาระค่าใช้จ่ายโดยไม่ได้รับอนุมัติ</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong>4. เพิ่มความเสี่ยงในการจ่ายเงินผิด</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">หากฝ่ายบัญชีได้รับเพียงใบแจ้งหนี้ แต่ไม่มีใบสั่งซื้อและหลักฐานตรวจรับ อาจไม่สามารถยืนยันได้ว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ราคาตรงกับที่ตกลงหรือไม่</li>



<li>จำนวนที่เรียกเก็บถูกต้องหรือไม่</li>



<li>บริษัทได้รับสินค้าหรือบริการครบแล้วหรือยัง</li>



<li>ค่าขนส่งหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมได้รับการอนุมัติหรือไม่</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ความเสี่ยงนี้ยิ่งสูงขึ้นเมื่อธุรกิจมีหลายสาขา หรือผู้อนุมัติ ผู้รับสินค้า และผู้จ่ายเงินเป็นคนละคนกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700"><strong>5. เสียโอกาสในการวิเคราะห์ต้นทุน</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ใบสั่งซื้อที่จัดเก็บอย่างเป็นระบบไม่ใช่เพียงหลักฐานเก่า แต่สามารถพัฒนาเป็นฐานข้อมูลสำหรับบริหารธุรกิจได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ธุรกิจสามารถนำข้อมูลจากใบสั่งซื้อ มาวิเคราะห์เป็นรายงานได้ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ยอดสั่งซื้อรายเดือน</li>



<li>ผู้ขายที่มียอดซื้อสูงสุด 5 อันดับ</li>



<li>หมวดค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจ</li>



<li>การเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าแต่ละช่วงเวลา</li>



<li>ระยะเวลาส่งมอบเฉลี่ยของผู้ขาย</li>



<li>รายการที่เกิดการแก้ไขหรือส่งไม่ครบบ่อยครั้ง</li>



<li>ยอดซื้อของแต่ละแผนก โครงการ หรือสาขา</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้ ผู้บริหารจะเห็นว่าค่าใช้จ่ายส่วนใดกำลังเพิ่มขึ้น ผู้ขายรายใดควรเจรจาราคาใหม่ หรือสินค้าใดควรสั่งซื้อมากขึ้นเพื่อลดต้นทุน หากไม่มีข้อมูลใบสั่งซื้อ อาจทำให้มองเห็นเพียงยอดค่าใช้จ่ายรวมในบัญชี แต่ไม่เห็นรายละเอียดเชิงบริหารที่ใช้ตัดสินใจได้ทันเวลา</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong>สรุป</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ใบสั่งซื้อ ช่วยให้ธุรกิจควบคุมงบประมาณก่อนเงินออก ลดความผิดพลาดระหว่างฝ่ายจัดซื้อ คลังสินค้า และบัญชี ตรวจสอบรายการย้อนหลังได้ง่าย และสร้างความมั่นใจให้กับซัพพลายเออร์</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อธุรกิจเริ่มมีคำสั่งซื้อจำนวนมาก การใช้แบบฟอร์มมาตรฐานหรือระบบใบสั่งซื้อที่เชื่อมโยงกับการอนุมัติ การรับสินค้า และการจ่ายเงิน จะช่วยลดภาระงานเอกสารและทำให้ข้อมูลการจัดซื้อถูกนำไปใช้บริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>



<p class="has-link-color wp-elements-73 wp-block-paragraph">หากธุรกิจมีรายการซื้อขายจำนวนมาก แต่ยังไม่แน่ใจว่าควรจัดเก็บและส่งมอบเอกสารให้สำนักงานบัญชีอย่างไร การเลือกใช้<a href="https://chobaccountingonline.co.th/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5/" data-type="page" data-id="140">บริการรับทำบัญชี</a>จากสำนักงานบัญชีที่มีระบบดูแลเอกสารชัดเจน จะช่วยลดความสับสน ตรวจสอบรายการได้ง่าย และทำให้ข้อมูลทางบัญชีของธุรกิจครบถ้วนมากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-purchase-order/">ใบสั่งซื้อ คืออะไร ? ต้องออกตอนไหน มีผลต่อธุรกิจอย่างไร</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใบเพิ่มหนี้ คืออะไร ? ออกเมื่อไหร่ ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง</title>
		<link>https://chobaccountingonline.co.th/what-is-debit-note/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Chob Accounting Team]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jul 2026 03:41:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[การทำบัญชี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://chobaccountingonline.co.th/?p=21667</guid>

					<description><![CDATA[<p>ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าไปแล้ว แต่ภายหลังกลับพบว่าคิดราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง ใส่ส่วนลดเกินมากเกินไป ส่งสินค้าให้ลูกค้ามากกว่าจำนวนที่ตกลงกันไว้ หรือให้บริการเพิ่มเติมนอกเหนือจากข้อตกลงเดิม เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ผู้ประกอบการควรแก้ไขเอกสารอย่างไร ต้องยกเลิกใบกำกับภาษีเดิมแล้วออกใหม่ หรือสามารถเรียกเก็บเฉพาะยอดส่วนต่างเพิ่มเติมได้ เอกสารที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้คือ ใบเพิ่มหนี้ ซึ่งใช้สำหรับแสดงมูลค่าสินค้าหรือบริการ รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเรียกเก็บเพิ่มจากใบกำกับภาษีเดิม ใบเพิ่มหนี้ คืออะไร ? ใบเพิ่มหนี้ (Debit Note) คือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-debit-note/">ใบเพิ่มหนี้ คืออะไร ? ออกเมื่อไหร่ ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าไปแล้ว แต่ภายหลังกลับพบว่าคิดราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง ใส่ส่วนลดเกินมากเกินไป ส่งสินค้าให้ลูกค้ามากกว่าจำนวนที่ตกลงกันไว้ หรือให้บริการเพิ่มเติมนอกเหนือจากข้อตกลงเดิม</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ ผู้ประกอบการควรแก้ไขเอกสารอย่างไร ต้องยกเลิกใบกำกับภาษีเดิมแล้วออกใหม่ หรือสามารถเรียกเก็บเฉพาะยอดส่วนต่างเพิ่มเติมได้ เอกสารที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้คือ ใบเพิ่มหนี้ ซึ่งใช้สำหรับแสดงมูลค่าสินค้าหรือบริการ รวมถึงภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องเรียกเก็บเพิ่มจากใบกำกับภาษีเดิม</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ใบเพิ่มหนี้ คืออะไร ?</h2>



<p class="has-link-color wp-elements-80 wp-block-paragraph"><strong>ใบเพิ่มหนี้ (Debit Note)</strong> คือ เอกสารที่ผู้ประกอบการที่<a href="https://chobaccountingonline.co.th/online-vat-registration/" data-type="post" data-id="4472">จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม</a>ออกให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ เมื่อเคยออก<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-tax-invoice/" data-type="post" data-id="6409">ใบกำกับภาษี</a>ไปแล้ว แต่ภายหลังพบว่ามูลค่าสินค้าหรือบริการที่ถูกต้องสูงกว่ามูลค่าที่ระบุไว้ในใบกำกับภาษีเดิม</p>



<p class="has-link-color wp-elements-81 wp-block-paragraph">ผลจากการออกใบเพิ่มหนี้คือ ผู้ขายต้องเรียกเก็บค่าสินค้าหรือค่าบริการเพิ่ม พร้อมกับ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/vat-calculate/" data-type="post" data-id="4560">คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม</a>จากยอดส่วนต่างดังกล่าว</p>



<p class="wp-block-paragraph">กรมสรรพากรจัดให้ใบเพิ่มหนี้เป็นหนึ่งในเอกสารอื่นที่ถือเป็นใบกำกับภาษี จึงต้องจัดทำให้มีรายการสำคัญครบถ้วนตามหลักเกณฑ์</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ต้องออกใบเพิ่มหนี้ตอนไหน ?</h2>



<p class="wp-block-paragraph">กิจการจะออกใบเพิ่มหนี้ได้ก็ต่อเมื่อได้ขายสินค้า หรือให้บริการ และออกใบกำกับภาษีแล้ว จากนั้นจึงเกิดเหตุที่ทำให้ภาษีขายจากมูลค่าสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นทั้งหมดหรือบางส่วน แบ่งออกเป็น 3 กรณี คือ</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">1. กรณีขายสินค้าหรือบริการในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง</h3>



<p class="wp-block-paragraph">กรณีนี้พบได้บ่อยเมื่อออกใบกำกับภาษีโดยใช้ข้อมูลราคาที่ไม่เป็นปัจจุบัน เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>กรอกราคาสินค้าต่อหน่วยไม่ครบ</li>



<li>ใช้ราคาจากใบเสนอราคาเก่า</li>



<li>ใส่ส่วนลดมากกว่าที่อนุมัติ</li>



<li>ไม่ได้รวมค่าบริการบางรายการ</li>



<li>คำนวณจำนวนสินค้าและราคาต่อหน่วยผิด</li>



<li>ฝ่ายขายกับฝ่ายบัญชีใช้ข้อมูลคนละเวอร์ชัน</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ตัวอย่าง</strong></p>



<p class="has-link-color wp-elements-82 wp-block-paragraph"><a href="https://chobaccountingonline.co.th/">บริษัท ชอบการบัญชี จำกัด</a> ได้ออกใบกำกับภาษีเดิม ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>มูลค่าบริการเดิม 10,000 บาท</li>



<li>VAT 7% จำนวน 700 บาท</li>



<li>ยอดรวม 10,700 บาท</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ภายหลังพบว่ามูลค่าบริการที่ถูกต้องคือ 12,000 บาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">สามารถคำนวณมูลค่าบริการที่เพิ่มขึ้นในใบเพิ่มหนี้ได้ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>มูลค่าตามใบกำกับภาษีเดิม 10,000 บาท</li>



<li>มูลค่าที่ถูกต้อง 12,000 บาท</li>



<li>มูลค่าส่วนต่าง 2,000 บาท</li>



<li>VAT 7% ของส่วนต่าง 140 บาท</li>



<li>ยอดเรียกเก็บเพิ่มรวม 2,140 บาท</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">2. กรณีส่งสินค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงหรือเรียกเก็บไว้</h3>



<p class="wp-block-paragraph">กรณีที่จัดส่งสินค้าให้ลูกค้ามากกว่าจำนวนที่ระบุในใบกำกับภาษีเดิม และคู่ค้ายอมรับสินค้าส่วนเกินนั้น ผู้ขายต้องออกใบเพิ่มหนี้เพื่อเรียกเก็บมูลค่าส่วนต่าง เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ใบกำกับภาษีเดิมระบุสินค้า 100 ชิ้น</li>



<li>คลังสินค้าส่งสินค้า 110 ชิ้น</li>



<li>ลูกค้าตรวจรับและตกลงซื้อสินค้าทั้ง 110 ชิ้น</li>



<li>ผู้ขายต้องเรียกเก็บมูลค่าของสินค้าเพิ่มอีก 10 ชิ้น</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ก่อนออกใบเพิ่มหนี้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าสินค้าส่วนเกินไม่ได้เกิดจากการส่งสินค้าผิดและต้องรับคืน แต่เป็นสินค้าที่ลูกค้ายอมรับและตกลงชำระเงินจริง โดยตรวจสอบจากเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ใบส่งของ ใบรับสินค้า ใบสั่งซื้อ หลักฐานการตรวจรับ และอีเมลหรือข้อความยืนยันจากลูกค้า</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">3. กรณีให้บริการเกินกว่าข้อตกลงเดิม</h3>



<p class="wp-block-paragraph">หากออกใบกำกับภาษีตามข้อตกลงเดิมไปแล้ว และมีงานเพิ่มที่ทำให้ค่าบริการสูงขึ้นภายหลัง ผู้ให้บริการอาจออกใบเพิ่มหนี้สำหรับยอดส่วนต่างได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ธุรกิจบริการมักพบในกรณีที่ขอบเขตงานเพิ่มขึ้นระหว่างดำเนินงาน เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เอเจนซี่ได้รับมอบหมายให้จัดทำสื่อเพิ่มเติม</li>



<li>บริษัทซอฟต์แวร์พัฒนาฟังก์ชันนอกเหนือจากขอบเขตเดิม</li>



<li>บริษัทขนส่งมีเที่ยวขนส่งหรือค่ารอสินค้าเพิ่มเติม</li>



<li>ที่ปรึกษาทำงานเกินจำนวนชั่วโมงในสัญญา</li>



<li>ผู้ให้บริการรายเดือนมีค่าใช้งานเกินแพ็กเกจ</li>



<li>ผู้รับเหมามีงานเพิ่มที่ไม่ได้รวมอยู่ในใบเสนอราคาเดิม</li>
</ul>



<p class="has-link-color wp-elements-83 wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม ควรมีหลักฐานว่าลูกค้ารับทราบหรืออนุมัติงานเพิ่มเติมแล้ว เช่น อีเมลยืนยัน ใบสั่งงาน <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-quotation/" data-type="post" data-id="21535">ใบเสนอราคา</a>เพิ่มเติม รายงานการทำงาน หรือสัญญาแนบท้าย</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ก่อนออกใบเพิมหนี้ ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง ?</h2>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">1. ใบกำกับภาษีฉบับเดิม</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ใบเพิ่มหนี้ต้องเชื่อมโยงกลับไปยังใบกำกับภาษีเดิม โดยระบุหมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเดิม รวมถึงเลขที่เล่ม (ถ้ามี) และไม่ควรออกใบเพิ่มหนี้โดยไม่มีเอกสารต้นทาง หรือใช้เพื่อเรียกเก็บรายการใหม่ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับใบกำกับภาษีเดิม</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">2. สาเหตุที่ต้องออกใบเพิ่มหนี้</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ใบเพิ่มหนี้ต้องมีคำอธิบายถึงสาเหตุในการออกเอกสาร โดยระบุเฉพาะเหตุและรายการสินค้าหรือบริการที่คลาดเคลื่อน เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>คำนวณราคาสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง</li>



<li>ใช้ราคาต่อหน่วยไม่ตรงตามใบสั่งซื้อ</li>



<li>ส่งสินค้าเพิ่มจำนวน 10 ชิ้นตามการยืนยันของลูกค้า</li>



<li>เรียกเก็บค่าบริการต่ำกว่าข้อตกลง</li>



<li>ให้บริการเพิ่มเติมตามใบสั่งงานเลขที่…</li>



<li>ปรับเพิ่มค่าบริการตามจำนวนการใช้งานจริง</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">พร้อมหลีกเลี่ยงคำอธิบายกว้าง ๆ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ปรับปรุงยอด</li>



<li>แก้ไขเอกสาร</li>



<li>เพิ่มยอด</li>



<li>คิดเงินเพิ่ม</li>



<li>แก้ไขตามตกลง</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">3. เดือนที่ต้องออกใบเพิ่มหนี้</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ตามแนวทางของกรมสรรพากร ผู้ประกอบการสามารถออกใบเพิ่มหนี้ในเดือนที่เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้มูลค่าสินค้าหรือบริการเพิ่มขึ้นเกิดขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถออกได้ทันในเดือนนั้น สามารถออกในเดือนภาษีถัดจากเดือนที่เหตุการณ์เกิดขึ้นได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ตัวอย่าง</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>วันที่ 5 มกราคม: ออกใบกำกับภาษีเดิม</li>



<li>วันที่ 20 มกราคม: พบว่าคำนวณราคาต่ำกว่าความเป็นจริง</li>



<li>ภายในเดือนมกราคม: ควรออกใบเพิ่มหนี้</li>



<li>หากมีเหตุจำเป็นที่ทำให้ออกไม่ทัน: ออกในเดือนกุมภาพันธ์</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">จากตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าวันที่พบข้อผิดพลาด วันที่ได้รับอนุมัติ และวันที่เกิดเหตุเพิ่มมูลค่าอาจไม่ใช่วันเดียวกันทุกกรณี จึงควรเก็บหลักฐานที่ช่วยอธิบายลำดับเหตุการณ์ไว้อย่างชัดเจนสำหรับการตรวจสอบในอนาคต</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ก่อนออกใบเพิมหนี้ ต้องตรวจสอบอะไรบ้าง ?</h2>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ผู้ขายหรือผู้ให้บริการ</strong> : เป็นฝ่ายตรวจพบว่ามูลค่าที่เรียกเก็บเดิมต่ำกว่ามูลค่าที่ถูกต้อง และมีหน้าที่จัดทำใบเพิ่มหนี้ ส่งให้ลูกค้า และเรียกเก็บเงินส่วนต่าง</li>



<li><strong>ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ</strong> : ต้องตรวจสอบว่ายอดที่เรียกเก็บเพิ่มมีที่มาถูกต้องหรือไม่ ตรงกับสินค้า บริการ หรือข้อตกลงเพิ่มเติมที่ได้รับจริงหรือไม่</li>



<li><strong>ฝ่ายขายหรือฝ่ายปฏิบัติงาน</strong> : มักเป็นฝ่ายที่มีข้อมูลต้นทาง เช่น ราคาขายล่าสุด จำนวนสินค้าที่ส่งจริง งานเพิ่มเติม หรือข้อตกลงกับลูกค้า จึงควรส่งหลักฐานให้ฝ่ายบัญชีก่อนออกเอกสาร</li>



<li><strong>ฝ่ายบัญชี</strong> : มีหน้าที่ตรวจสอบใบกำกับภาษีเดิม คำนวณยอดส่วนต่างและ VAT จัดทำใบเพิ่มหนี้ ตลอดจนนำยอดไปลงรายงานภาษีให้ตรงกับเดือนที่กำหนด</li>



<li><strong>ผู้สอบบัญชีหรือผู้ตรวจสอบ</strong> : อาจตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างใบเพิ่มหนี้ ใบกำกับภาษีเดิม รายได้ ภาษีขาย ลูกหนี้ และเอกสารประกอบ เพื่อพิจารณาว่ารายการเกิดขึ้นจริงและบันทึกอย่างเหมาะสมหรือไม่</li>
</ul>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized" style="margin-top:20px;margin-bottom:20px"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="800" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-debit-note-3.webp" alt="ตัวอย่าง ใบเพิ่มหนี้" class="wp-image-21710" style="width:700px" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-debit-note-3.webp 800w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-debit-note-3-300x300.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-debit-note-3-150x150.webp 150w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-debit-note-3-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">รายละเอียดที่ต้องระบุใบเพิ่มหนี้</h2>



