ธุรกิจใหม่ ควรเริ่มทำบัญชีตอนไหน ?

ธุรกิจใหม่ เริ่มทำบัญชีเมื่อไหร่ดี ?

คำตอบคือ ควรเริ่มบันทึกรายรับ รายจ่าย และเก็บเอกสารตั้งแต่มีรายการทางธุรกิจครั้งแรก ไม่ต้องรอให้ยอดขายสูง ไม่ต้องรอให้ธุรกิจมีกำไร และไม่ต้องรอให้เอกสารเยอะ เพราะการเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่ต้นนั้นง่ายกว่าการย้อนกลับมาไล่หาเอกสารทีหลังมาก ๆ

แต่ก่อนจะไปดูรายละเอียด อยากให้แยก 2 เรื่องนี้ออกจากกันก่อน

1. การบันทึกรายรับรายจ่าย คือการบันทึกว่าเงินเข้าเท่าไร ออกเท่าไร เพื่อให้เจ้าของธุรกิจรู้สถานะทางการเงินของตัวเอง อันนี้ทำได้ตั้งแต่วันแรกที่ทำธุรกิจ ไม่ว่าจะขายของออนไลน์คนเดียว หรือรับงานฟรีแลนซ์ก็ตาม

“คำถามที่เจอบ่อยที่สุดจากเจ้าของธุรกิจใหม่คือ ‘ยังไม่มีรายได้ ต้องทำบัญชีไหม‘ ซึ่งน้ำอยากจะบอกไว้ตรงนี้เลยค่ะว่า จำเป็นต้องทำอย่างยิ่งค่ะ เพราะบัญชีไม่ได้มีไว้เพื่อคำนวณภาษีอย่างเดียว แต่มีไว้เพื่อวิเคราะห์ว่าธุรกิจกำลังดำเนินไปในทิศทางไหน ยิ่งเป็นธุรกิจที่ยังไม่มีรายได้หรือธุรกิจที่มีแต่รายจ่าย ยิ่งเป็นช่วงที่ต้องการข้อมูลมากที่สุดด้วยซ้ำ ในทางปฏิบัติ ลูกค้าที่เริ่มทำบัญชีตั้งแต่วันแรกกับลูกค้าที่เริ่มทำบัญชีตอนใกล้ปิดงบ ใช้เวลาทำงานต่างกันหลายเท่า และคุณภาพของงานก็ต่างกันมากค่ะ”

ควรเริ่มต้นทำบัญชีตอนไหนดี ?

เริ่มทำบัญชี ตอนไหนดี ?

ถ้าถามว่าจุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน จริง ๆ แล้วมีอยู่ 3 จังหวะที่มักใช้เป็นหมุดหมายในการเริ่มต้นทำบัญชี ดังนี้

1. วันแรกที่เริ่มลงทุน

หลายคนคิดว่าต้องเริ่มทำบัญชีในตอนที่ขายของได้ แต่ความจริงแล้ว เงินก้อนแรกที่ควรบันทึกคือเงินที่จ่ายออกไปก่อนจะมีรายได้ด้วยซ้ำ

  • ค่าสินค้าหรือวัตถุดิบล็อตแรก
  • ค่าอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร
  • ค่าตกแต่งร้าน ค่ามัดจำพื้นที่
  • ค่าจดทะเบียน ค่าทำเว็บไซต์ ค่าออกแบบโลโก้
  • ค่าการตลาดช่วงเปิดตัว

ข้อมูลตรงนี้ยังมีประโยชน์ตอนวางแผนภาษีในอนาคตด้วย เพราะค่าใช้จ่ายบางรายการสามารถนำมาเป็นต้นทุน หรือค่าใช้จ่ายของกิจการได้ ถ้ามีเอกสารครบ

2. วันที่เริ่มมีรายได้

3. วันที่มีสถานะเป็นนิติบุคคล

สำหรับบริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า ต้องจัดให้มีการทำบัญชีนับตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

ก่อนทำบัญชี เจ้าของธุรกิจต้องทำอะไรบ้าง ?

