RBA คืออะไร ? ระบบประเมินความเสี่ยงของสรรพากรที่ธุรกิจควรรู้

RBA คืออะไร ? ระบบประเมินความเสี่ยงของสรรพากรที่ธุรกิจควรรู้

เมื่อพูดถึงการตรวจสอบภาษี เจ้าของธุรกิจหลายคนอาจนึกถึงการถูกเรียกตรวจสอบเอกสารจากเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่ปัจจุบันกรมสรรพากรมีการนำข้อมูลของผู้เสียภาษีจากหลายด้านมาประกอบการประเมินความเสี่ยงมากขึ้น หนึ่งในแนวทางที่มักถูกพูดถึงคือ RBA หรือ Risk Based Audit ซึ่งช่วยให้การคัดกรองและตรวจสอบภาษีมีเป้าหมายมากขึ้น

ระบบ RBA ของกรมสรรพากร คืออะไร ?

Risk Based Audit หรือ RBA คือ ระบบคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กรมสรรพากรใช้ประเมินและคัดกรองความเสี่ยงของผู้เสียภาษี เพื่อเลือกธุรกิจหรือบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงในการหลบเลี่ยงภาษีเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบภาษีแบบเจาะลึก โดยไม่ต้องตรวจสอบทุกรายในทางปฏิบัติ

ในเอกสารของกรมสรรพากรเกี่ยวกับ RBA มีการแสดงกระบวนการตั้งแต่การนำข้อมูลเข้าสู่การวิเคราะห์ การประเมินประเด็นความเสี่ยง การจำแนกผู้เสียภาษี หรือ Taxpayer Classification ไปจนถึงการเลือก Tax Audit Tool ที่เหมาะกับระดับความเสี่ยงนั้น

ลองนึกภาพง่าย ๆ ว่า บริษัท A และบริษัท B อาจมีขนาดใกล้เคียงกัน และอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่ข้อมูลทางบัญชี ประวัติการยื่นแบบ และลักษณะข้อมูลของทั้งสองบริษัทอาจแตกต่างกัน การประเมินโดยใช้ความเสี่ยงจึงช่วยให้สามารถพิจารณาแต่ละกรณีได้เหมาะสมมากขึ้น

ทำไมกรมสรรพากรถึงนำระบบ Risk Based Audit มาใช้ ?

เหตุผลสำคัญของแนวคิด Risk Based Audit คือการใช้ข้อมูลช่วยให้กระบวนการกำกับ และตรวจสอบภาษีมีเป้าหมายมากขึ้น แทนที่จะใช้ทรัพยากรในการตรวจสอบทุกกิจการด้วยวิธีเดียวกัน ระบบสามารถนำข้อมูลที่มีอยู่มาช่วยพิจารณาก่อนว่า ผู้เสียภาษีแต่ละรายมีลักษณะ หรือประเด็นใดที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ

สำหรับเจ้าของธุรกิจ สิ่งที่ควรสนใจจึงไม่ใช่การพยายามคาดเดาว่าต้องทำอย่างไรถึงจะไม่ถูกตรวจสอบโดยระบบ RBA แต่ควรกลับมาถามว่าข้อมูลที่ธุรกิจยื่นออกไปแต่ละส่วน สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของกิจการหรือไม่

เพราะต่อให้ไม่รู้รายละเอียดเกณฑ์ภายในทั้งหมด การมีข้อมูลบัญชี และภาษีที่ถูกต้อง ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีเอกสารรองรับ ก็เป็นพื้นฐานสำคัญของการบริหารความเสี่ยงทางภาษีอยู่แล้ว

การทำงานของระบบ RBA

ระบบ RBA ของสรรพากรทำงานอย่างไร ?

1. รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียภาษี

ขั้นแรกคือการนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียภาษีมาประกอบกัน เพื่อให้เห็นภาพของกิจการมากกว่าการตรวจสอบข้อมูลเพียงจุดเดียว เช่น

เมื่อข้อมูลหลายส่วนถูกนำมาพิจารณาร่วมกัน ก็จะช่วยทำให้เห็นความสอดคล้อง หรือประเด็นที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมได้มากกว่าการตรวจสอบเอกสารแยกเป็นรายฉบับ

2. วิเคราะห์และประเมินประเด็นความเสี่ยง

เมื่อมีข้อมูลแล้ว ขั้นต่อมาคือการวิเคราะห์ว่ามีประเด็นใดที่อาจมีความเสี่ยง หรือควรได้รับการพิจารณาเพิ่มเติม

จุดนี้เจ้าของธุรกิจควรระวังการตีความว่ามีสูตรลับ เพียงชุดเดียวที่สามารถนำมาเช็กได้เองแล้วรู้ทันทีว่าจะถูกตรวจสอบหรือไม่ เพราะรายละเอียดภายในของ RBA ไม่ได้เปิดเผยทั้งหมดต่อสาธารณะ และแนวทางการกำกับตรวจสอบสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามข้อมูล และนโยบายในแต่ละช่วงเวลา