<p class="wp-block-paragraph">1. คำว่า “ใบเพิ่มหนี้” แสดงในตำแหน่งที่เห็นได้อย่างชัดเจน<br>2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ประกอบการที่ออกเอกสาร<br>3. ข้อมูลของตัวแทน กรณีตัวแทนเป็นผู้ออกเอกสารแทนตามหลักเกณฑ์<br>4. ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ<br>5. วัน เดือน ปี ที่ออกใบเพิ่มหนี้<br>6. เลขที่ใบเพิ่มหนี้<br>7. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเดิม<br>8. หมายเลขเล่มของใบกำกับภาษีเดิม ถ้ามี<br>9. มูลค่าสินค้าหรือบริการตามใบกำกับภาษีเดิม<br>10. มูลค่าสินค้าหรือบริการที่ถูกต้อง<br>11. ผลต่างระหว่างมูลค่าเดิมกับมูลค่าที่ถูกต้อง<br>12. จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เรียกเก็บเพิ่มจากส่วนต่าง<br>13. คำอธิบายสั้น ๆ ถึงสาเหตุที่ออกใบเพิ่มหนี้<br>14. รายละเอียดสินค้าหรือบริการที่เกิดความคลาดเคลื่อน</p>



<p class="wp-block-paragraph">กรมสรรพากรอธิบายว่า มูลค่าที่แสดงในใบเพิ่มหนี้ หมายถึง มูลค่ารวมตามใบกำกับภาษีที่เป็นเหตุให้เพิ่มหนี้ มูลค่ารวมที่ถูกต้อง มูลค่ารวมของส่วนต่าง และ VAT ที่เรียกเก็บเพิ่มจากส่วนต่างนั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้ประกอบการสามารถออกใบเพิ่มหนี้หนึ่งฉบับโดยอ้างอิงใบกำกับภาษีเดิมมากกว่าหนึ่งฉบับได้ และสามารถจัดทำเอกสารแนบเพื่อแจกแจงการอ้างอิงเป็นรายใบกำกับภาษีได้ แต่ข้อมูลต้องชัดเจนและตรวจสอบความเกี่ยวข้องกันได้</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ขั้นตอนการออกใบเพิ่มหนี้</h2>



<p class="has-link-color wp-elements-84 wp-block-paragraph">1. ฝ่ายขายหรือฝ่ายปฏิบัติงานแจ้งเหตุเพิ่มมูลค่า โดยระบุว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากรายการเดิมอย่างไร เช่น ราคา จำนวนสินค้า หรือขอบเขตบริการ<br>2. รวบรวมหลักฐาน โดยแนบใบเสนอราคา ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ ใบตรวจรับ อีเมลยืนยัน หรือเอกสารอนุมัติงานเพิ่มเติม<br>3. ฝ่ายบัญชีตรวจใบกำกับภาษีเดิม ไม่ว่าจะเป็นเลขที่เอกสาร ชื่อลูกค้า มูลค่าเดิม VAT และสถานะของใบกำกับภาษีว่าไม่ได้ถูกยกเลิก<br>4. คำนวณยอดที่ถูกต้องและยอดส่วนต่าง โดยแยกให้ชัดเจนระหว่างมูลค่าเดิม มูลค่าที่ถูกต้อง มูลค่าส่วนต่าง และ VAT ของส่วนต่าง<br>5. ขออนุมัติจากผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะรายการที่มีมูลค่าสูงหรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงกับลูกค้า<br>6. ออกใบเพิ่มหนี้และส่งให้ลูกค้า พร้อมเก็บหลักฐานวันที่ส่งและวันที่ลูกค้าได้รับเอกสาร<br>7. <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-bookkeeping/" data-type="post" data-id="13830">บันทึกบัญชี</a>และรายงานภาษี พร้อมตรวจสอบให้ใบเพิ่มหนี้ รายงานภาษีขาย ลูกหนี้ และบัญชีรายได้ให้ตรงกัน</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ใช้ใบเพิ่มหนี้อย่างไรให้ถูกต้องในงานบัญชีและภาษี ?</h2>



<p class="wp-block-paragraph">หลังจากออกใบเพิ่มหนี้แล้ว ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อต้องนำเอกสารไปบันทึกบัญชีและภาษีให้ถูกต้องตามส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ฝั่งผู้ขายต้องบันทึกยอดขายหรือรายได้ ลูกหนี้ และภาษีขายเพิ่มเฉพาะจำนวนที่เพิ่มจากใบกำกับภาษีเดิม พร้อมนำภาษีขายไปลงในรายงานภาษีขายของเดือนที่ออกใบเพิ่มหนี้</li>



<li class="has-link-color wp-elements-85">ฝั่งผู้ซื้อควรตรวจสอบเลขที่ใบกำกับภาษีเดิม เหตุผลในการเพิ่มหนี้ มูลค่าเดิม มูลค่าใหม่ และ VAT ให้ตรงกับเอกสารประกอบ ก่อนนำไปบันทึกบัญชีและ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-input-output-tax/" data-type="post" data-id="6609">ภาษีซื้อ</a></li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">โดยบันทึกเฉพาะส่วนต่างตามใบเพิ่มหนี้ และควรเก็บหลักฐานวันที่ออกหรือวันที่ได้รับเอกสารไว้ให้ตรวจสอบย้อนหลังได้</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700"><strong>สรุป</strong></h2>



<p class="wp-block-paragraph">ใบเพิ่มหนี้เป็นเอกสารที่ใช้เมื่อเคยออกใบกำกับภาษีแล้ว แต่ภายหลังพบว่ามูลค่าสินค้าหรือบริการที่ถูกต้องเพิ่มขึ้น เช่น คำนวณราคาต่ำไป ส่งสินค้าเกินจำนวน หรือให้บริการเพิ่มเติมจากข้อตกลงเดิม</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากมีขั้นตอนตรวจสอบเอกสารต้นทาง ขออนุมัติก่อนออกใบเพิ่มหนี้ และจัดเก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยลดปัญหาการเรียกเก็บเงินผิด ลดความคลาดเคลื่อนของภาษี และทำให้ตอบคำถามได้เมื่อลูกค้า ผู้สอบบัญชี หรือเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง</p>



<p class="has-link-color wp-elements-86 wp-block-paragraph">ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และใบกำกับภาษี หากออกไม่ถูกต้อง อาจทำให้ยอดบัญชี ภาษีซื้อ และภาษีขายคลาดเคลื่อนตามไปด้วย ชอบการบัญชี พร้อมช่วยดูแลตั้งแต่การตรวจเอกสาร บันทึกบัญชี ยื่นภาษีรายเดือน ไปจนถึงจัดทำงบการเงิน ช่วยให้ธุรกิจของคุณ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-accounting/" data-type="post" data-id="6916">ทำบัญชี</a>ได้ถูกต้องและตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างมั่นใจ</p>



<p class="wp-block-paragraph">อ้างอิง :</p>



<ol class="wp-block-list has-link-color wp-elements-87">
<li><a href="https://www.rd.go.th/3574.html">คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 80/2542 เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 และใบลดหนี้ ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร</a></li>



<li><a href="https://www.rd.go.th/3401.html">ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 36) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการออกใบแทนใบกำกับภาษี ใบแทนใบเพิ่มหนี้ ใบแทนใบลดหนี้ตามมาตรา 86/12 แห่งประมวลรัษฎากร</a></li>



<li><a href="https://www.rd.go.th/7047.html">ประเภทของใบกำกับภาษี กรมสรรพากร</a></li>



<li><a href="https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/SMEs/infographic/14.vat_360.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การออกใบเพิ่มหนี้และใบลดหนี้ กรมสรรพากร</a></li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-debit-note/">ใบเพิ่มหนี้ คืออะไร ? ออกเมื่อไหร่ ใช้อย่างไรให้ถูกต้อง</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใบลดหนี้ คืออะไร ? ออกอย่างไรให้ถูกต้อง พร้อมตัวอย่าง</title>
		<link>https://chobaccountingonline.co.th/what-is-credit-note/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Chob Accounting Team]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 04:29:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[การทำบัญชี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://chobaccountingonline.co.th/?p=21623</guid>

					<description><![CDATA[<p>เวลาขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว หลายธุรกิจอาจเจอสถานการณ์ที่ต้องลดยอดหนี้ให้ลูกค้าในภายหลัง เช่น ออกใบกำกับภาษีไปแล้ว แต่ภายหลังพบว่าสินค้าบางส่วนถูกส่งคืน มีการให้ส่วนลดเพิ่มเติม หรือคิดราคาสินค้าสูงเกินจริง คำถามที่ตามมาคือ ธุรกิจควรแก้ไขเอกสารอย่างไรให้ถูกต้อง ? คำตอบคือ ต้องออก ใบลดหนี้ เพื่อปรับยอดขาย ยอดหนี้ และภาษีมูลค่าเพิ่มให้ตรงกับความเป็นจริง ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจแบบว่า ใบลดหนี้คืออะไร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-credit-note/">ใบลดหนี้ คืออะไร ? ออกอย่างไรให้ถูกต้อง พร้อมตัวอย่าง</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">เวลาขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว หลายธุรกิจอาจเจอสถานการณ์ที่ต้องลดยอดหนี้ให้ลูกค้าในภายหลัง เช่น ออกใบกำกับภาษีไปแล้ว แต่ภายหลังพบว่าสินค้าบางส่วนถูกส่งคืน มีการให้ส่วนลดเพิ่มเติม หรือคิดราคาสินค้าสูงเกินจริง</p>



<p class="has-link-color wp-elements-95 wp-block-paragraph">คำถามที่ตามมาคือ ธุรกิจควรแก้ไขเอกสารอย่างไรให้ถูกต้อง ? คำตอบคือ ต้องออก ใบลดหนี้ เพื่อปรับยอดขาย ยอดหนี้ และ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-vat/" data-type="post" data-id="3825">ภาษีมูลค่าเพิ่ม</a>ให้ตรงกับความเป็นจริง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจแบบว่า ใบลดหนี้คืออะไร ออกในกรณีใดบ้าง ต้องมีข้อมูลอะไร และต้องออกเอกสารอย่างไรให้ถูกต้อง</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ใบลดหนี้ คืออะไร ?</h2>



<p class="has-link-color wp-elements-96 wp-block-paragraph">ใบลดหนี้ คือ เอกสารที่ผู้ขายหรือผู้ให้บริการออกให้กับลูกค้า เพื่อแจ้งว่ามีการลดยอดหนี้จากยอดขายเดิมที่เคยออก<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-tax-invoice/" data-type="post" data-id="6409">ใบกำกับภาษี</a>หรือเอกสารขายไปแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้าก่อนหน้านี้ ได้ออกเอกสารขายให้ลูกค้าไปแล้ว แต่ภายหลังพบว่ายอดนั้นต้องลดลง ก็ต้องใช้ใบลดหนี้เป็นเอกสารเพื่อปรับยอดให้ถูกต้อง</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ใบลดหนี้ ต้องออกในกรณีใดได้บ้าง ?</h2>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">1. ลูกค้าคืนสินค้า</h3>



<p class="wp-block-paragraph">กรณีนี้พบได้บ่อยในธุรกิจขายสินค้า เช่น ลูกค้ารับสินค้าไปแล้ว แต่ภายหลังพบว่าสินค้าชำรุด ไม่ตรงตามที่สั่ง หรือไม่สามารถใช้งานได้ตามเงื่อนไข จึงส่งคืนบางส่วนหรือทั้งหมด</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อมีการคืนสินค้า ผู้ขายต้องลดมูลค่าขายลงตามจำนวนสินค้าที่รับคืน จึงต้องออกใบลดหนี้เพื่อใช้เป็นหลักฐาน</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">2. ให้ส่วนลด หลังจากออกใบกำกับภาษีแล้ว</h3>



<p class="wp-block-paragraph">บางกรณีธุรกิจอาจตกลงให้ส่วนลดลูกค้าภายหลัง เช่น ส่วนลดจากยอดซื้อจำนวนมาก ส่วนลดเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือส่วนลดจากการเจรจาหลังออกบิลไปแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้าใบกำกับภาษีเดิมออกไปในยอดเต็มแล้ว แต่ภายหลังมีการลดราคาให้ลูกค้า ก็ต้องออกใบลดหนี้เพื่อปรับยอดขายให้ตรงกับยอดจริง</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">3. คิดราคาสินค้าหรือบริการสูงเกินไป</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เช่น พนักงานคีย์ราคาผิด คิดจำนวนสินค้าผิด หรือใช้ราคาขายผิดเงื่อนไข ทำให้ยอดในใบกำกับภาษีเดิมสูงกว่าความเป็นจริง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในกรณีนี้ ใบลดหนี้จะช่วยแก้ไขยอดที่เกินออกมา โดยไม่จำเป็นต้องลบหรือแก้ไขเอกสารเดิมแบบไม่ถูกต้อง</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">4. ส่งสินค้าไม่ครบตามจำนวนที่เรียกเก็บเงิน</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ในกรณีที่ออกเอกสารตามยอดสั่งซื้อ แต่ภายหลังพบว่าส่งสินค้าได้ไม่ครบตามยอดที่สั่ง หรือบางรายการขาดส่ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้ามีการเรียกเก็บเงินเกินกว่าสินค้าที่จัดส่งจริง ธุรกิจควรออกใบลดหนี้เพื่อลดยอดหนี้ให้ตรงกับจำนวนสินค้าที่ลูกค้าได้รับจริง</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">5. ยกเลิกบริการบางส่วน</h3>



<p class="has-link-color wp-elements-97 wp-block-paragraph">สำหรับธุรกิจบริการ อาจมีกรณีที่ออก<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-are-invoice-and-billing-note/" data-type="post" data-id="7035">ใบแจ้งหนี้</a>หรือใบกำกับภาษีไปแล้ว แต่ภายหลังลูกค้าขอยกเลิกบริการบางส่วน เช่น ยกเลิกแพ็กเกจบางรายการ หรือลดขอบเขตงานลง</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อค่าบริการที่เรียกเก็บจริงลดลง ก็สามารถออกใบลดหนี้เพื่อปรับยอดให้ถูกต้องได้</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ใบลดหนี้ ที่ถูกต้อง ต้องมีอะไรบ้าง ?</h2>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized" style="margin-top:20px;margin-bottom:20px"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="800" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-credit-note.webp" alt="ตัวอย่างใบลดหนี้" class="wp-image-21651" style="width:700px" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-credit-note.webp 800w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-credit-note-300x300.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-credit-note-150x150.webp 150w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-credit-note-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. มีคำว่า “ใบลดหนี้” ชัดเจน</strong><br>ควรระบุชื่อเอกสารว่า “ใบลดหนี้” ให้เห็นชัดเจน เพื่อแยกออกจากใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน หรือใบกำกับภาษีทั่วไป</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. เลขที่และวันที่ของใบลดหนี้</strong><br>ควรมีเลขที่เอกสารและวันที่ออกใบลดหนี้อย่างเป็นระบบ เพื่อใช้ตรวจสอบย้อนหลังและจัดเก็บเอกสารทางบัญชี เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เลขที่ใบลดหนี้: CN-001/2569</li>



<li>วันที่ออกเอกสาร: 15 มกราคม 2569</li>
</ul>



<p class="has-link-color wp-elements-98 wp-block-paragraph"><strong>3. ข้อมูลของผู้ขายหรือผู้ให้บริการ</strong><br>ควรระบุชื่อกิจการ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และสาขาให้ครบถ้วน โดยเฉพาะกรณีเป็นผู้ประกอบการ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/online-vat-registration/" data-type="post" data-id="4472">จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม</a></p>



<p class="has-link-color wp-elements-99 wp-block-paragraph"><strong>4. ข้อมูลของลูกค้า</strong><br>ควรระบุชื่อลูกค้า ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของลูกค้าให้ถูกต้อง โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล เพราะลูกค้าจะใช้เอกสารนี้ประกอบการ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-bookkeeping/" data-type="post" data-id="13830">บันทึกบัญชี</a>และภาษีด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>5. อ้างอิงใบกำกับภาษีเดิม</strong><br>ส่วนนี้สำคัญมาก เพราะใบลดหนี้ต้องเชื่อมโยงกับเอกสารขายเดิม เช่น ใบกำกับภาษีเลขที่อะไร วันที่เท่าไร และเกี่ยวข้องกับรายการใด เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>อ้างอิงใบกำกับภาษีเลขที่ IV-025/2569</li>



<li>ลงวันที่ 10 มกราคม 2569</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>6. เหตุผลในการออกใบลดหนี้</strong><br>ควรระบุเหตุผลให้ชัดเจน เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>คืนสินค้าบางส่วน</li>



<li>ให้ส่วนลดภายหลัง</li>



<li>คิดราคาสินค้าผิด</li>



<li>ส่งสินค้าไม่ครบ</li>



<li>ยกเลิกบริการบางรายการ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">การระบุเหตุผลช่วยให้เอกสารดูน่าเชื่อถือ และลดปัญหาเมื่อต้องตรวจสอบย้อนหลัง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>7. มูลค่าที่ลดลงและภาษีมูลค่าเพิ่ม</strong><br>ต้องแสดงยอดเงินที่ลดลงให้ชัดเจน เช่น มูลค่าสินค้าหรือบริการที่ลด ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ลด และยอดรวมทั้งสิ้น เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>มูลค่าก่อน VAT ที่ลดลง: 2,000 บาท</li>



<li>VAT 7% ที่ลดลง: 140 บาท</li>



<li>ยอดรวมที่ลดหนี้: 2,140 บาท</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">วิธีออกใบลดหนี้</h2>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">ขั้นตอนที่ 1 : ตรวจสอบเหตุผลก่อนออกใบลดหนี้</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ก่อนออกเอกสาร ควรตรวจสอบก่อนว่าเหตุผลในการลดหนี้เกิดจากอะไร เช่น ลูกค้าคืนสินค้า ได้รับส่วนลดภายหลัง หรือมีการคิดราคาผิด ถ้าไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน ไม่ควรออกใบลดหนี้ เพราะอาจทำให้ยอดขายและภาษีไม่ตรงกับความเป็นจริง</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">ขั้นตอนที่ 2 : ตรวจสอบใบกำกับภาษีหรือเอกสารขายเดิม</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ให้ตรวจสอบว่าเอกสารเดิมที่ต้องการลดหนี้คือฉบับใด เลขที่อะไร วันที่เท่าไร และยอดเดิมเป็นจำนวนเท่าไร เพราะถ้าอ้างอิงเอกสารผิด อาจทำให้ยอดบัญชีและภาษีคลาดเคลื่อนได้</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">ขั้นตอนที่ 3 : คำนวณยอดที่ต้องลดให้ถูกต้อง</h3>



