รายได้ เป็นหนึ่งในรายการทางบัญชีที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ การบันทึกรายได้อย่างถูกต้อง จะส่งผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของงบการเงิน การยื่นภาษี และการตัดสินใจของผู้บริหาร แต่หลายครั้งที่ธุรกิจใหม่มักเข้าใจผิดว่าเงินเข้ามาทุกบาท คือรายการที่ต้องนำมาบันทึกเป็นรายได้ ซึ่งไม่ถูกต้องเสมอไป ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะอธิบายว่า รายได้ คืออะไร มีกี่ประเภท และต้องบันทึกบัญชีอย่างไรให้ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชีค่ะ
รายได้ คืออะไร ?
ในทางบัญชีนั้น รายได้ (Revenue) หมายถึง เงิน หรือประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่กิจการได้รับจากการดำเนินธุรกิจปกติ ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้า การให้บริการ หรือรายได้จากแหล่งอื่นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก ซึ่งต้องเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นจริง และสามารถวัดมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือ
ในทางภาษีนั้น รายได้ หมายถึง เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษี ซึ่งรวมถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคำนวณได้เป็นเงินภาษีอากร หรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 40 และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิ ด้วย
นอกจากนั้นแล้ว มาตฐานการบัญชี ฉบับที่ 18 ได้ให้ความหมายของรายได้เอาไว้ว่า “กระแสรับของประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ (ก่อนหักค่าใช้จ่าย) ในรอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งเกิดจากกิจกรรมตามปกติของกิจการ เมื่อกระแสรับนั้น ส่งผลให้ส่วนของเจ้าของเพิ่มขึ้น โดยที่ไม่รวมเงินทุนที่ได้รับจากผู้มีส่วนร่วมในส่วนของเจ้าของ เช่น รายได้จากการขายสินค้า รายได้จากการให้บริการ รายได้จากดอกเบี้ย รายได้ค่าลิขสิทธิ์ รายได้เงินปันผล เป็นต้น”

รายได้ แบ่งออกเป็นกี่ประเภท ?
รายได้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ตามลักษณะของการดำเนินธุรกิจ ดังนี้
1. รายได้จากการดำเนินการหลัก
รายได้จากการดำเนินการหลัก (Operating Revenue) คือ รายได้ที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจหลักของกิจการ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจ เช่น ร้านขายของจะมีรายได้จากการขายสินค้า บริษัทให้บริการรับทำบัญชีมีรายได้จากการให้บริการด้านบัญชี หรือบริษัทเครื่องสำอางมีรายได้จากการขายลิปสติก เป็นต้น
2. รายได้อื่น
รายได้อื่น (Non-Operating Revenue) คือ รายได้ที่ไม่ได้มาจากการดำเนินธุรกิจหลักของกิจการ แต่เป็นรายได้เสริม หรือรายได้พิเศษ เช่น ดอกเบี้ยจากธนาคาร กำไรจากการขายสินทรัพย์ หรือเงินปันผลจากการลงทุน
เกณฑ์ในการรับรู้รายได้
เกณฑ์ในการรับรู้รายได้ คือ หลักเกณฑ์ที่กำหนดว่ากิจการควรบันทึกรายได้เมื่อใด และเท่าใด โดยต้องเข้าเงื่อนไขสำคัญคือกิจการสามารถวัดมูลค่ารายได้อย่างน่าเชื่อถือ มีแนวโน้มสูงว่าจะได้รับประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ และสามารถวัดความสำเร็จของรายการนั้น ๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะธุรกิจบริการ และธุรกิจรับเหมาที่จะอิงตามความสำเร็จของงาน เช่น บริการเสร็จสิ้น หรือสินทรัพย์ลูกค้าเพิ่ม ขณะที่การขายสินค้าคือเมื่อโอนความเสี่ยง และผลตอบแทนของสินค้าให้ผู้ซื้อแล้ว