สิ่งที่ต้องเตรียมจริง ๆ มีแค่ 3 อย่างนี้ก็เริ่มได้แล้ว

1. แยกบัญชีส่วนตัวออกจากบัญชีของกิจการ

ถ้าใช้บัญชีธนาคารเดียวกันทั้งจ่ายค่าสินค้า รับเงินลูกค้า และใช้จ่ายส่วนตัว พอถึงเวลาสรุปตัวเลข ก็จะต้องมานั่งไล่ดูทีละรายการว่าอันไหนเป็นของกิจการ อันไหนของตัวเอง ซึ่งกินเวลามหาศาลและมักจะทำให้เกิดความสับสน

สิ่งที่ควรทำ มีอยู่ดังนี้

  • เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ
  • ให้ลูกค้าโอนเข้าบัญชีธุรกิจเท่านั้น
  • ชำระค่าใช้จ่ายของธุรกิจจากบัญชีธุรกิจเท่านั้น
  • ถ้าจะถอนเงินไปใช้ส่วนตัว ให้โอนเป็นก้อนแล้วบันทึกไว้ว่าเป็นการถอนเงินของเจ้าของ
  • ถ้าเป็นนิติบุคคล ยิ่งต้องแยกเด็ดขาด เพราะเงินของกิจการกับเงินของกรรมการเป็นคนละกระเป๋ากันตามกฎหมาย

2. เก็บเอกสารสำคัญ

เอกสารคือหลักฐานที่ทำให้ตัวเลขในบัญชีมีน้ำหนัก ถ้าไม่มีเอกสาร ต่อให้จดตัวเลขไว้ครบก็อาจใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีไม่ได้

เอกสารที่ควรเก็บตั้งแต่วันแรก เช่น

เคล็ดลับง่าย ๆ คือ ถ่ายรูปหรือสแกนเก็บไว้ในโฟลเดอร์แล้วแยกตามเดือน โดยตั้งชื่อไฟล์ให้เข้าใจง่าย เช่น “2568-08-ค่าสินค้า-ร้าน A” เพราะใบเสร็จแบบกระดาษมักจะจางจนอ่านไม่ออกภายในไม่กี่เดือน

3. จดบันทึกรายรับรายจ่ายทุกครั้ง

ไม่ต้องรอใช้โปรแกรมบัญชี เพราะเจ้าของกิจการสามารถทำบัญชีเบื้องต้นได้จากการใช้ Google Sheets หรือ Excel โดยมีข้อมูลหลัก ๆ ดังนี้

  • วันที่
  • รายการ
  • ประเภท (รับ/จ่าย)
  • หมวดหมู่
  • จำนวนเงิน
  • เลขที่เอกสาร

แนะนำให้ตั้งเวลาประจำ เช่น ทุกเย็นวันศุกร์ 15 นาที สำหรับลงรายการของสัปดาห์นั้น เพราะการทำสัปดาห์ละครั้งใช้เวลาน้อยกว่าการมานั่งไล่ 6 เดือนย้อนหลังหลายเท่าตัว

เริ่มทำบัญชีช้า จะมีผลต่อกิจการอย่างไร ?

ปัญหาหลักของการเริ่มทำบัญชีช้าไม่ใช่แค่ต้องเสียเวลาเท่านั้น แต่ข้อมูลบางอย่างอาจสูญหายไปเลย จนไม่สามารถตรวจสอบต้นทุน รายได้ หรือเอกสารภาษีได้ครบถ้วน ลองดูว่าสิ่งที่ตามมามีอะไรบ้าง

1. เอกสารรายรับและรายจ่ายตกหล่น ใบเสร็จหาย สลิปโอนหมดอายุในแอปธนาคาร แชทกับลูกค้าถูกลบ พอถึงเวลาต้องใช้จริงกลับหาไม่เจอ และค่าใช้จ่ายที่ไม่มีหลักฐานก็มักจะนำมาคำนวณภาษีไม่ได้
2. เงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจแยกออกจากกันยาก ยิ่งปล่อยไว้นาน รายการยิ่งปนกันจนแยกไม่ออก บางครั้งต้องยอมตัดรายการที่จำไม่ได้ทิ้งไป ซึ่งทำให้ตัวเลขทางบัญชีผิดเพี้ยนทั้งชุด
3. ไม่รู้ต้นทุนและกำไรที่แท้จริง หลายคนดูยอดขายแล้วคิดว่ากำไรดี แต่พอคำนวณต้นทุนครบทั้งค่าสินค้า ค่าส่ง ค่าแพ็ก ค่าโฆษณา ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม กลับพบว่าได้กำไรน้อยมาก หรือสินค้าบางรายการยิ่งขายเยอะยิ่งขาดทุน
4. ตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ยาก เมื่อถูกสอบถามหรือขอเอกสารเพิ่มเติม ธุรกิจที่ไม่มีบันทึกจะพิสูจน์ที่มาของเงินได้ยาก และอาจต้องเสียภาษีมากกว่าที่ควร พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
5. ต้องเสียค่าใช้จ่ายทำบัญชีย้อนหลัง การจ้างทำบัญชีย้อนหลังมักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการทำบัญชีอย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือน เพราะต้องใช้เวลารวบรวมและตรวจสอบเอกสารมากกว่าปกติ ยิ่งย้อนหลังหลายปี ยิ่งทำให้ค่าบริกาสูงขึ้น
6. วางแผนกระแสเงินสดไม่ได้ ธุรกิจที่มีกำไรบนกระดาษแต่เงินสดขาดมือ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยมาก ถ้าไม่มีข้อมูลว่าเงินเข้าออกช่วงไหน ก็คาดการณ์ไม่ได้ว่าเดือนหน้าจะมีเงินมากพอที่จ่ายให้ซัพพลายเออร์หรือจ่ายเงินเดือนพนักงานไหม
7. ตัดสินใจขยายธุรกิจจากข้อมูลที่ไม่ครบ จะเปิดสาขาเพิ่ม จ้างคนเพิ่ม หรือสั่งของล็อตใหญ่ ล้วนต้องใช้ตัวเลขจริงประกอบการตัดสินใจ รวมถึงตอนขอสินเชื่อกับธนาคารหรือคุยกับนักลงทุน ที่มักขอดูงบการเงินย้อนหลังเป็นอย่างแรก