<p class="wp-block-paragraph">คำนวณยอดลดหนี้ให้ชัดเจนว่าเป็นมูลค่าก่อน VAT เท่าไร VAT เท่าไร และยอดรวมที่ลดลงเท่าไร</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวอย่าง :</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ยอดขายเดิมก่อน VAT: 10,000 บาท</li>



<li>VAT 7%: 700 บาท</li>



<li>ยอดรวมเดิม: 10,700 บาท</li>



<li>ลูกค้าคืนสินค้า มูลค่าก่อน VAT: 2,000 บาท</li>



<li>VAT ที่ต้องลด: 140 บาท</li>



<li>ยอดรวมใบลดหนี้: 2,140 บาท</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">ขั้นตอนที่ 4 : ออกใบลดหนี้พร้อมระบุข้อมูลให้ครบ</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อคำนวณยอดเรียบร้อยแล้ว ให้จัดทำใบลดหนี้โดยระบุข้อมูลสำคัญให้ครบ เช่น เลขที่เอกสาร วันที่ออกเอกสาร รายละเอียดลูกค้า เหตุผลในการออก และเอกสารเดิมที่อ้างอิง</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">ขั้นตอนที่ 5 : ส่งเอกสารให้ลูกค้าและจัดเก็บสำเนา</h3>



<p class="wp-block-paragraph">หลังจากออกใบลดหนี้แล้ว ควรส่งเอกสารให้ลูกค้าเพื่อใช้ปรับบัญชีฝั่งลูกค้า และธุรกิจควรจัดเก็บสำเนาไว้เป็นหลักฐานประกอบบัญชีและภาษี</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ข้อควรระวังในการออกใบลดหนี้</h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ไม่ควรออกใบลดหนี้โดยไม่มีเหตุผล</strong><br>ใบลดหนี้ควรมีเหตุผลรองรับเสมอ เช่น คืนสินค้า ลดราคา หรือคิดเงินผิด ไม่ควรออกเพียงเพื่อทำให้ยอดขายลดลงโดยไม่มีหลักฐาน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. ต้องอ้างอิงเอกสารเดิมให้ถูกต้อง</strong><br>หากออกใบลดหนี้แต่ไม่ระบุว่าเกี่ยวข้องกับใบกำกับภาษีฉบับใด อาจทำให้ตรวจสอบย้อนหลังยาก และทำให้บัญชีไม่เชื่อมโยงกัน</p>



<p class="has-link-color wp-elements-100 wp-block-paragraph"><strong>3. ระวังการออกผิดงวดบัญชีหรือผิดงวดภาษี</strong><br>ใบลดหนี้มีผลต่อการบันทึกบัญชีและภาษีขาย ดังนั้นควรตรวจสอบวันที่ออกเอกสารให้สอดคล้องกับเหตุการณ์จริง และส่งต่อให้<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-bookkeeper/" data-type="post" data-id="16698">ผู้ทำบัญชี</a>บันทึกให้ถูกงวด</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4. ควรเก็บหลักฐานประกอบไว้เสมอ</strong><br>เช่น ใบรับคืนสินค้า ข้อความยืนยันจากลูกค้า เอกสารอนุมัติส่วนลด หรือหลักฐานการแก้ไขราคาขาย เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบในอนาคต</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">สรุป</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ใบลดหนี้ คือเอกสารที่ใช้ปรับลดยอดหนี้จากการขายสินค้าหรือให้บริการ หลังจากที่มีการออกเอกสารขายหรือใบกำกับภาษีไปแล้ว โดยมักใช้ในกรณีคืนสินค้า ให้ส่วนลดภายหลัง คิดราคาผิด ส่งสินค้าไม่ครบ หรือยกเลิกบริการบางส่วน สิ่งสำคัญคือ ใบลดหนี้ควรออกอย่างมีเหตุผล ระบุข้อมูลให้ครบ อ้างอิงเอกสารเดิมให้ชัดเจน และคำนวณยอดเงินพร้อมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถูกต้อง</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับเจ้าของธุรกิจ การออกใบลดหนี้ให้ถูกต้องตั้งแต่แรก จะช่วยให้บัญชีเป็นระบบ ลดความผิดพลาดด้านภาษี และทำให้เอกสารของกิจการพร้อมตรวจสอบได้เสมอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากธุรกิจของคุณมีการออกใบกำกับภาษี ใบลดหนี้ หรือใบเพิ่มหนี้เป็นประจำ แต่ไม่แน่ใจว่าควรออกเอกสารอย่างไรให้ถูกต้อง ให้ชอบการบัญชี ช่วยดูแลบัญชี ภาษี และเอกสารธุรกิจให้เป็นระบบ ลดความเสี่ยงจากการยื่นผิดหรือเอกสารไม่ครบ ติดต่อเข้ามาปรึกษาเรื่องบัญชีและภาษีได้เลยค่ะ</p>



<p class="has-link-color wp-elements-101 wp-block-paragraph">อ้างอิง : <a href="https://www.rd.go.th/3574.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา 86/9 และใบลดหนี้ ตามมาตรา 86/10 แห่งประมวลรัษฎากร</a></p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-credit-note/">ใบลดหนี้ คืออะไร ? ออกอย่างไรให้ถูกต้อง พร้อมตัวอย่าง</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ใบเสนอราคา คืออะไร ? ใช้ทำอะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง</title>
		<link>https://chobaccountingonline.co.th/what-is-quotation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Chob Accounting Team]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Jul 2026 07:35:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[การทำบัญชี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://chobaccountingonline.co.th/?p=21535</guid>

					<description><![CDATA[<p>ก่อนเริ่มขายสินค้า รับงานบริการ หรือเสนอโปรเจกต์ให้ลูกค้า สิ่งหนึ่งที่มักเกิดขึ้นก่อนการตกลงซื้อขายจริง คือ ลูกค้าต้องการรู้ว่างานนี้ราคาเท่าไร ได้อะไรบ้าง และมีเงื่อนไขอย่างไร เอกสารที่ใช้ตอบคำถามเหล่านี้ก็คือ ใบเสนอราคา หลายคนอาจมองว่าใบเสนอราคาเป็นเพียงเอกสารแจ้งราคาให้ลูกค้าดูเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ใบเสนอราคาเป็นมากกว่านั้น เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจว่า ใบเสนอราคา คืออะไร ใช้ทำอะไร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-quotation/">ใบเสนอราคา คืออะไร ? ใช้ทำอะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ก่อนเริ่มขายสินค้า รับงานบริการ หรือเสนอโปรเจกต์ให้ลูกค้า สิ่งหนึ่งที่มักเกิดขึ้นก่อนการตกลงซื้อขายจริง คือ ลูกค้าต้องการรู้ว่างานนี้ราคาเท่าไร ได้อะไรบ้าง และมีเงื่อนไขอย่างไร เอกสารที่ใช้ตอบคำถามเหล่านี้ก็คือ ใบเสนอราคา</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลายคนอาจมองว่าใบเสนอราคาเป็นเพียงเอกสารแจ้งราคาให้ลูกค้าดูเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ใบเสนอราคาเป็นมากกว่านั้น เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจว่า ใบเสนอราคา คืออะไร ใช้ทำอะไร ธุรกิจรูปแบบไหนควรออกบ้าง ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง และเกี่ยวข้องกับบัญชีและภาษีอย่างไรค่ะ</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ใบเสนอราคา คืออะไร ?</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ใบเสนอราคา คือ เอกสารที่ผู้ขายสินค้า หรือผู้ให้บริการจัดทำขึ้น เพื่อแจ้งรายละเอียดสินค้า บริการ ราคา เงื่อนไขการชำระเงิน และระยะเวลายืนราคาให้ลูกค้าพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อหรือจ้างงาน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวอย่างเช่น</p>



<ul class="wp-block-list has-link-color wp-elements-104">
<li>บริษัทรับทำเว็บไซต์ส่งใบเสนอราคาให้ลูกค้าก่อนเริ่มงาน</li>



<li>ร้านขายอุปกรณ์สำนักงานเสนอราคาสินค้าหลายรายการให้<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-company/" data-type="post" data-id="6498">บริษัท</a></li>



<li>สำนักงานรับทำบัญชีเสนอค่าบริการรายเดือนให้ลูกค้าใหม่พิจารณาก่อนตัดสินใจใช้บริการ</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">หน้าที่ของใบเสนอราคา</h2>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">1. ใช้แจ้งราคา และรายละเอียดงานให้ลูกค้าตัดสินใจ</h3>



<p class="wp-block-paragraph">หน้าที่แรกของใบเสนอราคาคือ ใช้แจ้งราคาและรายละเอียดสินค้า หรือบริการให้ลูกค้าพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ เป้าหมายคือการทำให้ลูกค้าเข้าใจว่ากำลังจ่ายเงินเพื่ออะไรนั่นเอง เช่น</p>



<ul class="wp-block-list has-link-color wp-elements-105">
<li>มีสินค้าอะไรบ้าง</li>



<li>จำนวนเท่าไร</li>



<li>ราคาต่อหน่วยเท่าไร</li>



<li>มีส่วนลดหรือไม่</li>



<li>มี<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-vat/" data-type="post" data-id="3825">ภาษีมูลค่าเพิ่ม</a>หรือไม่</li>



<li>ยอดรวมสุทธิที่ต้องชำระเป็นเท่าไร</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">2. ใช้กำหนดขอบเขตงานและเงื่อนไขให้ชัดเจน</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ใบเสนอราคาเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดขอบเขตงานให้ชัดเจนก่อนเริ่มงาน สิ่งที่ควรระบุ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>รายละเอียดบริการที่รวมอยู่ในราคา</li>



<li>ระยะเวลาส่งมอบ</li>



<li>เงื่อนไขการแก้ไขงาน</li>



<li>จำนวนรอบการทำงาน</li>



<li>สิ่งที่ลูกค้าต้องเตรียม</li>



<li>สิ่งที่ไม่รวมอยู่ในราคา</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">3. ใช้เป็นเอกสารอ้างอิงก่อนออกเอกสารชุดถัดไป</h3>



<p class="has-link-color wp-elements-106 wp-block-paragraph">เมื่อใบเสนอราคาได้รับการอนุมัติจากลูกค้าแล้ว อาจต้องออกเอกสารตามลำดับของธุรกรรม เช่น ใบสั่งซื้อ <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-are-invoice-and-billing-note/" data-type="post" data-id="7035">ใบแจ้งหนี้</a> <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-receipt/" data-type="post" data-id="10092">ใบเสร็จรับเงิน</a> หรือ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-tax-invoice/" data-type="post" data-id="6409">ใบกำกับภาษี</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">ใบเสนอราคาจึงทำหน้าที่เป็นเอกสารตั้งต้นที่ช่วยอ้างอิงว่า ลูกค้าตกลงซื้อสินค้า หรือบริการตามรายละเอียดใด ราคาเท่าไร และมีเงื่อนไขอย่างไร หากมีการจัดเก็บใบเสนอราคาเป็นระบบ จะช่วยให้ทีมเซลล์ ทีมบัญชี และเจ้าของธุรกิจตรวจสอบย้อนหลังได้ง่ายขึ้น เช่น ลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคาเลขที่ใด มีการเปลี่ยนแปลงรายการหรือราคาไหม และควรออกเอกสารถัดไปอย่างไรให้ข้อมูลสอดคล้องกัน</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ธุรกิจแบบไหนที่ควรออกใบเสนอราคา ?</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ใบเสนอราคาเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการให้ลูกค้าพิจารณาราคา รายละเอียดงาน หรือเงื่อนไขก่อนตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรายการสินค้าและบริการหลายรายการ มีการเสนอราคาหลายแบบ หรือมีขั้นตอนอนุมัติภายในของลูกค้า เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ธุรกิจบริการ</li>



<li>ธุรกิจรับเหมา</li>



<li>ธุรกิจงานออกแบบ</li>



<li>ธุรกิจรับซ่อมบำรุง</li>



<li>ธุรกิจรับทำเว็บไซต์</li>



<li>สำนักงานบัญชี</li>



<li>เอเจนซีการตลาด</li>



<li>ธุรกิจที่ขายสินค้าให้บริษัทหรือองค์กร</li>



<li>ธุรกิจที่ขายสินค้าจำนวนมาก</li>



<li>ธุรกิจที่ต้องให้ลูกค้าอนุมัติก่อนเริ่มดำเนินการ</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ใบเสนอราคา ประกอบด้วยอะไรบ้าง ?</h2>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized" style="margin-top:10px;margin-bottom:10px"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="800" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-quotation.webp" alt="ตัวอย่างใบเสนอราคา" class="wp-image-21564" style="width:700px" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-quotation.webp 800w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-quotation-300x300.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-quotation-150x150.webp 150w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/ex-quotation-768x768.webp 768w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ข้อมูลของผู้ขายหรือผู้ให้บริการ</strong><br>ใบเสนอราคาควรมีข้อมูลของผู้ขาย หรือผู้ให้บริการให้ครบถ้วน เพื่อให้ลูกค้าทราบว่าเอกสารนี้ใครเป็นคนออก และสามารถติดต่อกลับได้อย่างไร ข้อมูลที่ควรมี ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ชื่อกิจการ หรือชื่อบริษัท</li>



<li>ที่อยู่</li>



<li>เบอร์โทรศัพท์</li>



<li>อีเมล</li>



<li>เลขประจำตัวผู้เสียภาษี</li>



<li>โลโก้ธุรกิจ ถ้ามี</li>



<li>ช่องทางติดต่ออื่น ๆ เช่น LINE หรือเว็บไซต์</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. ข้อมูลของลูกค้า</strong><br>นอกจากข้อมูลของผู้ขายแล้ว ใบเสนอราคาควรมีข้อมูลของลูกค้าด้วย เพื่อระบุให้ชัดเจนว่าเสนอราคาให้ใคร ข้อมูลลูกค้าที่ควรมี ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ชื่อลูกค้า</li>



<li>ชื่อบริษัท หรือชื่อกิจการ</li>



<li>ที่อยู่</li>



<li>เลขประจำตัวผู้เสียภาษี</li>



<li>ชื่อผู้ติดต่อ</li>



<li>เบอร์โทรศัพท์ หรืออีเมล</li>



<li>สาขา (ถ้าเป็นนิติบุคคลที่มีหลายสาขา)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">หากออกเอกสารให้บริษัท ควรตรวจสอบชื่อบริษัท ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพราะข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ต่อในเอกสารชุดถัดไป</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. เลขที่ใบเสนอราคาและวันที่ออกเอกสาร</strong><br>ใบเสนอราคาควรมีเลขที่เอกสารและวันที่ออกเอกสาร เพื่อใช้ในการอ้างอิงและติดตามงาน ข้อมูลที่ควรมี ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เลขที่ใบเสนอราคา</li>



<li>วันที่ออกใบเสนอราคา</li>



<li>วันหมดอายุของใบเสนอราคา หรือระยะเวลายืนราคา</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับธุรกิจที่มีการออกใบเสนอราคาหลายฉบับ ควรจัดรูปแบบเลขที่เอกสารให้เป็นระบบ เช่น QT-2026-001 หรือ QT-YYMM-001 เพื่อให้ค้นหาและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4. รายละเอียดสินค้า บริการ จำนวน และราคา</strong><br>ส่วนนี้เป็นหัวใจหลักของใบเสนอราคา เพราะเป็นส่วนที่บอกว่าผู้ขายเสนอสินค้า หรือบริการอะไรให้ลูกค้า และคิดราคาอย่างไร ข้อมูลที่ควรมี ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ชื่อสินค้า หรือบริการ</li>



<li>รายละเอียดงาน</li>



<li>จำนวน</li>



<li>หน่วยนับ</li>



<li>ราคาต่อหน่วย</li>



<li>ส่วนลด (ถ้ามี)</li>



<li>ยอดรวมของแต่ละรายการ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ในส่วนของรายละเอียดงานไม่ควรเขียนรายการสั้นเกินไป เช่น ค่าบริการ 1 งาน เพราะอาจทำให้ตีความกว้าง และเกิดความเข้าใจไม่ตรงกันภายหลัง ควรเขียนให้เห็นรายละเอียดมากขึ้น เช่น</p>



<ul class="wp-block-list has-link-color wp-elements-107">
<li>ค่า<a href="https://chobaccountingonline.co.th/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5/" data-type="page" data-id="140">บริการทำบัญชีรายเดือน</a> สำหรับเอกสารไม่เกิน 50 รายการต่อเดือน</li>



<li>ค่าบริการออกแบบเว็บไซต์ จำนวน 5 หน้า ไม่รวมค่าจดโดเมนและโฮสติ้ง</li>



<li>ค่าบริการซ่อมบำรุงระบบ ตรวจเช็กอุปกรณ์ตามรายการที่ระบุ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>5. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนลด และยอดรวมสุทธิ</strong><br>ใบเสนอราคาควรแสดงยอดเงินให้ชัดเจน โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT ข้อมูลที่ควรมี ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ราคาก่อน VAT</li>



<li>ส่วนลด (ถ้ามี)</li>



<li>VAT 7% (ถ้ามี)</li>



<li>ยอดรวมสุทธิ</li>



<li>หมายเหตุว่าราคารวม VAT แล้ว หรือยังไม่รวม VAT</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>6. เงื่อนไขการชำระเงินและระยะเวลายืนราคา</strong><br>ใบเสนอราคาควรระบุเงื่อนไขการชำระเงินให้ชัดเจน เพื่อให้ลูกค้าทราบว่าต้องชำระเงินอย่างไร และเมื่อไร ข้อมูลที่ควรมี ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เครดิตการชำระเงิน เช่น ชำระภายใน 7 วัน 15 วัน หรือ 30 วัน</li>