สิ่งที่ทำได้จริงมากกว่าคือกลับมาตรวจสอบความถูกต้อง ความสมเหตุสมผล และความสอดคล้องของข้อมูลธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่กิจการควรทำอยู่แล้วไม่ว่าจะมี RBA หรือไม่ก็ตาม

3. จำแนกความเสี่ยงของผู้เสียภาษี

หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลแล้ว กรอบการทำงานของระบบ RBA ที่กรมสรรพากรเผยแพร่แสดงถึงการทำ Taxpayer Classification หรือการจำแนกผู้เสียภาษีตามระดับความเสี่ยง

ประเด็นสำคัญคือ การจำแนกความเสี่ยงมีหน้าที่ช่วยในการบริหารการตรวจสอบ ไม่ควรนำไปตีความทันทีว่าผู้เสียภาษีที่มีความเสี่ยงสูงเท่ากับเป็นผู้กระทำผิด เพราะความเสี่ยงกับการพิสูจน์ว่ามีความผิดเป็นคนละเรื่องกันค่ะ

4. เลือกแนวทางหรือเครื่องมือตรวจสอบให้เหมาะสม

เมื่อทราบระดับความเสี่ยงแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนเลือกแนวทางหรือ Tax Audit Tool ที่เหมาะสม โดยมีทั้งแนวทางด้านการให้ความรู้ การป้องกัน การตรวจสอบ และการบังคับใช้ที่แตกต่างกันไปตามลักษณะของผู้เสียภาษีและประเด็นที่พบ

จึงสามารถมองเป็นภาพรวมการทำงานของระบบ RBA ได้ว่า

1. ข้อมูลของผู้เสียภาษี
2. วิเคราะห์ประเด็นความเสี่ยง
3. จำแนกระดับความเสี่ยง
4. เลือกวิธีดำเนินการที่เหมาะสม

เจ้าของธุรกิจควรเตรียมตัวอย่างไรเกี่ยวกับระบบ RBA ?

แนวทางที่ดีที่สุดในการรับมือกับความเสี่ยงทางภาษี ไม่ใช่รอให้มีหนังสือจากสรรพากรแล้วค่อยเริ่มจัดเอกสาร แต่คือการดูแลข้อมูลของธุรกิจให้เรียบร้อยตั้งแต่กระบวนการทำงานในแต่ละเดือน

1. ตรวจว่าบัญชีสะท้อนธุรกิจจริง

เริ่มจากคำถามง่ายที่สุดว่าสิ่งที่อยู่ในบัญชี ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในธุรกิจหรือไม่

ยกตัวอย่างเช่น หากกิจการมีเงินสด 500,000 บาทในบัญชี แต่ตรวจแล้วไม่มีเงินจริง หรือมีลูกหนี้ค้างจำนวนมากแต่ไม่ทราบว่าเป็นลูกค้ารายใด สิ่งเหล่านี้ควรได้รับการตรวจสอบและหาสาเหตุ

2. กระทบยอดข้อมูลบัญชีกับแบบภาษีเป็นประจำ

ไม่ควรรอถึงปลายปีแล้วค่อยนำตัวเลขทุกอย่างมาเทียบกันทีเดียว ธุรกิจควรตรวจความสัมพันธ์ของข้อมูลเป็นระยะ เช่น

การตรวจสอบเป็นประจำจะทำให้พบเห็นความผิดปกติได้รวดเร็ว และตรวจสอบย้อนกลับได้ง่ายกว่าการปล่อยให้เกิดปัญหาสะสมเป็นระยะเวลานาน

3. เก็บเอกสารและหลักฐานของรายการสำคัญให้ครบ

ตัวเลขในบัญชีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถอธิบายได้ว่ารายการนั้นเกิดจากอะไร จึงต้องจัดเก็บเอกสารให้เป็นระบบ และสามารถค้นหาได้เมื่อต้องการ เช่น

4. ตรวจรายการผิดปกติก่อนยื่นภาษีและปิดงบ

  • รายได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงแบบผิดปกติ
  • รายจ่ายบางประเภทสูงผิดปกติ
  • สินค้าคงเหลือจำนวนมาก
  • ลูกหนี้ค้างนาน
  • เงินสดสูงผิดปกติ
  • มีรายการกับกรรมการจำนวนมาก

การพบตัวเลขผิดปกติไม่ได้หมายความว่ารายการนั้นผิด แต่เป็นสัญญาณว่าควรเข้าใจสาเหตุให้ได้ก่อนยื่นข้อมูลออกไป