สรุป

ธุรกิจใหม่ควรเริ่มทำบัญชีตั้งแต่มีรายการรับหรือจ่ายครั้งแรก ไม่ควรรอให้ยอดขายสูง เอกสารเยอะ หรือใกล้ถึงเวลายื่นภาษีแล้วจึงค่อยเริ่ม ส่วนบริษัทและห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนต้องจัดให้มีการทำบัญชีนับตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลค่ะ

หากยังไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณต้องเริ่มจากเอกสารอะไร หรือต้องดูแลภาษีแบบไหน การปรึกษาผู้ทำบัญชีตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นจะช่วยให้วางระบบได้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจ และลดภาระการย้อนกลับมาแก้เอกสารในภายหลังค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ใบลดหนี้

ใบลดหนี้ คืออะไร ? ออกอย่างไรให้ถูกต้อง พร้อมตัวอย่าง

เวลาขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว หลายธุรกิจอาจเจอสถานการณ์ที่ต้องลดยอดหนี้ให้ลูกค้าในภายหลัง เช่น ออกใบกำกับภาษีไปแล้ว แต่ภายหลังพบว่าสินค้าบางส่วนถูกส่งคืน มีการให้ส่วนลดเพิ่มเติม หรือคิดราคาสินค้าสูงเกินจริง คำถามที่ตามมาคือ ธุรกิจควรแก้ไขเอกสารอย่างไรให้ถูกต้อง ? คำตอบคือ ต้องออก ใบลดหนี้ เพื่อปรับยอดขาย ยอดหนี้ และภาษีมูลค่าเพิ่มให้ตรงกับความเป็นจริง ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจแบบว่า ใบลดหนี้คืออะไร

10 สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ ก่อนเปิดร้านขายของชำ

การเปิดร้านขายชำขนาดเล็ก หรือร้านขายของทั่วไป ดูเหมือนจะเป็นธุรกิจง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้การวิเคราะห์ข้อมูลอะไรมากมาย แต่ในความเป็นจริงนั้น ร้านขายของชำ คือธุรกิจที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย ไม่ต่างจากธุรกิจอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการ การสต๊อกสินค้า การจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคในพื้นที่ เห็นได้ชัดเลยว่า ไม่ใช่แค่มีเงินเฉย ๆ แล้วคิดจะเปิดก็เปิดได้  ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะขอแนะนำ

การบันทึกบัญชี คืออะไร ?

การบันทึกบัญชี คืออะไร มีหลักในการลงบันทึกบัญชีอย่างไรบ้าง ?

การบันทึกบัญชี คืออะไร ? การบันทึกบัญชี (Bookkeeping) คือ กระบวนการรวบรวม บันทึก จัดหมวดหมู่ และสรุปข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของธุรกิจอย่างเป็นระบบตามหลักการบัญชี เพื่อให้ได้รายงานทางการเงินที่ถูกต้อง สำหรับใช้ในการวิเคราะห์สถานะทางการเงิน ประเมินผลประกอบการ และช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจที่สำคัญ หลักการที่ใช้ในการบันทึกบัญชี แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ หลักการบัญชีเดี่ยว