<li>เงินมัดจำ ถ้ามี</li>



<li>รอบการชำระเงิน</li>



<li>ช่องทางการชำระเงิน</li>



<li>เงื่อนไขการเริ่มงาน</li>



<li>ระยะเวลายืนราคา</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>7. ลายเซ็นหรือการยืนยันจากผู้เกี่ยวข้อง</strong><br>ใบเสนอราคาควรมีพื้นที่สำหรับลายเซ็น หรือการยืนยันจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงว่าเอกสารนี้ได้รับการตรวจสอบหรืออนุมัติแล้ว ข้อมูลที่ควรมี ได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ลายเซ็นผู้เสนอราคา</li>



<li>ชื่อผู้เสนอราคา</li>



<li>ตำแหน่ง</li>



<li>ลายเซ็นผู้อนุมัติจากฝั่งลูกค้า</li>



<li>วันที่อนุมัติ</li>



<li>ตราประทับบริษัท (ถ้ามี)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ในบางธุรกิจ การให้ลูกค้าเซ็นอนุมัติใบเสนอราคาก่อนเริ่มงาน ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการเปลี่ยนใจภายหลัง และทำให้มีหลักฐานว่าลูกค้ายอมรับรายละเอียด ราคา และเงื่อนไขตามที่เสนอไว้ โดยเฉพาะงานบริการ งานรับเหมา งานออกแบบ หรืองานที่มีมูลค่าสูง การมีลายเซ็นอนุมัติจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายทำงานได้มั่นใจมากขึ้น</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ใบเสนอราคาเกี่ยวข้องกับบัญชีและภาษีอย่างไร ?</h2>



<p class="wp-block-paragraph">โดยทั่วไป ใบเสนอราคาเป็นเอกสารที่เกิดขึ้นก่อนการขายจริง จึงยังไม่ใช่หลักฐานการรับเงิน และไม่ใช่เอกสารที่ใช้แทนใบกำกับภาษี พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ใบเสนอราคาเป็นเอกสารที่ใช้เสนอรายละเอียดและราคาให้ลูกค้าพิจารณา แต่ยังไม่ได้หมายความว่ามีการรับเงินแล้ว หรือเกิดรายการขายที่ต้องออกใบเสร็จรับเงินทันที</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลังจากลูกค้าอนุมัติใบเสนอราคาแล้ว ธุรกิจอาจต้องออกเอกสารอื่นต่อ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ใบสั่งซื้อ หรือเอกสารอนุมัติงานจากลูกค้า</li>



<li>ใบแจ้งหนี้ เพื่อแจ้งยอดที่ต้องชำระ</li>



<li>ใบเสร็จรับเงิน เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว</li>



<li>ใบกำกับภาษี เมื่อเข้าเงื่อนไขที่ต้องออกเอกสารภาษีตามลักษณะธุรกิจ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรระวังคือ ไม่ควรใช้ใบเสนอราคาแทนใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษี เพราะหน้าที่ของเอกสารแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ใบเสนอราคามีประโยชน์ในมุมบัญชี เพราะเป็นเอกสารอ้างอิงว่า ข้อตกลงเบื้องต้นกับลูกค้าคืออะไร ราคาเท่าไร และมีเงื่อนไขอย่างไร เมื่อถึงเวลาต้องออกใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จรับเงิน หรือใบกำกับภาษี ทีมบัญชีจะสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ง่ายขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ใบเสนอราคาไม่ควรถูกมองว่าเป็นแค่เอกสารแจ้งราคา แต่ควรถูกจัดให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเอกสารธุรกิจตั้งแต่ต้น</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">สรุป</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ใบเสนอราคาที่ดีควรช่วยให้ลูกค้าเข้าใจว่ากำลังจะซื้ออะไร ได้อะไรบ้าง ต้องชำระเงินเท่าไร และมีเงื่อนไขใดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ ในขณะเดียวกัน ใบเสนอราคาก็ช่วยให้ธุรกิจทำงานเป็นระบบมากขึ้น เพราะสามารถใช้เป็นเอกสารอ้างอิงก่อนออกเอกสารชุดถัดไปได้</p>



<p class="has-link-color wp-elements-108 wp-block-paragraph">สำหรับเจ้าของธุรกิจ หากเริ่มจัดทำใบเสนอราคาให้เป็นมาตรฐานตั้งแต่ต้น จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดความเข้าใจผิดกับลูกค้า ทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจดูน่าเชื่อถือขึ้น และช่วยให้<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-accounting/" data-type="post" data-id="6916">การทำบัญชี</a>และการจัดการเอกสารภายในเป็นระบบมากขึ้นในระยะยาว</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากเพิ่งเริ่มทำธุรกิจและยังไม่แน่ใจว่าควรจัดการเอกสารขาย เอกสารรับเงิน หรือเอกสารบัญชีอย่างไรให้ถูกต้อง ชอบการบัญชี พร้อมช่วยดูแลทั้งงานบัญชี ภาษี และเอกสารประกอบธุรกิจให้เป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-quotation/">ใบเสนอราคา คืออะไร ? ใช้ทำอะไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เจ้าของธุรกิจต้องรู้ ! เอกสารทางบัญชีที่ดูเล็กน้อย แต่สำคัญกว่าที่คิด</title>
		<link>https://chobaccountingonline.co.th/business-accounting-documents/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Chob Accounting Team]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 Jul 2026 03:16:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[บัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[การทำบัญชี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://chobaccountingonline.co.th/?p=21342</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายธุรกิจให้ความสำคัญกับยอดขาย ลูกค้า และการตลาดเป็นหลัก แต่กลับมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ อย่าง เอกสารทางบัญชี ทั้งที่เอกสารเหล่านี้คือหลักฐานสำคัญที่บอกว่า ธุรกิจขายอะไร ซื้ออะไร รับเงินแล้วหรือยัง จ่ายเงินให้ใคร และเกี่ยวข้องกับภาษีอะไรบ้าง สำหรับเจ้าของธุรกิจ เอกสารทางบัญชีไม่ใช่เรื่องของนักบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การบริหารธุรกิจชัดเจนขึ้น ลดความผิดพลาดในการเก็บเงิน ลดปัญหาการตกลงไม่ตรงกัน และช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ง่ายเมื่อเกิดคำถามหรือข้อโต้แย้ง ในบทความนี้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/business-accounting-documents/">เจ้าของธุรกิจต้องรู้ ! เอกสารทางบัญชีที่ดูเล็กน้อย แต่สำคัญกว่าที่คิด</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">หลายธุรกิจให้ความสำคัญกับยอดขาย ลูกค้า และการตลาดเป็นหลัก แต่กลับมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ อย่าง เอกสารทางบัญชี ทั้งที่เอกสารเหล่านี้คือหลักฐานสำคัญที่บอกว่า ธุรกิจขายอะไร ซื้ออะไร รับเงินแล้วหรือยัง จ่ายเงินให้ใคร และเกี่ยวข้องกับภาษีอะไรบ้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับเจ้าของธุรกิจ เอกสารทางบัญชีไม่ใช่เรื่องของนักบัญชีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การบริหารธุรกิจชัดเจนขึ้น ลดความผิดพลาดในการเก็บเงิน ลดปัญหาการตกลงไม่ตรงกัน และช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ง่ายเมื่อเกิดคำถามหรือข้อโต้แย้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปรู้จัก 9 เอกสารทางบัญชีที่เจ้าของธุรกิจควรรู้ พร้อมอธิบายว่าเอกสารแต่ละแบบใช้ทำอะไร และสำคัญอย่างไรค่ะ</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">9 เอกสารทางบัญชีที่เจ้าของธุรกิจควรรู้</h2>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized" style="margin-top:10px;margin-bottom:10px"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="800" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/9-Accounting-Documents-Every-Business-Owner-Should-Know.webp" alt="9 เอกสารทางบัญชี ที่เจ้าของธุรกิจควรรู้" class="wp-image-21380" style="width:1100px" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/9-Accounting-Documents-Every-Business-Owner-Should-Know.webp 1000w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/9-Accounting-Documents-Every-Business-Owner-Should-Know-300x240.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/07/9-Accounting-Documents-Every-Business-Owner-Should-Know-768x614.webp 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">1. ใบเสนอราคา</h3>



<p class="has-link-color wp-elements-123 wp-block-paragraph"><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-quotation" data-type="link" data-id="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-quotation">ใบเสนอราคา</a> คือ เอกสารที่ธุรกิจใช้แจ้งราคาสินค้าหรือบริการให้ลูกค้าทราบก่อนตัดสินใจซื้อ แม้ใบเสนอราคาจะยังไม่ใช่เอกสารรับเงิน และไม่ใช่เอกสารทางภาษีโดยตรง แต่เป็นเอกสารที่ช่วยให้การขายมีความชัดเจนตั้งแต่ต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาที่พบบ่อยในการขายคือคุยกันไว้อีกแบบ แต่เข้าใจอีกแบบ เช่น ลูกค้าคิดว่าราคานี้รวมค่าขนส่งแล้ว แต่ธุรกิจคิดว่ายังไม่รวม หรือฝ่ายหนึ่งเข้าใจว่ารวมบริการหลังการขาย แต่อีกฝ่ายไม่ได้ตกลงไว้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ใบเสนอราคาจึงช่วยลดความคลุมเครือ เพราะมีหลักฐานชัดเจนว่าในวันเริ่มต้น ธุรกิจเสนออะไร ราคาเท่าไร และมีเงื่อนไขอะไรบ้างนั่นเอง</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">2. ใบวางบิล / ใบแจ้งหนี้</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ใบแจ้งหนี้ คือ เอกสารที่ใช้แจ้งยอดที่ลูกค้าต้องชำระ ส่วนใบวางบิล มักใช้ในธุรกิจที่มีรอบวางบิล หรือมีการให้เครดิตลูกค้า เช่น วางบิลทุกสิ้นเดือน และรับชำระเงินในเดือนถัดไป</p>



<p class="has-link-color wp-elements-124 wp-block-paragraph"><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-are-invoice-and-billing-note/" data-type="post" data-id="7035">ใบวางบิลและใบแจ้งหนี้</a> ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบัญชีอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับกระแสเงินสดโดยตรง เพราะช่วยให้รู้ว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ลูกค้ารายใดต้องจ่ายเงิน</li>



<li>ต้องจ่ายยอดเท่าไร</li>



<li>ครบกำหนดเมื่อไหร่</li>



<li>ยอดไหนยังค้างรับ</li>



<li>ยอดไหนควรติดตามแล้ว</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">หากไม่มีระบบวางบิลที่ชัดเจน ธุรกิจอาจมียอดขายเยอะ แต่เงินสดไม่เข้า เพราะไม่รู้ว่าต้องตามเก็บเงินจากลูกค้ารายใด ต้องเก็บเมื่อไหร่ และยอดใดเกินกำหนดแล้ว</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">3. ใบกำกับภาษี</h3>



<p class="has-link-color wp-elements-125 wp-block-paragraph"><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-tax-invoice/" data-type="post" data-id="6409">ใบกำกับภาษี</a> คือ เอกสารสำคัญสำหรับธุรกิจที่<a href="https://chobaccountingonline.co.th/online-vat-registration/" data-type="post" data-id="4472">จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม</a> หรือ VAT ใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-input-output-tax/" data-type="post" data-id="6609">ภาษีขายและภาษีซื้อ</a> โดยภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการขายสินค้าและการให้บริการในแต่ละขั้นตอนของการผลิตและจำหน่าย รวมถึงการนำเข้า</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยทั่วไป ใบกำกับภาษีจะเกี่ยวข้องกับ 2 ฝั่งหลัก ๆ คือ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ฝั่งผู้ขาย</strong> : ใช้เป็นหลักฐานภาษีขาย</li>



<li><strong>ฝั่งผู้ซื้อ</strong> : ใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อ</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">4. ใบเสร็จรับเงิน</h3>



<p class="has-link-color wp-elements-126 wp-block-paragraph"><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-receipt/" data-type="post" data-id="10092">ใบเสร็จรับเงิน</a> คือ เอกสารที่ใช้ยืนยันว่า ธุรกิจได้รับชำระเงินจากลูกค้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการชำระด้วยเงินสด โอนเงิน เช็ค หรือช่องทางอื่น ๆ เป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยปิดขั้นตอนการรับเงินให้สมบูรณ์</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลายธุรกิจคิดว่ามีสลิปโอนเงินก็พอแล้ว แต่ในทางบัญชี สลิปโอนเงินและใบเสร็จรับเงินทำหน้าที่ต่างกัน</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สลิปโอนเงิน คือ หลักฐานว่ามีการโอนเงินเกิดขึ้น</li>



<li>ใบเสร็จรับเงิน คือ หลักฐานว่าธุรกิจรับเงินจากรายการนั้นแล้ว</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้ามีแต่สลิป แต่ไม่รู้ว่าสลิปนั้นจ่ายค่าอะไร จ่ายแทนใบแจ้งหนี้เลขที่ใด หรือจ่ายครบยอดหรือไม่ การตรวจสอบย้อนหลังจะทำได้ยาก วิธีที่ดีคือควรเก็บสลิปให้สอดคล้องกับใบเสร็จรับเงิน และผูกกับรายการขายหรือใบแจ้งหนี้ให้ชัดเจน</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">5. ใบลดหนี้</h3>



<p class="has-link-color wp-elements-127 wp-block-paragraph"><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-credit-note">ใบลดหนี้</a> คือ เอกสารที่ใช้เมื่อมีเหตุให้ยอดขาย หรือยอดหนี้เดิมลดลง เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ลูกค้าคืนสินค้า</li>



<li>ให้ส่วนลดภายหลัง</li>



<li>คิดราคาผิดสูงกว่าความเป็นจริง</li>



<li>ออกเอกสารยอดเกิน</li>



<li>บริการไม่ครบตามที่ตกลง</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ใบลดหนี้ เป็นเอกสารที่หลายธุรกิจมองข้าม เพราะคิดว่าแค่ตกลงลดราคากับลูกค้าก็จบแล้ว แต่ถ้ายอดเดิมเคยออกเอกสารไปแล้ว โดยเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาษี การลดหนี้ควรมีเอกสารรองรับ เพื่อให้ยอดขาย ยอดหนี้ ยอดรับเงิน และยอดภาษีสอดคล้องกัน</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">6. ใบเพิ่มหนี้</h3>



<p class="has-link-color wp-elements-128 wp-block-paragraph"><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-debit-note/">ใบเพิ่มหนี้</a> คือ เอกสารที่ใช้เมื่อยอดที่เรียกเก็บเดิมน้อยกว่าความเป็นจริง และต้องเรียกเก็บเงินเพิ่มภายหลัง เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>คิดราคาต่ำไป</li>



<li>มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม</li>



<li>ส่งสินค้าหรือบริการเพิ่มจากรายการเดิม</li>



<li>คำนวณยอดผิด</li>



<li>มีการปรับราคาตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน</li>
</ul>



<p class="has-link-color wp-elements-129 wp-block-paragraph">หากมีการเรียกเก็บเพิ่มหลังจากออกเอกสารเดิมแล้ว ควรมีใบเพิ่มหนี้เพื่อให้ยอดขาย ยอดภาษี และยอดรับเงินตรงกัน หากไม่มีเอกสารรองรับ อาจเกิดคำถามตามมาว่า เงินส่วนที่รับเพิ่มมาจากอะไร เกี่ยวกับรายการขายใด และต้อง<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-bookkeeping/" data-type="post" data-id="13830">บันทึกบัญชี</a>อย่างไร</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">7. ใบสั่งซื้อ เอกสารยืนยันว่ามีการสั่งซื้อจริง</h3>



<p class="has-link-color wp-elements-130 wp-block-paragraph"><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-purchase-order/" data-type="post" data-id="21762">ใบสั่งซื้อ</a> คือ เอกสารที่ผู้ซื้อใช้ยืนยันคำสั่งซื้อกับผู้ขาย มักพบในธุรกิจที่ซื้อขายเป็นรอบ มีลูกค้าองค์กร หรือมีขั้นตอนอนุมัติภายในก่อนสั่งซื้อ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ใบสั่งซื้อ ช่วยให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายตรวจสอบข้อตกลงได้ชัดเจนขึ้นว่า ลูกค้าตกลงสั่งซื้ออะไร จำนวนเท่าไร ราคาเท่าไร และมีเงื่อนไขอะไรบ้าง ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเริ่มงานโดยไม่มีหลักฐาน โดยเฉพาะงานที่มีมูลค่าสูง หรือมีต้นทุนต้องจ่ายล่วงหน้า</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">8. หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย</h3>



<p class="has-link-color wp-elements-131 wp-block-paragraph"><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-withholding-tax-certificate/" data-type="post" data-id="9588">หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือ ใบ 50 ทวิ</a> คือ เอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานว่าผู้จ่ายเงินได้<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-withholding-tax/" data-type="post" data-id="4109">หักภาษี ณ ที่จ่าย</a>ไว้แล้ว ตามรายการที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าจ้าง หรือรายการอื่น ๆ</p>



<p class="has-link-color wp-elements-132 wp-block-paragraph">หากเอกสารไม่ครบหรือข้อมูลไม่ถูกต้อง อาจทำให้การตรวจสอบ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-back-tax/" data-type="post" data-id="6023">ภาษีย้อนหลัง</a>ยุ่งยาก และต้องเสียเวลาตามเอกสารจากลูกค้าหรือคู่ค้าในภายหลัง</p>



<p class="has-link-color wp-elements-133 wp-block-paragraph">ดังนั้น ทุกครั้งที่ได้รับชำระเงินและมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ควรตรวจสอบทันทีว่าได้รับหนังสือรับรองครบถ้วนหรือไม่ ยอดเงินและยอดภาษีที่ถูกหักตรงกับรายการรับเงินจริงหรือเปล่า รวมถึงชื่อบริษัท เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ เพื่อให้สามารถนำเอกสารไปใช้ประกอบ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-accounting/" data-type="post" data-id="6916">การทำบัญชี</a>และจัดการภาษีได้อย่างถูกต้องในภายหลังค่ะ</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">9. ใบรับสินค้า</h3>