5. พบข้อผิดพลาดควรแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ

สิ่งที่อันตรายกว่าการพบข้อผิดพลาด คือพบแล้วปล่อยไว้เพราะคิดว่าเดี๋ยวค่อยแก้ไขตอนปิดงบ ยิ่งพบปัญหาเร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสตรวจสอบที่มา และวางแนวทางแก้ไขได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

สรุป RBA เรื่องที่เจ้าของธุรกิจควรรู้

RBA หรือ Risk Based Audit เป็นแนวทางที่นำข้อมูลและความเสี่ยงมาใช้ประกอบการจำแนกผู้เสียภาษีและเลือกแนวทางตรวจสอบที่เหมาะสม โดยกรอบที่กรมสรรพากรเคยเผยแพร่แสดงให้เห็นถึงการใช้ข้อมูลหลายด้าน เช่น งบการเงิน แบบแสดงรายการ ประวัติการตรวจและประเมินสถานะ รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชี

แต่สิ่งสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจไม่ใช่การพยายามหาคำตอบว่าต้องทำอย่างไรถึงจะไม่ถูกตรวจสอบโดยระบบ RBA

สิ่งที่ควรถามมากกว่าคือ วันนี้ข้อมูลบัญชีและภาษีของธุรกิจเราถูกต้อง สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และมีหลักฐานรองรับมากพอหรือยัง เพราะไม่ว่าระบบการตรวจสอบภาษีจะพัฒนาไปในรูปแบบใด การมีรายการบัญชีที่สะท้อนธุรกิจจริง ยื่นภาษีอย่างถูกต้อง และจัดเก็บเอกสารอย่างเป็นระบบ ก็ยังเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น

หลายครั้งปัญหาทางบัญชีไม่ได้เกิดจากการตั้งใจทำผิด แต่อาจเริ่มจากเอกสารที่ตกหล่น การบันทึกรายการไม่ครบ หรือข้อมูลที่ไม่ได้กระทบยอดเป็นเวลานาน จนกลายเป็นปัญหาเมื่อถึงเวลายื่นภาษีหรือปิดงบ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ?

ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ต้องออกยังไงถึงจะถูกต้อง ?

เวลาที่เราไปซื้อของ รับบริการ หรือชำระเงิน สิ่งที่ผู้ขายหรือผู้ให้บริการต้องมอบให้กับผู้จ่ายเงินก็คือ ใบเสร็จรับเงิน หลายคนอาจมองว่าเป็นกระดาษธรรมดา แต่ในความจริงแล้ว ใบเสร็จรับเงิน คือหลักฐานที่ยืนยันว่าได้มีการจ่ายเงินและรับเงินกันจริง หากธุรกิจไม่ออกใบเสร็จให้ลูกค้าอย่างถูกต้อง อาจมีผลทางกฎหมายหรือทำให้เสียความน่าเชื่อถือได้ค่ะ และในบทความ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความรู้จักกับใบเสร็จรับเงิน พร้อมให้คำแนะนำเรื่องการออกใบเสร็จให้ถูกต้องค่ะ ใบเสร็จรับเงิน คืออะไร ? ใบเสร็จรับเงิน (Receipt)

ภาษีย้อนหลัง คืออะไร ?

ภาษีย้อนหลัง คืออะไร ทำยังไงให้ไม่โดนภาษีย้อนหลัง ?

ผู้มีรายได้ หรือผู้ประกอบการหลาย ๆ ท่าน อาจเข้าใจว่าการจัดการภาษีเป็นเพียงแค่การยื่นแบบแสดงรายการประจำปี แต่ในความเป็นจริง หากละเลยหรือไม่จัดการให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น ก็อาจจะนำไปสู่การโดนภาษีย้อนหลัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอีกด้วยค่ะ โดยทางชอบการบัญชี จะขอพาไปดูว่าภาษีย้อนหลัง คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ตรงสอบย้อนหลังได้กี่ปี และต้องวางแผนอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังในอนาคตค่ะ ภาษีย้อนหลัง คืออะไร ? ภาษีย้อนหลัง

กําไรทางบัญชี กําไรทางภาษี คืออะไร ?

กําไรทางบัญชี กําไรทางภาษี คืออะไร ต่างกันยังไง ?

ในการทำธุรกิจ ผู้ประกอบการหลายท่านมักสับสน หรือเข้าใจผิดในเรื่องกำไรทางบัญชี และกำไรทางภาษี ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีความแตกต่างกันมากกว่าที่คิด ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปไขข้อสงสัยในเรื่องกำไรทางบัญชี และกำไรทางภาษี ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร และทำไมผู้ประกอบการถึงต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างละเอียดค่ะ กำไรทางบัญชี คืออะไร ? กำไรทางบัญชี (Accounting Profit) หรือ กำไรสุทธิทางบัญชี  คือ