<p class="has-link-color wp-elements-134 wp-block-paragraph"><a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-goods-receipt/" data-type="post" data-id="21821">ใบรับสินค้า</a> คือ เอกสารที่ใช้ยืนยันว่าธุรกิจได้รับสินค้าจริง โดยระบุว่าสินค้าที่ได้รับมีรายการอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร รับวันไหน และตรงกับเอกสารที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เช่น ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ หรือใบแจ้งหนี้จากผู้ขาย มักใช้ในธุรกิจที่มีการสต๊อกสินค้า เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ธุรกิจค้าปลีก</li>



<li>ธุรกิจค้าส่ง</li>



<li>โรงงาน</li>



<li>ร้านอาหาร</li>



<li>ธุรกิจนำเข้า</li>



<li>ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีคลังสินค้า</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับธุรกิจที่มีสต๊อก ใบรับสินค้าไม่ได้สำคัญเฉพาะกับฝ่ายคลังสินค้า แต่ยังเกี่ยวข้องกับบัญชีต้นทุนโดยตรง เพราะถ้ารับสินค้าไม่ตรงกับเอกสารซื้อ เช่น สั่ง 100 ชิ้น แต่ได้รับจริง 90 ชิ้น หรือได้รับสินค้าผิดรุ่น แต่บันทึกบัญชีตามใบแจ้งหนี้เต็มจำนวน อาจทำให้ยอดสินค้า ต้นทุน และกำไรคลาดเคลื่อนได้</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">สรุป</h2>



<p class="wp-block-paragraph">เอกสารทางบัญชีอาจดูเป็นเรื่องเล็ก เป็นงานเอกสาร หรือเป็นเรื่องของนักบัญชี แต่สำหรับเจ้าของธุรกิจ เอกสารเหล่านี้คือหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างเป็นระบบมากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">เจ้าของธุรกิจไม่จำเป็นต้องจำรายละเอียดบัญชีทั้งหมด แต่ควรรู้จักเอกสารพื้นฐาน เพราะเอกสารเหล่านี้ช่วยให้ธุรกิจตอบคำถามสำคัญได้ว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ขายอะไรให้ใคร</li>



<li>ต้องเก็บเงินเมื่อไหร่</li>



<li>รับเงินแล้วหรือยัง</li>



<li>มีภาษีเกี่ยวข้องหรือไม่</li>



<li>ยอดขาย ยอดซื้อ และสต๊อกตรงกันหรือเปล่า</li>



<li>หากต้องตรวจสอบย้อนหลัง มีหลักฐานรองรับหรือไม่</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อเอกสารครบ ธุรกิจก็ทำบัญชีได้ถูกต้องขึ้น ยื่นภาษีได้ครบถ้วน เก็บเงินเป็นระบบขึ้น และบริหารจัดการได้อย่างมั่นใจมากขึ้น สุดท้ายแล้ว เอกสารทางบัญชีไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นหนึ่ง แต่เป็นรากฐานของธุรกิจที่ตรวจสอบได้ โปร่งใส และพร้อมเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว</p>



<p class="has-link-color wp-elements-135 wp-block-paragraph">หากยังไม่แน่ใจว่าเอกสารทางบัญชีของธุรกิจครบถ้วยถูกต้องหรือยัง ทีมบัญชีของ ชอบการบัญชี ยินดีช่วย<a href="https://chobaccountingonline.co.th/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5/" data-type="page" data-id="140">ดูแลบัญชีรายเดือน</a> ภาษี และปิดงบ พร้อมแนะนำการจัดเก็บเอกสารให้เป็นระบบ ติดต่อเข้ามาเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยค่ะ</p>



<p class="has-link-color wp-elements-136 wp-block-paragraph">อ้างอิง : <a href="https://www.dbd.go.th/storage/law/9718f7ee-dd9f-463e-aa79-c7157355cec5.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 หมวด 3 ผู้ทำบัญชี มาตรา 20</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/business-accounting-documents/">เจ้าของธุรกิจต้องรู้ ! เอกสารทางบัญชีที่ดูเล็กน้อย แต่สำคัญกว่าที่คิด</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตราประทับบริษัท คืออะไร ? จำเป็นต้องมีทุกกิจการไหม</title>
		<link>https://chobaccountingonline.co.th/what-is-company-seal/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Chob Accounting Team]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 03:38:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การจดทะเบียนนิติบุคคล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://chobaccountingonline.co.th/?p=19029</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนที่กำลังจะจดบริษัท หรือเพิ่งเริ่มทำธุรกิจ มักสงสัยว่าตราประทับบริษัทจำเป็นต้องมีไหม เพราะเวลาเห็นเอกสารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสัญญา ใบเสนอราคา หนังสือมอบอำนาจ หรือเอกสารธนาคาร ก็มักมีส่วนที่ต้องให้ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราบริษัทอยู่เสมอ จนทำให้เกิดความเข้าใจว่าทุกบริษัทต้องมีตราประทับเหมือนกันทั้งหมด แต่ความจริงแล้ว ตราประทับบริษัทไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกกิจการเสมอไป เพราะขึ้นอยู่กับอำนาจกรรมการที่จดทะเบียนไว้ และลักษณะการใช้งานเอกสารของธุรกิจนั้น ๆ ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจว่า ตราประทับบริษัท คืออะไร [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-company-seal/">ตราประทับบริษัท คืออะไร ? จำเป็นต้องมีทุกกิจการไหม</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-link-color wp-elements-144 wp-block-paragraph">หลายคนที่กำลังจะจดบริษัท หรือเพิ่งเริ่มทำธุรกิจ มักสงสัยว่าตราประทับบริษัทจำเป็นต้องมีไหม เพราะเวลาเห็นเอกสารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสัญญา ใบเสนอราคา หนังสือมอบอำนาจ หรือเอกสารธนาคาร ก็มักมีส่วนที่ต้องให้ลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราบริษัทอยู่เสมอ จนทำให้เกิดความเข้าใจว่าทุก<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-company/" type="post" id="6498">บริษัท</a>ต้องมีตราประทับเหมือนกันทั้งหมด</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่ความจริงแล้ว ตราประทับบริษัทไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกกิจการเสมอไป เพราะขึ้นอยู่กับอำนาจกรรมการที่จดทะเบียนไว้ และลักษณะการใช้งานเอกสารของธุรกิจนั้น ๆ ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจว่า ตราประทับบริษัท คืออะไร กิจการแบบไหนจำเป็นต้องมี และมีข้อควรระวังอะไรบ้างก่อนจัดทำตราประทับบริษัท</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ตราประทับ คืออะไร ?</h2>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ตราประทับ</strong> หรือ <strong>ตรายาง</strong> คือ เครื่องหมาย ตราสัญลักษณ์ที่ใช้ประทับบนเอกสารสำคัญทางธุรกิจ เพื่อยืนยันและรับรองความถูกต้องอย่างเป็นทางการจากนิติบุคคล เปรียบเสมือนลายเซ็นขององค์กรที่แสดงถึงความน่าเชื่อถือของกิจการ</p>



<p class="has-link-color wp-elements-145 wp-block-paragraph">ตราประทับไม่ได้ใช้แทนลายเซ็น<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-company-director/" type="post" id="8792">กรรมการ</a> แต่เป็นสิ่งที่ใช้ประกอบกับลายเซ็น เพื่อแสดงเจตนาของกิจการในฐานะนิติบุคคล</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">จำเป็นทำตราประทับทุกบริษัทไหม ?</h2>



<p class="has-link-color wp-elements-146 wp-block-paragraph">ตราประทับไม่ได้จำเป็นสำหรับทุกบริษัท เพราะในการ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-company-registration/" type="post" id="12910">จดทะเบียนบริษัท</a> สามารถกำหนดอำนาจกรรมการได้ทั้งแบบที่มีตราประทับ และไม่มีตราประทับ ดังนั้น สิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นหลักคืออำนาจกรรมการที่จดทะเบียนไว้ในหนังสือรับรองบริษัทว่ากำหนดให้ต้องใช้ตราประทับหรือไม่</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">กรณีที่ไม่จำเป็นต้องใช้ตราประทับ</h3>



<p class="wp-block-paragraph">บริษัทอาจไม่จำเป็นต้องทำตราประทับ หากกำหนดอำนาจกรรมการไว้ว่า <strong>กรรมการสามารถลงลายมือชื่อได้โดยไม่ต้องประทับตรา</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">กรณีนี้ เหมาะสำหรับกิจการที่ต้องการความคล่องตัวในการดำเนินงาน เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ธุรกิจออนไลน์</li>



<li>ธุรกิจบริการขนาดเล็ก</li>



<li>บริษัทที่มีกรรมการคนเดียว</li>



<li>บริษัทที่ทำเอกสารผ่านระบบดิจิทัลเป็นหลัก</li>



<li>กิจการที่ไม่ค่อยทำสัญญาหรือเอกสารราชการบ่อย</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อดีคือเอกสารสามารถจัดทำได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่าเรื่องการประทับตรา หรือเอกสารใช้ไม่ได้เพราะขาดการประทับตรา</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">กรณีที่ควรมีตราประทับ</h3>



<p class="wp-block-paragraph">แม้บางบริษัทจะไม่จำเป็นต้องจัดทำตราประทับ แต่ในทางปฏิบัติ ธุรกิจบางประเภทควรมีตราประทับไว้เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ หากมีการกำหนดเงื่อนไขอำนาจกรรมการว่าต้องลงลายมือชื่อร่วมกับการประทับตราสำคัญ กิจการจะต้องนำตราประทับดังกล่าวไปจดทะเบียนตราสำคัญ กับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ด้วยค่ะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">บริษัทที่ควรมีตราประทับ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>บริษัทที่ต้องทำสัญญากับคู่ค้าบ่อย</li>



<li>บริษัทที่ติดต่อธนาคารหรือสถาบันการเงินเป็นประจำ</li>



<li>บริษัทที่รับงานโครงการ หรือทำเอกสารเสนอราคา</li>



<li>บริษัทที่ต้องออกหนังสือมอบอำนาจบ่อย</li>



<li>บริษัทที่ติดต่อราชการเป็นประจำ</li>



<li>บริษัทที่มีหลายฝ่าย หลายสาขา หรือมีทีมเอกสารแยกกันทำงาน</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ในมุมของงานเอกสาร ตราประทับจะช่วยให้เอกสารดูเป็นทางการมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาทำสัญญา ใบเสนอราคา หนังสือรับรอง หรือเอกสารที่ต้องส่งให้คู่ค้ารายใหญ่</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="800" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/company-seal-by-chob.webp" alt="ตราประทับ ที่ออกแบบโดย ชอบการบัญชี" class="wp-image-19070" style="width:1100px" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/company-seal-by-chob.webp 1000w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/company-seal-by-chob-300x240.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/company-seal-by-chob-768x614.webp 768w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">หลักเกณฑ์ในการจัดทำตราประทับ</h2>



<p class="has-link-color wp-elements-147 wp-block-paragraph">การจัดทำตราประทับบริษัท หรือ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-managing-partner/" type="post" id="18553">หจก.</a> ควรคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. <strong>ห้ามใช้สัญลักษณ์ของทางราชการหรือสถาบันสำคัญ</strong><br>ตราประทับบริษัทไม่ควรใช้สัญลักษณ์ที่อาจทำให้เข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการ หรือสถาบันสำคัญของประเทศ อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เครื่องหมายตรามหาจักรีบรมราชวงศ์</li>



<li>พระบรมราชาภิไธย พระปรมาภิไธยย่อของพระมหากษัตริย์ทุกรัชกาล และพระนามาภิไธยย่อของสมเด็จพระอัครมเหสีหรือสมเด็จพระยุพราช</li>



<li>พระบรมราชสัญลักษณ์ และพระราชสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระอัครมเหสี และสมเด็จพระยุพราช</li>



<li>พระมหามงกุฎ มงกุฎขัตติยราชนารี หรือเครื่องราชอิสริยาภรณ์อื่นใดที่ใกล้เคียงกับมงกุฎ</li>



<li>ฉัตรต่าง ๆ อันเป็นลักษณะของเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศ</li>



<li>ตราแผ่นดิน ตราราชการ ตราครุฑพ่าห์ ธงหลวง ธงชาติ หรือธงราชการ เว้นแต่จะได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต</li>



<li>พระราชลัญจกร และลัญจกรในราชการ</li>



<li>เครื่องหมายกาชาด ชื่อกาชาด กาเจนีวา เครื่องหมายราชการ หรือเครื่องหมายใด ๆ ที่ขัดต่อรัฐประศาสโนบายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน</li>



<li>เครื่องหมายที่ราชการ องค์การ หน่วยงานของรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศ ขอสงวนไว้</li>



<li>สัญลักษณ์ประจำชาติไทย ได้แก่ ช้างไทย ดอกราชพฤกษ์ และศาลาไทย</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">2. <strong>หากใส่ชื่อบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน ชื่อต้องถูกต้องและชัดเจน</strong><br>ตราประทับบริษัทจะมีชื่อบริษัทหรือไม่มีก็ได้ แต่ถ้าเลือกใส่ชื่อบริษัทลงไป ชื่อในตราต้องอ่านได้ชัดเจน และต้องตรงกับชื่อที่จดทะเบียนไว้ ไม่ควรสะกดผิด ตัดคำสำคัญ หรือใช้ชื่อที่ทำให้สับสนกับนิติบุคคลอื่น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในกรณีที่ใช้ชื่อภาษาต่างประเทศ ชื่อในตราก็ควรตรงกับชื่อภาษาต่างประเทศที่บริษัทขอใช้ไว้เช่นกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">3. <strong>ต้องมีคำแสดงประเภทนิติบุคคลให้ชัดเจน</strong><br>หากตราประทับมีชื่อบริษัท ควรมีคำที่แสดงประเภทของนิติบุคคลด้วย เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>บริษัท … จำกัด</li>



<li>ห้างหุ้นส่วนจำกัด …</li>



<li>Limited หรือ Co., Ltd. ในกรณีใช้ภาษาอังกฤษ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">4. <strong>หากมีตรามากกว่า 1 ดวง ต้องระบุให้ชัดว่าใช้กรณีใด</strong><br>บางบริษัทอาจมีตราประทับมากกว่า 1 แบบ เช่น ตราสำหรับสำนักงานใหญ่ ตราสำหรับสาขา หรือตราสำหรับเอกสารบางประเภท</p>



<p class="wp-block-paragraph">กรณีนี้ควรกำหนดให้ชัดเจนว่าตราดวงไหนใช้กับงานอะไร เพื่อป้องกันความสับสนในการใช้งานเอกสารภายหลัง</p>



<p class="has-link-color wp-elements-148 wp-block-paragraph">5. <strong>จะมีตราประทับหรือไม่มีก็ได้</strong><br>โดยทั่วไป <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-limited-company/" type="post" id="8736">บริษัทจำกัด</a>ไม่ได้จำเป็นต้องมีตราประทับเสมอไป แต่ถ้าในอำนาจกรรมการระบุว่า การลงนามต้องประทับตราสำคัญของบริษัท ก็จำเป็นต้องจัดทำและจดทะเบียนตราประทับให้ถูกต้อง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น ก่อนทำตราประทับ ควรตรวจสอบหนังสือรับรองบริษัทก่อนว่าอำนาจกรรมการกำหนดไว้อย่างไร หากระบุว่าต้องประทับตรา ก็ควรจัดทำตราและใช้งานให้ตรงตามที่จดทะเบียนไว้</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">จะรู้ได้ไงว่ากิจการของเรา ต้องจัดทำตราประทับ</h2>



<p class="wp-block-paragraph">วิธีตรวจสอบที่ชัดเจนที่สุดคือให้ดูที่หนังสือรับรองบริษัท ในส่วนของอำนาจกรรมการ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ถ้าในหนังสือรับรองระบุว่า กรรมการลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท แปลว่าเอกสารสำคัญของบริษัทจะต้องมีทั้ง ลายมือชื่อกรรมการ และ ตราประทับบริษัท ตามที่กำหนดไว้</li>



<li>ถ้าระบุว่ากรรมการลงลายมือชื่อโดยไม่ต้องประทับตราสำคัญของบริษัท แปลว่าบริษัทสามารถใช้ลายมือชื่อกรรมการตามอำนาจที่จดทะเบียนไว้ได้ โดยไม่ต้องใช้ตราประทับ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">หากจะให้เข้าใจง่าย ๆ คือต้องดูจาก อำนาจกรรมการที่จดทะเบียนไว้จริง หากไม่แน่ใจ แนะนำให้ตรวจสอบจากหนังสือรับรองนิติบุคคลฉบับล่าสุด หรือให้ผู้เชี่ยวชาญด้านจดทะเบียนบริษัทช่วยตรวจสอบก่อน เพื่อป้องกันปัญหาภายหลังค่ะ</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ข้อควรระวังในการจัดทำตราประทับบริษัท</h2>



<p class="wp-block-paragraph">1. <strong>อย่าทำตราประทับก่อนตรวจสอบอำนาจกรรมการ</strong><br>ก่อนสั่งทำตราประทับ ควรตรวจสอบก่อนว่าบริษัทกำหนดอำนาจกรรมการไว้อย่างไร เพราะถ้าอำนาจกรรมการไม่ได้กำหนดให้ใช้ตรา การทำตราอาจเป็นเพียงทางเลือกด้านภาพลักษณ์ แต่ไม่ใช่เงื่อนไขบังคับของเอกสาร</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. <strong>ระวังชื่อบริษัทสะกดผิด</strong><br>ชื่อบริษัทบนตราประทับควรตรงกับหนังสือรับรองนิติบุคคลทุกตัวอักษร โดยเฉพาะคำว่า “บริษัท” และ “จำกัด” รวมถึงชื่อภาษาอังกฤษ หากมีการใช้</p>



<p class="wp-block-paragraph">3. <strong>อย่าให้ตราประทับอยู่กับหลายคนโดยไม่มีระบบควบคุม</strong><br>ตราประทับควรมีผู้รับผิดชอบชัดเจน เพราะหากมีการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ อาจกระทบต่อบริษัทได้ โดยเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวกับสัญญา การเงิน หรือหนังสือมอบอำนาจ</p>



<p class="wp-block-paragraph">4. <strong>เอกสารบางประเภทต้องดูเงื่อนไขเฉพาะ</strong><br>แม้อำนาจกรรมการจะกำหนดให้ใช้ตราประทับ แต่เอกสารบางประเภทอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น แบบฟอร์มของธนาคาร เอกสารราชการ หรือสัญญากับคู่ค้ารายใหญ่ จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขของแต่ละหน่วยงานก่อนเสมอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">5. <strong>หากเปลี่ยนชื่อบริษัท ควรทำตราประทับใหม่</strong><br>ถ้าบริษัทเปลี่ยนชื่อ ควรจัดทำตราประทับใหม่ให้ตรงกับชื่อบริษัทปัจจุบัน เพื่อป้องกันปัญหาเอกสารไม่สอดคล้องกับข้อมูลนิติบุคคลล่าสุด</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">สรุป</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ตราประทับบริษัทไม่จำเป็นสำหรับทุกกิจการ แต่จะจำเป็นหรือไม่ ต้องดูจาก อำนาจกรรมการที่จดทะเบียนไว้ในหนังสือรับรองบริษัท ถ้าอำนาจกรรมการระบุว่าต้อง “ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท” บริษัทก็ควรมีตราประทับและใช้ให้ถูกต้องตามเงื่อนไข แต่ถ้าอำนาจกรรมการไม่ได้กำหนดให้ประทับตรา บริษัทอาจไม่จำเป็นต้องมีตราประทับก็ได้ โดยเฉพาะกิจการที่ต้องการความคล่องตัวและทำเอกสารผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ การมีตราประทับยังช่วยให้เอกสารดูเป็นทางการ เพิ่มความน่าเชื่อถือ และทำให้การติดต่อกับธนาคาร คู่ค้า หรือหน่วยงานต่าง ๆ สะดวกขึ้น ดังนั้น ก่อนตัดสินใจว่าจะทำตราประทับหรือไม่ ควรเริ่มจากการตรวจสอบหนังสือรับรองบริษัท และวางรูปแบบอำนาจกรรมการให้เหมาะกับลักษณะธุรกิจตั้งแต่แรก เพื่อให้การทำเอกสารของบริษัทในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่น</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากไม่แน่ใจว่าต้องทำตราประทับไหม ? ชอบการบัญชี จะช่วยดูให้ได้ตั้งแต่ขั้นตอนจดทะเบียนบริษัท ตรวจอำนาจกรรมการ แนะนำการใช้ตราประทับ และเตรียมเอกสารสำคัญให้พร้อมใช้งานจริง ลดความผิดพลาดตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ ติดต่อเข้ามาเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยค่ะ</p>



<p class="has-link-color wp-elements-149 wp-block-paragraph">อ้างอิง: <a href="https://www.dbd.go.th/download/downloads/03_boj/detail5_intro6.pdf" target="_blank" rel="noreferrer noopener">หลักเกณฑ์ในการจัดทำตราหุ้นส่วนหรือบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า</a></p>



<ul class="wp-block-list has-link-color wp-elements-150"></ul>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-company-seal/">ตราประทับบริษัท คืออะไร ? จำเป็นต้องมีทุกกิจการไหม</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บริษัทเดียว สามารถทำธุรกิจหลายรูปแบบได้ไหม ?</title>
		<link>https://chobaccountingonline.co.th/can-one-company-run-multiple-businesses/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Chob Accounting Team]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 07:56:13 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ธุรกิจ]]></category>
		<category><![CDATA[การจดทะเบียนนิติบุคคล]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://chobaccountingonline.co.th/?p=19005</guid>

					<description><![CDATA[<p>หลายคนเริ่มต้นจดบริษัทจากการทำธุรกิจเดียวก่อน เช่น ขายสินค้าออนไลน์ รับงานบริการ หรือทำธุรกิจครอบครัวเล็ก ๆ แต่พอทำไปสักพัก ธุรกิจเริ่มโตขึ้น เห็นโอกาสมากขึ้น ก็มีความต้องการที่จะทำธุรกิจในรูปแบบอื่นเพิ่มเติม เช่น นำเข้าสินค้า เปิดแบรนด์ใหม่ รับงานบริการอีกประเภท หรือทำธุรกิจเสริมในนามบริษัทเดิม คำถามที่ตามมาคือ บริษัทเดียวสามารถทำหลายธุรกิจได้ไหม หรือถ้าจะเริ่มธุรกิจใหม่ จำเป็นต้องจดบริษัทใหม่แยกอีกแห่งหรือเปล่า บริษัทเดียว [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/can-one-company-run-multiple-businesses/">บริษัทเดียว สามารถทำธุรกิจหลายรูปแบบได้ไหม ?</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-link-color wp-elements-163 wp-block-paragraph">หลายคนเริ่มต้น<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-company-registration/" type="post" id="12910">จดบริษัท</a>จากการทำธุรกิจเดียวก่อน เช่น ขายสินค้าออนไลน์ รับงานบริการ หรือทำธุรกิจครอบครัวเล็ก ๆ แต่พอทำไปสักพัก ธุรกิจเริ่มโตขึ้น เห็นโอกาสมากขึ้น ก็มีความต้องการที่จะทำธุรกิจในรูปแบบอื่นเพิ่มเติม เช่น นำเข้าสินค้า เปิดแบรนด์ใหม่ รับงานบริการอีกประเภท หรือทำธุรกิจเสริมในนามบริษัทเดิม</p>



<p class="has-link-color wp-elements-164 wp-block-paragraph">คำถามที่ตามมาคือ <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-company/" type="post" id="6498">บริษัท</a>เดียวสามารถทำหลายธุรกิจได้ไหม หรือถ้าจะเริ่มธุรกิจใหม่ จำเป็นต้องจดบริษัทใหม่แยกอีกแห่งหรือเปล่า</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">บริษัทเดียว สามารถทำธุรกิจหลายอย่างได้จริงไหม ?</h2>



<p class="has-link-color wp-elements-165 wp-block-paragraph">โดยทั่วไป <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-limited-company/" type="post" id="8736">บริษัทจำกัด</a> หรือ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-public-limited-company/" type="post" id="8748">บริษัทมหาชนจำกัด</a> สามารถประกอบธุรกิจได้หลายประเภทภายใต้บริษัทเดียว หากกิจการเหล่านั้นไม่ขัดต่อกฎหมาย และอยู่ในขอบเขตของ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-are-company-objectives/" type="post" id="18867">วัตถุประสงค์ที่บริษัทจดทะเบียนไว้</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าบริษัทเดียวทำหลายธุรกิจได้ไหม แต่คือบริษัทของคุณได้กำหนดวัตถุประสงค์ที่ครอบคลุมธุรกิจที่กำลังจะทำหรือยัง</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">ถ้าวัตถุประสงค์บริษัทไม่ครอบคลุมการให้บริการ ต้องทำอย่างไร ?</h3>



<p class="has-link-color wp-elements-166 wp-block-paragraph">หากตรวจสอบแล้วพบว่าวัตถุประสงค์บริษัทเดิมไม่ครอบคลุมธุรกิจใหม่ที่ต้องการให้บริการ บริษัทควรดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์บริษัท ก่อนเริ่มดำเนินกิจการนั้นอย่างจริงจัง โดยทั่วไป การแก้ไขวัตถุประสงค์บริษัทจะเกี่ยวข้องกับการประชุม<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-shareholder/" type="post" id="8800">ผู้ถือหุ้น</a> การจัดทำมติพิเศษ และการยื่นจดทะเบียนแก้ไขต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวอย่างเช่น เดิมบริษัทจดทะเบียนไว้เพื่อขายสินค้าออนไลน์เท่านั้น แต่ต่อมาต้องการเปิดบริการรับเหมาก่อสร้าง หรือให้บริการด้านขนส่ง หากวัตถุประสงค์เดิมไม่ครอบคลุม ก็ควรเพิ่มวัตถุประสงค์ให้ตรงกับธุรกิจใหม่ก่อน</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ตัวอย่างบริษัทที่ทำธุรกิจหลายรูปแบบ</h2>



<p class="has-link-color wp-elements-167 wp-block-paragraph">1. <a href="https://www.karmarts.co.th/th/home" target="_blank" rel="noreferrer noopener">บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน)</a><br>เริ่มต้นจากการทำธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า ในนาม “ไดสตาร์” ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “คาร์มาร์ท” ซึ่งเริ่มต้นจากการนำเข้าเครื่องสำอางและสินค้าแฟชั่นจากต่างประเทศมาจัดจำหน่าย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัจจุบันไม่ได้นำเข้าอย่างเดียว แต่ทำแบรนด์ของตัวเอง เช่น Cathy Doll, Baby Bright ซึ่งครอบคลุมทั้งการซื้อ การขาย การนำเข้า การส่งออก และการจัดจำหน่ายในและต่างประเทศครบวงจรภายใต้บริษัทเดียว</p>



<p class="has-link-color wp-elements-168 wp-block-paragraph">2. <a href="https://www.ccp.co.th/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน)</a><br>เป็นบริษัทที่เริ่มต้นจากการผลิตและจัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง เช่น คอนกรีตผสมเสร็จ ท่อระบายน้ำ และอิฐบล็อก ขยายขอบเขตธุรกิจเข้ามารับงานเหมาก่อสร้าง ทั้งงานโครงสร้างพื้นฐาน งานถนน และงานโครงการต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการขายวัสดุก่อสร้างที่ตัวเองผลิตด้วย ทำให้สามารถประมูลงานและส่งมอบวัสดุได้เองในบริษัทเดียว</p>



<p class="has-link-color wp-elements-169 wp-block-paragraph">3. <a href="https://chobaccountingonline.co.th/">บริษัท ชอบการบัญชี จำกัด</a><br>เริ่มต้นจากการให้บริการ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8a%e0%b8%b5/" type="page" id="140">รับทำบัญชีรายเดือน</a> ยื่นภาษีประจำเดือน และประสานงานตรวจสอบบัญชีให้กับกลุ่มผู้ประกอบการเริ่มต้นและ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/sme-vs-non-sme-differences/" type="post" id="4602">ธุรกิจ SME</a></p>



<p class="has-link-color wp-elements-170 wp-block-paragraph">ปัจจุบันขยายบริการไปไกลกว่า<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-bookkeeping/" type="post" id="13830">การบันทึกบัญชี</a> โดยให้<a href="https://chobaccountingonline.co.th/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%b1%e0%b8%97/" type="page" id="142">บริการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท</a> <a href="https://chobaccountingonline.co.th/limited-partnership-registration-service/" type="page" id="12717">รับจดหจก</a> บริการวางระบบเอกสารและระบบบัญชีภายในองค์กร รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาด้านการวางแผนภาษีและโครงสร้างธุรกิจ ครบจบในที่เดียวสำหรับธุรกิจทุกรูปแบบ</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="540" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/chob-6.webp" alt="" class="wp-image-19024" style="width:1100px" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/chob-6.webp 960w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/chob-6-300x169.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/chob-6-768x432.webp 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ก่อนเริ่มทำธุรกิจใหม่ในนามบริษัทเดิม ควรตรวจสอบอะไรบ้าง ?</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ก่อนนำบริษัทเดิมไปใช้ทำธุรกิจใหม่ เจ้าของกิจการควรตรวจสอบเรื่องสำคัญเหล่านี้ก่อน</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. <strong>วัตถุประสงค์บริษัทครอบคลุมหรือไม่</strong><br>ควรตรวจสอบหนังสือรับรองบริษัท และวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ว่ารองรับธุรกิจใหม่หรือไม่ หากไม่ครอบคลุม ควรดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมก่อน</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. <strong>ธุรกิจใหม่ต้องมีใบอนุญาตเฉพาะหรือไม่</strong><br>บางธุรกิจไม่ใช่แค่มีวัตถุประสงค์แล้วทำได้ทันที แต่อาจต้องขอใบอนุญาตเพิ่มเติม เช่น ธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม ขนส่ง นำเข้า ส่งออก คลินิก โรงงาน หรือธุรกิจที่มีกฎหมายควบคุมเฉพาะ</p>



<p class="has-link-color wp-elements-171 wp-block-paragraph">3. <strong>รายได้จากธุรกิจใหม่กระทบเรื่อง VAT หรือไม่</strong><br>หากบริษัทมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อาจมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือหากบริษัท<a href="https://chobaccountingonline.co.th/online-vat-registration/" type="post" id="4472">จด VAT</a> อยู่แล้ว ก็ต้องออก<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-tax-invoice/" type="post" id="6409">ใบกำกับภาษี</a>และจัดทำรายงานภาษีให้ถูกต้อง</p>



<p class="has-link-color wp-elements-172 wp-block-paragraph">4. <strong>ควรแยกรายได้และต้นทุนของแต่ละธุรกิจหรือไม่</strong><br>แม้จะใช้บริษัทเดียวกัน แต่ควรแยกข้อมูลรายได้ ต้นทุน <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-expense/" type="post" id="14630">ค่าใช้จ่าย</a> และกำไรของแต่ละธุรกิจให้ชัดเจน เพื่อให้รู้ว่าธุรกิจไหนทำกำไร ธุรกิจไหนมีต้นทุนสูง และช่วยให้งานบัญชีตรวจสอบง่ายขึ้น</p>



<p class="has-link-color wp-elements-173 wp-block-paragraph">5. <strong>ธุรกิจใหม่มีความเสี่ยงสูงหรือไม่</strong><br>หากธุรกิจใหม่มีความเสี่ยงด้าน<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-liabilities/" type="post" id="13675">หนี้สิน</a> สัญญา การฟ้องร้อง หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน อาจต้องพิจารณาว่าควรแยกบริษัทใหม่หรือไม่ เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงของธุรกิจหนึ่งกระทบกับธุรกิจหลักเดิมภาพลักษณ์แบรนด์ และกลุ่มลูกค้าเหมาะจะอยู่บริษัทเดียวกันหรือไม่</p>



<p class="wp-block-paragraph">6. <strong>ภาพลักษณ์แบรนด์ และกลุ่มลูกค้าเหมาะจะอยู่บริษัทเดียวกันหรือไม่</strong><br>บางธุรกิจอาจมีภาพลักษณ์และกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันมาก เช่น บริษัทให้คำปรึกษาธุรกิจ แต่ต้องการเปิดแบรนด์ค้าปลีกสินค้าแฟชั่น แม้ทำในบริษัทเดียวกันได้ แต่ในเชิงแบรนด์ อาจต้องวางโครงสร้างให้ดี เพื่อไม่ให้ลูกค้าสับสน</p>



<p class="has-link-color wp-elements-174 wp-block-paragraph">7. <strong>เอกสาร สัญญา และใบเสนอราคาสอดคล้องกันหรือไม่</strong><br>เมื่อใช้บริษัทเดิมทำธุรกิจใหม่ เอกสารที่ออกให้ลูกค้า เช่น ใบเสนอราคา สัญญา <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-are-invoice-and-billing-note/" type="post" id="7035">ใบแจ้งหนี้</a> ใบเสร็จรับเงิน และใบกำกับภาษี ควรระบุรายละเอียดให้ชัดเจน และตรงกับลักษณะบริการหรือสินค้าที่บริษัทประกอบกิจการจริง</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">สรุป</h2>



<p class="wp-block-paragraph">บริษัทเดียวสามารถทำหลายธุรกิจได้ หากธุรกิจเหล่านั้นอยู่ภายใต้วัตถุประสงค์บริษัท ไม่ขัดต่อกฎหมาย และมีการจัดการด้านบัญชี ภาษี เอกสาร และใบอนุญาตอย่างถูกต้อง</p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรทำก่อนเริ่มธุรกิจใหม่ในนามบริษัทเดิม คือ ตรวจสอบวัตถุประสงค์บริษัทให้ครอบคลุม เช็กข้อกำหนดด้านภาษีและใบอนุญาต แยกข้อมูลรายได้-ค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน และประเมินความเสี่ยงว่าควรรวมธุรกิจไว้ในบริษัทเดียว หรือแยกบริษัทใหม่จะเหมาะสมกว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากคุณมีบริษัทอยู่แล้ว และกำลังวางแผนเพิ่มธุรกิจใหม่ ให้ชอบการบัญชีช่วยตรวจสอบวัตถุประสงค์บริษัท พร้อมแนะนำว่าควรใช้บริษัทเดิม แก้ไขวัตถุประสงค์ หรือจดบริษัทใหม่ให้เหมาะกับแผนธุรกิจของคุณ ติดต่อเข้ามาปรึกษาเพิ่มเติมได้เลยค่ะ</p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/can-one-company-run-multiple-businesses/">บริษัทเดียว สามารถทำธุรกิจหลายรูปแบบได้ไหม ?</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สมุดบัญชีแยกประเภทย่อย คืออะไร ? มีกี่ประเภท ใช้ทำอะไรในงานบัญชี</title>
		<link>https://chobaccountingonline.co.th/what-is-subsidiary-ledger/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Chob Accounting Team]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 04:24:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บัญชี]]></category>
		<category><![CDATA[การทำบัญชี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://chobaccountingonline.co.th/?p=18949</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในการทำบัญชีของธุรกิจ โดยเฉพาะกิจการที่มีรายการซื้อขายจำนวนมาก หากดูเฉพาะยอดรวมในบัญชีหลัก อาจยังไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบรายละเอียด เช่น ยอดลูกหนี้รวมมาจากลูกค้ารายใดบ้าง หรือยอดเจ้าหนี้เกิดจากผู้ขายรายไหนบ้าง ด้วยเหตุนี้ สมุดบัญชีแยกประเภทย่อย จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยแยกรายละเอียดของบัญชีหลักให้ชัดเจนขึ้น ทำให้ผู้ทำบัญชีและเจ้าของธุรกิจสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย ลดความผิดพลาด และช่วยให้จัดการบัญชีได้เป็นระบบมากขึ้น สมุดบัญชีแยกประเภทย่อย คืออะไร ? สมุดบัญชีแยกประเภทย่อย (Subsidiary ledger) หรือ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-subsidiary-ledger/">สมุดบัญชีแยกประเภทย่อย คืออะไร ? มีกี่ประเภท ใช้ทำอะไรในงานบัญชี</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-link-color wp-elements-179 wp-block-paragraph">ใน<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-accounting/" type="post" id="6916">การทำบัญชี</a>ของธุรกิจ โดยเฉพาะกิจการที่มีรายการซื้อขายจำนวนมาก หากดูเฉพาะยอดรวมในบัญชีหลัก อาจยังไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบรายละเอียด เช่น ยอดลูกหนี้รวมมาจากลูกค้ารายใดบ้าง หรือยอดเจ้าหนี้เกิดจากผู้ขายรายไหนบ้าง</p>



<p class="has-link-color wp-elements-180 wp-block-paragraph">ด้วยเหตุนี้ สมุดบัญชีแยกประเภทย่อย จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยแยกรายละเอียดของบัญชีหลักให้ชัดเจนขึ้น ทำให้<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-bookkeeper/" type="post" id="16698">ผู้ทำบัญชี</a>และเจ้าของธุรกิจสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย ลดความผิดพลาด และช่วยให้จัดการบัญชีได้เป็นระบบมากขึ้น</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">สมุดบัญชีแยกประเภทย่อย คืออะไร ?</h2>



<p class="has-link-color wp-elements-181 wp-block-paragraph"><strong>สมุดบัญชีแยกประเภทย่อย (Subsidiary ledger)</strong> หรือ “บัญชีย่อย” คือ <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-accounting-book/" type="post" id="16095">สมุดบัญชี</a>ที่ใช้บันทึกรายละเอียดแยกย่อยของ<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-ledger-accounts/" type="post" id="18613">สมุดบัญชีแยกประเภททั่วไป</a> ช่วยให้สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของรายการค้าแต่ละรายการได้สะดวก และเป็นระเบียบยิ่งขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">สมุดบัญชีแยกประเภท ย่อยเกี่ยวข้องกับบัญชีคุมยอดอย่างไร ?</h3>



<p class="wp-block-paragraph">สมุดบัญชีแยกประเภทย่อยมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับสมุดบัญชีแยกประเภททั่วไป หรือที่เรียกว่า “บัญชีคุมยอด” เพราะบัญชีคุมยอดใช้แสดงยอดรวม ส่วนสมุดบัญชีแยกประเภทย่อยใช้แสดงรายละเอียดของยอดรวมนั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ตัวอย่าง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สมุดบัญชีแยกประเภททั่วไป: ลงบันทึกว่า ลูกหนี้การค้า 200,000 บาท<br>สมุดบัญชีแยกประเภทย่อยลูกหนี้: ต้องลงบันทึกรายละเอียดของลูกหนี้ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ลูกหนี้ A 80,000 บาท</li>



<li>ลูกหนี้ B 70,000 บาท</li>



<li>ลูกหนี้ C 50,000 บาท</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">รวมลูกหนี้รายตัวทั้งหมด 200,000 บาท</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากตัวอย่าง ยอดรวมของลูกหนี้แต่ละรายในสมุดบัญชีแยกประเภทย่อยจะต้องเท่ากับยอดลูกหนี้การค้าในบัญชีคุมยอด หากยอดไม่ตรงกัน อาจเกิดจากสาเหตุ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>บันทึกรายการในบัญชีย่อยไม่ครบ</li>



<li>บันทึกรายการในบัญชีคุมยอดผิด</li>



<li>มีการบันทึกรายการซ้ำ</li>



<li>มีรายการรับชำระหรือจ่ายชำระที่ยังไม่ได้บันทึก</li>



<li>มีการจัดประเภทรายการผิดบัญชี</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น การตรวจสอบยอดระหว่างสมุดบัญชีแยกประเภทย่อยกับบัญชีคุมยอดจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้ข้อมูลบัญชีถูกต้องและน่าเชื่อถือ</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ความสำคัญของสมุดบัญชีแยกประเภทย่อย</h2>



<p class="wp-block-paragraph">1. <strong>ช่วยตรวจสอบข้อมูลได้ละเอียดขึ้น</strong><br>กิจการสามารถตรวจสอบรายละเอียดแยกตามลูกหนี้ เจ้าหนี้ หรือสินค้าแต่ละรายการได้ ไม่ต้องดูเพียงยอดรวมในบัญชีหลัก</p>



<p class="has-link-color wp-elements-182 wp-block-paragraph">2. <strong>ช่วยลดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชี</strong><br>เมื่อต้องตรวจสอบรายละเอียดได้ง่าย จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดข้อผิดพลาดจาก<a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-bookkeeping/" type="post" id="13830">การบันทึกบัญชี</a> เช่น บันทึกยอดผิด ลืมบันทึกรายการ หรือบันทึกรายการซ้ำ ก็จะลดลง</p>



<p class="wp-block-paragraph">3. <strong>ช่วยควบคุมลูกหนี้และเจ้าหนี้</strong><br>การบันทึกรายการบัญชีลงในสมุดบัญชีแยกประเภทย่อย ทำให้กิจการติดตามได้ว่า ลูกค้ารายใดยังไม่ชำระเงิน หรือมีเจ้าหนี้รายใดที่ต้องชำระเงินในเร็ว ๆ นี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">4. <strong>ช่วยวางแผนกระแสเงินสด</strong><br>เมื่อรู้รายละเอียดของเงินที่ต้องรับและเงินที่ต้องจ่าย จะทำให้กิจการวางแผนทางการเงินได้แม่นยำมากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">5. <strong>ช่วยให้การปิดบัญชีง่ายขึ้น</strong><br>เมื่อข้อมูลในบัญชีย่อยครบถ้วนและตรงกับบัญชีคุมยอด การตรวจสอบและปิดบัญชีในแต่ละรอบจะทำได้รวดเร็วขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">กล่าวได้ว่า สมุดบัญชีแยกประเภทย่อยเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจมีข้อมูลบัญชีที่เป็นระบบ ตรวจสอบง่าย และนำไปใช้ตัดสินใจได้ดีขึ้นค่ะ</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="900" height="600" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/Example-of-a-subsidiary-ledger.-2.webp" alt="ตัวอย่างสมุดบัญชีแยกประเภทย่อย" class="wp-image-18987" style="width:1100px" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/Example-of-a-subsidiary-ledger.-2.webp 900w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/Example-of-a-subsidiary-ledger.-2-300x200.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/Example-of-a-subsidiary-ledger.-2-768x512.webp 768w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">สมุดบัญชีแยกประเภทย่อย ต่างจากสมุดบัญชีแยกประเภททั่วไปอย่างไร ?</h2>



<p class="wp-block-paragraph">หลายคนอาจสับสนระหว่าง สมุดบัญชีแยกประเภททั่วไป กับ สมุดบัญชีแยกประเภทย่อย เพราะทั้งสองอย่างเกี่ยวข้องกับการบันทึกบัญชีเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วมีหน้าที่ต่างกัน ดังนี้</p>



<style>
  .chob-journal-table-wrap {
    width: 100%;
    overflow-x: auto;
    margin: 24px 0;
  }

  .chob-journal-table {
    width: 100%;
    min-width: 720px;
    border-collapse: collapse;
    font-family: inherit;
    background: #ffffff;
    color: #111827;
    border: 1px solid #d1d5db;
  }

  .chob-journal-table th,
  .chob-journal-table td {
    border: 1px solid #d1d5db;
    padding: 12px 16px;
    text-align: center;
    vertical-align: middle;
    line-height: 1.6;
    font-size: 16px;
  }

  .chob-journal-table thead th {
    background: #f3f4f6;
    font-weight: 700;
  }

  .chob-journal-table tbody td {
    background: #ffffff;
  }

  .chob-journal-table tbody th {
    background: #fafafa;
    font-weight: 700;
  }

  @media (max-width: 768px) {
    .chob-journal-table {
      min-width: 680px;
    }

    .chob-journal-table th,
    .chob-journal-table td {
      padding: 10px 12px;
      font-size: 15px;
    }
  }
</style>

<div class="chob-journal-table-wrap">
  <table class="chob-journal-table">
    <thead>
      <tr>
        <th>หัวข้อ</th>
        <th>สมุดบัญชีแยกประเภททั่วไป</th>
        <th>สมุดบัญชีแยกประเภทย่อย</th>
      </tr>
    </thead>
    <tbody>
      <tr>
        <th>ลักษณะข้อมูล</th>
        <td>แสดงยอดรวมของบัญชีหลัก</td>
        <td>แสดงรายละเอียดแยกตามรายการย่อย</td>
      </tr>
      <tr>
        <th>จุดประสงค์</th>
        <td>ใช้ดูภาพรวมของบัญชี</td>
        <td>ใช้ตรวจสอบรายละเอียดของบัญชี</td>
      </tr>
      <tr>
        <th>ความละเอียด</th>
        <td>ระดับบัญชีหลัก</td>
        <td>ระดับรายบุคคล รายบริษัท หรือรายสินค้า</td>
      </tr>
      <tr>
        <th>การใช้งาน</th>
        <td>ใช้สรุปยอดบัญชี</td>
        <td>ใช้ตรวจสอบและควบคุมรายละเอียด</td>
      </tr>
    </tbody>
  </table>
</div>



<p class="wp-block-paragraph">สรุปง่าย ๆ คือ สมุดบัญชีแยกประเภททั่วไปใช้ดูยอดรวม ส่วนสมุดบัญชีแยกประเภทย่อยใช้ดูรายละเอียดของยอดรวมนั้นนั่นเองค่ะ ทั้งสองส่วนจึงต้องสัมพันธ์กัน หากยอดรวมในสมุดบัญชีแยกประเภทย่อยไม่ตรงกับยอดในบัญชีคุมยอด อาจแสดงว่ามีการบันทึกบัญชีไม่ถูกต้อง หรือมีบางรายการตกหล่น</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">สมุดบัญชีแยกประเภทย่อยที่พบบ่อย</h2>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">1. <strong>สมุดบัญชีแยกประเภทย่อยลูกหนี้</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อมูลที่มักบันทึก เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ชื่อลูกหนี้หรือลูกค้า</li>



<li>วันที่เกิดรายการขายเชื่อ</li>



<li>เลขที่เอกสารหรือใบแจ้งหนี้</li>



<li>ยอดขายเชื่อ</li>



<li>ยอดรับชำระ</li>



<li>ยอดคงเหลือของลูกหนี้แต่ละราย</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ตัวอย่าง บัญชีย่อยลูกหนี้การค้า</strong><br>ในสมุดบัญชีแยกประเภททั่วไป จะมีบัญชีลูกหนี้การค้า 1 ก้อน (เช่น มียอดรวม 50,000 บาท) กิจการจึงต้องจัดทำบัญชีแยกประเภทย่อยเพื่อแยกดูว่า ยอดรวมนั้นมาจากลูกหนี้แต่ละรายเป็นเงินเท่าไร</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>บัญชีควบคุม: ลูกหนี้การค้า</strong></p>



<style>
  .chob-journal-table-wrap {
    width: 100%;
    overflow-x: auto;
    margin: 24px 0;
  }

  .chob-journal-table {
    width: 100%;
    min-width: 680px;
    border-collapse: collapse;
    font-family: inherit;
    background: #ffffff;
    color: #111827;
    border: 1px solid #d1d5db;
  }

  .chob-journal-table th,
  .chob-journal-table td {
    border: 1px solid #d1d5db;
    padding: 12px 16px;
    text-align: center;
    vertical-align: middle;
    line-height: 1.6;
    font-size: 16px;
  }

  .chob-journal-table thead th {
    background: #f3f4f6;
    font-weight: 700;
  }

  .chob-journal-table tbody td {
    background: #ffffff;
  }

  .chob-journal-table tfoot th,
  .chob-journal-table tfoot td {
    background: #fafafa;
    font-weight: 700;
  }

  @media (max-width: 768px) {
    .chob-journal-table {
      min-width: 640px;
    }

    .chob-journal-table th,
    .chob-journal-table td {
      padding: 10px 12px;
      font-size: 15px;
    }
  }
</style>

<div class="chob-journal-table-wrap">
  <table class="chob-journal-table">
    <thead>
      <tr>
        <th>วันที่</th>
        <th>รายการ</th>
        <th>เดบิต</th>
        <th>เครดิต</th>
        <th>ยอดคงเหลือ</th>
      </tr>
    </thead>
    <tbody>
      <tr>
        <td>1 มิ.ย.</td>
        <td>ขายสินค้าให้ บจก. A</td>
        <td>20,000</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>20,000</td>
      </tr>
      <tr>
        <td>5 มิ.ย.</td>
        <td>ขายสินค้าให้ ร้าน B</td>
        <td>30,000</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>50,000</td>
      </tr>
      <tr>
        <td>10 มิ.ย.</td>
        <td>บจก. A ชำระหนี้</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>10,000</td>
        <td>40,000</td>
      </tr>
    </tbody>
    <tfoot>
      <tr>
        <th>รวม</th>
        <td></td>
        <td>50,000</td>
        <td>10,000</td>
        <td>40,000</td>
      </tr>
    </tfoot>
  </table>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>บัญชีแยกประเภทย่อย: บจก. A</strong></p>



<style>
  .chob-journal-table-wrap {
    width: 100%;
    overflow-x: auto;
    margin: 24px 0;
  }

  .chob-journal-table {
    width: 100%;
    min-width: 680px;
    border-collapse: collapse;
    font-family: inherit;
    background: #ffffff;
    color: #111827;
    border: 1px solid #d1d5db;
  }

  .chob-journal-table th,
  .chob-journal-table td {
    border: 1px solid #d1d5db;
    padding: 12px 16px;
    text-align: center;
    vertical-align: middle;
    line-height: 1.6;
    font-size: 16px;
  }

  .chob-journal-table thead th {
    background: #f3f4f6;
    font-weight: 700;
  }

  .chob-journal-table tbody td {
    background: #ffffff;
  }

  @media (max-width: 768px) {
    .chob-journal-table {
      min-width: 640px;
    }

    .chob-journal-table th,
    .chob-journal-table td {
      padding: 10px 12px;
      font-size: 15px;
    }
  }
</style>

<div class="chob-journal-table-wrap">
  <table class="chob-journal-table">
    <thead>
      <tr>
        <th>วันที่</th>
        <th>รายการ</th>
        <th>เดบิต</th>
        <th>เครดิต</th>
        <th>ยอดคงเหลือ</th>
      </tr>
    </thead>
    <tbody>
      <tr>
        <td>1 มิ.ย.</td>
        <td>ขายเชื่อ</td>
        <td>20,000</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>20,000</td>
      </tr>
      <tr>
        <td>10 มิ.ย.</td>
        <td>รับชำระเงิน</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>10,000</td>
        <td>10,000</td>
      </tr>
    </tbody>
  </table>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>บัญชีแยกประเภทย่อย: ร้าน B</strong></p>



<style>
  .chob-journal-table-wrap {
    width: 100%;
    overflow-x: auto;
    margin: 24px 0;
  }

  .chob-journal-table {
    width: 100%;
    min-width: 680px;
    border-collapse: collapse;
    font-family: inherit;
    background: #ffffff;
    color: #111827;
    border: 1px solid #d1d5db;
  }

  .chob-journal-table th,
  .chob-journal-table td {
    border: 1px solid #d1d5db;
    padding: 12px 16px;
    text-align: center;
    vertical-align: middle;
    line-height: 1.6;
    font-size: 16px;
  }

  .chob-journal-table thead th {
    background: #f3f4f6;
    font-weight: 700;
  }

  .chob-journal-table tbody td {
    background: #ffffff;
  }

  @media (max-width: 768px) {
    .chob-journal-table {
      min-width: 640px;
    }

    .chob-journal-table th,
    .chob-journal-table td {
      padding: 10px 12px;
      font-size: 15px;
    }
  }
</style>

<div class="chob-journal-table-wrap">
  <table class="chob-journal-table">
    <thead>
      <tr>
        <th>วันที่</th>
        <th>รายการ</th>
        <th>เดบิต</th>
        <th>เครดิต</th>
        <th>ยอดคงเหลือ</th>
      </tr>
    </thead>
    <tbody>
      <tr>
        <td>5 มิ.ย.</td>
        <td>ขายเชื่อ</td>
        <td>30,000</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>30,000</td>
      </tr>
    </tbody>
  </table>
</div>



<p class="wp-block-paragraph">ยอดรวมของบัญชีย่อยทั้งสองรายรวมกัน คือ 10,000 + 30,000 = 40,000 ซึ่งจะตรงกับยอดคงเหลือของบัญชีลูกหนี้การค้าในสมุดบัญชีแยกประเภททั่วไป</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">2. สมุดบัญชีแยกประเภทย่อยเจ้าหนี้</h3>



<p class="wp-block-paragraph">สมุดบัญชีแยกประเภทย่อยเจ้าหนี้ ใช้บันทึกรายละเอียดของเจ้าหนี้หรือผู้ขายแต่ละราย เหมาะสำหรับกิจการที่มีการซื้อเชื่อจากซัพพลายเออร์หลายราย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อมูลที่มักบันทึก เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ชื่อเจ้าหนี้หรือผู้ขาย</li>



<li>วันที่ซื้อสินค้า หรือรับบริการ</li>



<li>เลขที่ใบกำกับภาษีหรือเอกสารซื้อ</li>



<li>ยอดซื้อเชื่อ</li>



<li>ยอดจ่ายชำระ</li>



<li>ยอดเจ้าหนี้คงเหลือ</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ตัวอย่าง บัญชีย่อยเจ้าหนี้การค้า</strong><br>กิจการต้องทำบัญชีแยกประเภทย่อยเพื่อจำแนกเงินที่ต้องจ่ายคืนให้กับผู้จัดจำหน่ายแต่ละราย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>บัญชีควบคุม: เจ้าหนี้การค้า</strong></p>



<style>
  .chob-journal-table-wrap {
    width: 100%;
    overflow-x: auto;
    margin: 24px 0;
  }

  .chob-journal-table {
    width: 100%;
    min-width: 680px;
    border-collapse: collapse;
    font-family: inherit;
    background: #ffffff;
    color: #111827;
    border: 1px solid #d1d5db;
  }

  .chob-journal-table th,
  .chob-journal-table td {
    border: 1px solid #d1d5db;
    padding: 12px 16px;
    text-align: center;
    vertical-align: middle;
    line-height: 1.6;
    font-size: 16px;
  }

  .chob-journal-table thead th {
    background: #f3f4f6;
    font-weight: 700;
  }

  .chob-journal-table tbody td {
    background: #ffffff;
  }

  .chob-journal-table tfoot th,
  .chob-journal-table tfoot td {
    background: #fafafa;
    font-weight: 700;
  }

  @media (max-width: 768px) {
    .chob-journal-table {
      min-width: 640px;
    }

    .chob-journal-table th,
    .chob-journal-table td {
      padding: 10px 12px;
      font-size: 15px;
    }
  }
</style>

<div class="chob-journal-table-wrap">
  <table class="chob-journal-table">
    <thead>
      <tr>
        <th>วันที่</th>
        <th>รายการ</th>
        <th>เดบิต</th>
        <th>เครดิต</th>
        <th>ยอดคงเหลือ</th>
      </tr>
    </thead>
    <tbody>
      <tr>
        <td>3 มิ.ย.</td>
        <td>ซื้อวัตถุดิบจาก<br>บจก. ก.</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>15,000</td>
        <td>15,000</td>
      </tr>
      <tr>
        <td>8 มิ.ย.</td>
        <td>ซื้อวัตถุดิบจาก<br>บจก. ข.</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>25,000</td>
        <td>40,000</td>
      </tr>
      <tr>
        <td>12 มิ.ย.</td>
        <td>จ่ายชำระหนี้ บจก.<br>ก.</td>
        <td>10,000</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>30,000</td>
      </tr>
    </tbody>
    <tfoot>
      <tr>
        <th>รวม</th>
        <td></td>
        <td>10,000</td>
        <td>40,000</td>
        <td>30,000</td>
      </tr>
    </tfoot>
  </table>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>บัญชีแยกประเภทย่อย: บจก. ก.</strong></p>



<style>
  .chob-journal-table-wrap {
    width: 100%;
    overflow-x: auto;
    margin: 24px 0;
  }

  .chob-journal-table {
    width: 100%;
    min-width: 680px;
    border-collapse: collapse;
    font-family: inherit;
    background: #ffffff;
    color: #111827;
    border: 1px solid #d1d5db;
  }

  .chob-journal-table th,
  .chob-journal-table td {
    border: 1px solid #d1d5db;
    padding: 12px 16px;
    text-align: center;
    vertical-align: middle;
    line-height: 1.6;
    font-size: 16px;
  }

  .chob-journal-table thead th {
    background: #f3f4f6;
    font-weight: 700;
  }

  .chob-journal-table tbody td {
    background: #ffffff;
  }

  @media (max-width: 768px) {
    .chob-journal-table {
      min-width: 640px;
    }

    .chob-journal-table th,
    .chob-journal-table td {
      padding: 10px 12px;
      font-size: 15px;
    }
  }
</style>

<div class="chob-journal-table-wrap">
  <table class="chob-journal-table">
    <thead>
      <tr>
        <th>วันที่</th>
        <th>รายการ</th>
        <th>เดบิต</th>
        <th>เครดิต</th>
        <th>ยอดคงเหลือ</th>
      </tr>
    </thead>
    <tbody>
      <tr>
        <td>3 มิ.ย.</td>
        <td>ซื้อวัตถุดิบจาก<br>บจก. ก.</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>15,000</td>
        <td>15,000</td>
      </tr>
      <tr>
        <td>12 มิ.ย.</td>
        <td>จ่ายชำระหนี้ บจก.<br>ก.</td>
        <td>10,000</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>5,000</td>
      </tr>
    </tbody>
  </table>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>บัญชีแยกประเภทย่อย: บจก. ข.</strong></p>



<style>
  .chob-journal-table-wrap {
    width: 100%;
    overflow-x: auto;
    margin: 24px 0;
  }

  .chob-journal-table {
    width: 100%;
    min-width: 680px;
    border-collapse: collapse;
    font-family: inherit;
    background: #ffffff;
    color: #111827;
    border: 1px solid #d1d5db;
  }

  .chob-journal-table th,
  .chob-journal-table td {
    border: 1px solid #d1d5db;
    padding: 12px 16px;
    text-align: center;
    vertical-align: middle;
    line-height: 1.6;
    font-size: 16px;
  }

  .chob-journal-table thead th {
    background: #f3f4f6;
    font-weight: 700;
  }

  .chob-journal-table tbody td {
    background: #ffffff;
  }

  @media (max-width: 768px) {
    .chob-journal-table {
      min-width: 640px;
    }

    .chob-journal-table th,
    .chob-journal-table td {
      padding: 10px 12px;
      font-size: 15px;
    }
  }
</style>

<div class="chob-journal-table-wrap">
  <table class="chob-journal-table">
    <thead>
      <tr>
        <th>วันที่</th>
        <th>รายการ</th>
        <th>เดบิต</th>
        <th>เครดิต</th>
        <th>ยอดคงเหลือ</th>
      </tr>
    </thead>
    <tbody>
      <tr>
        <td>8 มิ.ย.</td>
        <td>ซื้อเชื่อ</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>25,000</td>
        <td>25,000</td>
      </tr>
    </tbody>
  </table>
</div>



<p class="wp-block-paragraph">สมุดบัญชีแยกประเภทย่อยเจ้าหนี้ช่วยให้กิจการรู้ว่า ยังมีหนี้ค้างจ่ายกับผู้ขายรายใดบ้าง ต้องชำระเมื่อไร และมียอดค้างชำระเท่าไร</p>



<h3 class="wp-block-heading" style="padding-top:10px;padding-bottom:10px;font-size:22px;font-style:normal;font-weight:700">3. สมุดบัญชีแยกประเภทย่อยสินค้า</h3>



<p class="wp-block-paragraph">สมุดบัญชีแยกประเภทย่อยสินค้า ใช้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าของธุรกิจแต่ละรายการ เหมาะสำหรับกิจการที่มีสินค้าหลายประเภท หลายรุ่น หรือมีการรับเข้าและจ่ายออกของสินค้าเป็นประจำ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ตัวอย่าง บัญชีย่อยสินค้า</strong><br>บัญชีแยกประเภทย่อยสินค้าคงเหลือ โดยใช้รูปแบบตารางบัญชีควบคุมและบัญชีแยกประเภทย่อยตามที่คุณต้องการครับ ในกรณีนี้จะใช้วิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average) ในการคำนวณต้นทุนสินค้าคงเหลือ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>บัญชีควบคุม: สินค้าคงเหลือ</strong></p>



<style>
  .chob-journal-table-wrap {
    width: 100%;
    overflow-x: auto;
    margin: 24px 0;
  }

  .chob-journal-table {
    width: 100%;
    min-width: 680px;
    border-collapse: collapse;
    font-family: inherit;
    background: #ffffff;
    color: #111827;
    border: 1px solid #d1d5db;
  }

  .chob-journal-table th,
  .chob-journal-table td {
    border: 1px solid #d1d5db;
    padding: 12px 16px;
    text-align: center;
    vertical-align: middle;
    line-height: 1.6;
    font-size: 16px;
  }

  .chob-journal-table thead th {
    background: #f3f4f6;
    font-weight: 700;
  }

  .chob-journal-table tbody td {
    background: #ffffff;
  }

  .chob-journal-table tfoot th,
  .chob-journal-table tfoot td {
    background: #fafafa;
    font-weight: 700;
  }

  @media (max-width: 768px) {
    .chob-journal-table {
      min-width: 640px;
    }

    .chob-journal-table th,
    .chob-journal-table td {
      padding: 10px 12px;
      font-size: 15px;
    }
  }
</style>

<div class="chob-journal-table-wrap">
  <table class="chob-journal-table">
    <thead>
      <tr>
        <th>วันที่</th>
        <th>รายการ</th>
        <th>เดบิต</th>
        <th>เครดิต</th>
        <th>ยอดคงเหลือ</th>
      </tr>
    </thead>
    <tbody>
      <tr>
        <td>1 มิ.ย.</td>
        <td>ยอดรวมยกมา<br>(สินค้าทุกชนิด)</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>100,000</td>
      </tr>
      <tr>
        <td>8 มิ.ย.</td>
        <td>ซื้อเก้าอี้สำนักงาน<br>(บจก. ก)</td>
        <td>44,000</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>140,000</td>
      </tr>
      <tr>
        <td>12 มิ.ย.</td>
        <td>ซื้อโต๊ะทำงาน<br>(บจก. ข)</td>
        <td>50,000</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>194,000</td>
      </tr>
      <tr>
        <td></td>
        <td>ขายเก้าอี้สำนักงานให้ลูกค้า</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>31,000</td>
        <td>163,000</td>
      </tr>
    </tbody>
    <tfoot>
      <tr>
        <th>รวม</th>
        <td></td>
        <td>94,000</td>
        <td>31,000</td>
        <td>163,000</td>
      </tr>
    </tfoot>
  </table>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>บัญชีแยกประเภทย่อย: เก้าอี้สำนักงาน (รุ่น xxxxxx-01)</strong></p>



<style>
  .chob-journal-table-wrap {
    width: 100%;
    overflow-x: auto;
    margin: 24px 0;
  }

  .chob-journal-table {
    width: 100%;
    min-width: 680px;
    border-collapse: collapse;
    font-family: inherit;
    background: #ffffff;
    color: #111827;
    border: 1px solid #d1d5db;
  }

  .chob-journal-table th,
  .chob-journal-table td {
    border: 1px solid #d1d5db;
    padding: 12px 16px;
    text-align: center;
    vertical-align: middle;
    line-height: 1.6;
    font-size: 16px;
  }

  .chob-journal-table thead th {
    background: #f3f4f6;
    font-weight: 700;
  }

  .chob-journal-table tbody td {
    background: #ffffff;
  }

  @media (max-width: 768px) {
    .chob-journal-table {
      min-width: 640px;
    }

    .chob-journal-table th,
    .chob-journal-table td {
      padding: 10px 12px;
      font-size: 15px;
    }
  }
</style>

<div class="chob-journal-table-wrap">
  <table class="chob-journal-table">
    <thead>
      <tr>
        <th>วันที่</th>
        <th>รายการ</th>
        <th>เดบิต</th>
        <th>เครดิต</th>
        <th>ยอดคงเหลือ</th>
      </tr>
    </thead>
    <tbody>
      <tr>
        <td>1 มิ.ย.</td>
        <td>ยอดยกมา (10 ตัว<br>ตัวละ 2,000)</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>20,000</td>
      </tr>
      <tr>
        <td>5 มิ.ย.</td>
        <td>ซื้อสินค้าเพิ่ม (20<br>ตัว ตัวละ 2,200)</td>
        <td>44,000</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>64,000</td>
      </tr>
      <tr>
        <td>12 มิ.ย.</td>
        <td>ขายสินค้าออก<br>(15 ตัว ต้นทุนถัว<br>เฉลี่ย ตัวละ<br>2,133.33)</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>32,000</td>
        <td>32,000</td>
      </tr>
    </tbody>
  </table>
</div>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>บัญชีแยกประเภทย่อย: โต๊ะทำงาน (รุ่น xxx-4561)</strong></p>



<style>
  .chob-journal-table-wrap {
    width: 100%;
    overflow-x: auto;
    margin: 24px 0;
  }

  .chob-journal-table {
    width: 100%;
    min-width: 680px;
    border-collapse: collapse;
    font-family: inherit;
    background: #ffffff;
    color: #111827;
    border: 1px solid #d1d5db;
  }

  .chob-journal-table th,
  .chob-journal-table td {
    border: 1px solid #d1d5db;
    padding: 12px 16px;
    text-align: center;
    vertical-align: middle;
    line-height: 1.6;
    font-size: 16px;
  }

  .chob-journal-table thead th {
    background: #f3f4f6;
    font-weight: 700;
  }

  .chob-journal-table tbody td {
    background: #ffffff;
  }

  @media (max-width: 768px) {
    .chob-journal-table {
      min-width: 640px;
    }

    .chob-journal-table th,
    .chob-journal-table td {
      padding: 10px 12px;
      font-size: 15px;
    }
  }
</style>

<div class="chob-journal-table-wrap">
  <table class="chob-journal-table">
    <thead>
      <tr>
        <th>วันที่</th>
        <th>รายการ</th>
        <th>เดบิต</th>
        <th>เครดิต</th>
        <th>ยอดคงเหลือ</th>
      </tr>
    </thead>
    <tbody>
      <tr>
        <td>1 มิ.ย.</td>
        <td>ยอดยกมา (10 ตัว<br>ตัวละ 8,000)</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>80,000</td>
      </tr>
      <tr>
        <td>8 มิ.ย.</td>
        <td>ซื้อสินค้าเพิ่ม (5<br>ตัว ตัวละ 10,000)</td>
        <td>50,000</td>
        <td>&#8211;</td>
        <td>130,000</td>
      </tr>
    </tbody>
  </table>
</div>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อสิ้นงวด (ณ วันที่ 12 มิ.ย.) ยอดคงเหลือในบัญชีแยกประเภทย่อยสินค้าทุกชนิดรวมกัน จะต้องเท่ากับยอดคงเหลือในบัญชีควบคุมสินค้าคงเหลือเสมอ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ยอดคงเหลือ เก้าอี้สำนักงาน = 32,000 บาท</li>



<li>ยอดคงเหลือ โต๊ะทำงาน = 130,000 บาท</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">รวมยอดบัญชีย่อย = 32,000 + 130,000 = 162,000 บาท (ใกล้เคียงยอดควบคุม 163,000 บาทในตารางแรก เนื่องจากมีส่วนต่างจากการปัดเศษทศนิยมในการคำนวณต้นทุนถัวเฉลี่ย)</p>



<p class="wp-block-paragraph">สมุดบัญชีแยกประเภทย่อยสินค้าช่วยให้กิจการรู้ว่าสินค้าแต่ละรายการมีความเคลื่อนไหวอย่างไร เหลืออยู่เท่าไร และควรสั่งซื้อเพิ่มเมื่อใด</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับธุรกิจค้าขายหรือธุรกิจที่มีการสต็อกสินค้า การมีข้อมูลสินค้าที่ละเอียดจะช่วยลดปัญหาสินค้าขาด สินค้าเกิน หรือข้อมูลสินค้าคงเหลือไม่ตรงกับความเป็นจริง</p>



<figure class="wp-block-image aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" width="960" height="540" src="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/chob-5.webp" alt="" class="wp-image-18999" style="width:1100px" srcset="https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/chob-5.webp 960w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/chob-5-300x169.webp 300w, https://chobaccountingonline.co.th/wp-content/uploads/2026/06/chob-5-768x432.webp 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">ธุรกิจแบบไหน ควรมีสมุดบัญชีแยกประเภทย่อย</h2>



<p class="wp-block-paragraph">โดยทั่วไป ธุรกิจที่มีรายการบัญชีจำนวนมาก หรือมีข้อมูลที่ต้องแยกเป็นรายตัว ควรมีสมุดบัญชีแยกประเภทย่อยเพื่อช่วยในการจัดการข้อมูลให้เป็นระบบ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ธุรกิจที่มีลูกค้าซื้อเชื่อหลายราย</li>



<li>ธุรกิจที่มีเจ้าหนี้หรือซัพพลายเออร์หลายเจ้า</li>



<li>ธุรกิจค้าขายที่มีสินค้าหลายรายการ</li>



<li>ธุรกิจที่มีการรับเงินและจ่ายเงินเป็นประจำ</li>



<li>ธุรกิจที่ต้องการตรวจสอบข้อมูลบัญชีอย่างละเอียด</li>



<li>ธุรกิจที่ต้องการลดปัญหายอดบัญชีไม่ตรงกัน</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวอย่างเช่น ร้านค้าส่งที่ขายสินค้าให้ลูกค้าหลายรายแบบให้เครดิต หากไม่มีสมุดบัญชีแยกประเภทย่อยลูกหนี้ อาจทำให้ติดตามยอดค้างชำระได้ยาก และเสี่ยงต่อการลืมเรียกเก็บเงิน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในทางกลับกัน หากธุรกิจมีรายการบัญชีน้อยมาก เช่น ขายสินค้าเป็นเงินสดทั้งหมด ไม่มีลูกหนี้ ไม่มีเจ้าหนี้ และไม่มีสินค้าหลายรายการ อาจไม่จำเป็นต้องแยกรายละเอียดมากเท่าธุรกิจที่มีรายการซับซ้อน</p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต มีรายการซื้อขายมากขึ้น หรือเริ่มมีลูกหนี้ เจ้าหนี้ และสินค้าเพิ่มขึ้น การจัดทำสมุดบัญชีแยกประเภทย่อยจะช่วยให้ระบบบัญชีเป็นระเบียบและตรวจสอบได้ง่ายกว่าเดิมค่ะ</p>



<h2 class="wp-block-heading" style="padding-top:20px;padding-bottom:10px;font-size:26px;font-style:normal;font-weight:700">สรุป</h2>



<p class="wp-block-paragraph">สมุดบัญชีแยกประเภทย่อย คือสมุดบัญชีที่ใช้บันทึกรายละเอียดของบัญชีหลัก เช่น ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และสินค้า โดยช่วยแยกข้อมูลจากยอดรวมให้เห็นรายละเอียดมากขึ้น ทำให้ตรวจสอบและควบคุมข้อมูลทางบัญชีได้ง่ายขึ้น สำหรับธุรกิจที่มีรายการซื้อขายจำนวนมาก สมุดบัญชีแยกประเภทย่อยมีความสำคัญมาก เพราะช่วยลดความผิดพลาดในการบันทึกบัญชี ช่วยติดตามยอดลูกหนี้และเจ้าหนี้ ช่วยควบคุมสินค้า และช่วยให้การปิดบัญชีเป็นระบบมากขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">สรุปง่าย ๆ คือ หากบัญชีคุมยอดช่วยให้ธุรกิจเห็นภาพรวม สมุดบัญชีแยกประเภทย่อยก็จะช่วยให้เห็นรายละเอียดที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ข้อมูลบัญชีถูกต้อง ตรวจสอบได้ และนำไปใช้ตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมั่นใจ</p>



<p class="wp-block-paragraph">อ้างอิง:</p>



<ol class="wp-block-list has-link-color wp-elements-183">
<li><a href="https://www.investopedia.com/terms/a/accounts-receivable-subsidiary-ledger.asp" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Accounts Receivable Subsidiary Ledger: Definition and Purpose &#8211; Investopedia</a></li>



<li><a href="https://learn.microsoft.com/th-th/dynamics365/finance/general-ledger/ledger-subledger" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Overview of General Ledger and Subsidiary Ledgers &#8211; Microsoft</a></li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://chobaccountingonline.co.th/what-is-subsidiary-ledger/">สมุดบัญชีแยกประเภทย่อย คืออะไร ? มีกี่ประเภท ใช้ทำอะไรในงานบัญชี</a> appeared first on <a href="https://chobaccountingonline.co.th">Chob Accounting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