โดยทั่วไปสามารถเข้าใจเกณฑ์การรับรู้รายได้แบบง่าย ๆ ได้ดังนี้
1. รับรู้รายได้เมื่อมีการส่งมอบสินค้า/ให้บริการแล้ว หากกิจการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า หรือให้บริการเสร็จสิ้น (หรือเสร็จตามงวดงาน) ถือว่าเกิดรายได้ แม้ลูกค้ายังไม่จ่ายเงินก็ตาม
2. ต้องมีสิทธิเรียกเก็บเงินได้ และตรวจสอบมูลค่าได้ชัดเจน รายได้ควรเป็นจำนวนที่ระบุได้แน่นอน เช่น ตามใบแจ้งหนี้ สัญญา หรือใส่ซื้อ และกิจการมีสิทธิเรียกเก็บจากลูกค้าได้จริง
3. มีความเป็นไปได้สูงที่จะเก็บเงินได้ หากมีความเสี่ยงสูงว่าลูกค้าอาจไม่จ่ายเงิน รายได้อาจต้องพิจารณาการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ หรือรับรู้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์
4. แยกรับเงินออกจากรับรู้รายได้ให้ชัดเจน การรับเงินล่วงหน้า เช่น มัดจำ หรือค่าสมาชิกล่วงหน้า ยังไม่ถือเป็นรายได้ทันที เพราะยังไม่ได้ส่งมอบสินค้า หรือบริการครบถ้วน โดยปกติจะบันทึกเป็นหนี้สิน (รายได้รับล่วงหน้า) ก่อน แล้วจึงรับรู้เป็นรายได้เมื่อให้บริการจริง

การบันทึกบัญชีในหมวดรายได้ ทำอย่างไรถึงจะถูกต้อง ?
รายได้ จัดอยู่ในหมวด 4 ของบัญชี 5 หมวด ต้องลงบันทึกโดยการเดบิต-เครดิตตามหลักการบัญชีคู่ โดยการพิจารณาว่ารับเงินแล้ว หรือยังไม่ได้รับเงินตามตัวอย่างดังต่อไปนี้
1. บริษัท A ขายสินค้า มูลค่า 10,000 บาท โดยที่ลูกค้าชำระเงินสดทันที สามารถบันทึกบัญชีได้ดังนี้
- เดบิต เงินสด 10,000 บาท
- เครดิต รายได้จากการขาย 10,000 บาท
2. หจก. B ขายสินค้า โดยที่ลูกค้าซื้อเป็นเงินเชื่อ (ยังไม่ได้จ่ายเงิน) สามารถบันทึกบัญชีได้ดังนี้
- เดบิต ลูกหนี้การค้า 20,000 บาท
- เครดิต รายได้จากการขาย 20,000 บาท
หากลูกค้าจ่ายเงินในภายหลัง ให้บันทึกบัญชีเพิ่มอีกครั้งว่า
- เดบิต เงินสด 20,000 บาท
- เครดิต ลูกหนี้การค้า 20,000 บาท
จะเห็นได้ว่าไม่ได้มีการบันทึกรายการซ้ำ แต่เป็นการเปลี่ยนจากรายการลูกหนี้ เป็นรายการเงินสดนั่นเอง นอกจากนั้นแล้ว จะเห็นได้ว่ารายได้จะถูกรับรู้ตั้งแต่วันที่ทำการส่งมอบสินค้า ไม่ใช่วันที่ได้เงิน ตามหลักเกณฑ์คงค้าง (Accual Basis)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการบันทึกรายได้
1. บันทึกรายได้ก่อนส่งมอบสินค้า : หลายธุรกิจได้รับเงินมัดจำจากลูกค้าแล้วบันทุกเป็นรายได้ทันที ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักบัญชี เพราะเงินมัดจำต้องลงบันทึกเป็นหนี้สิน (รายได้รับล่วงหน้า) จนกว่าจะมีการส่งมอบสินค้าจริง ๆ ถึงจะโอนไปเป็นรายได้ได้
2. รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ากับรายได้ : บางธุรกิจมีการบันทึกรายได้รวมกับ VAT เช่น ขายสินค้าในราคา 10,700 บาท (รวม VAT 7%) แล้วลงบันทึกรายได้ 10,700 บาท ซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักบัญชี โดยต้องแยกเป็นรายได้ 10,000 บาท และ VAT ขาย 700 บาท เนื่องจากว่าเป็นภาษีที่ต้องนำส่งให้กับกรมสรรพากรนั่นเอง
3. ไม่แยกรายได้หลัก ออกจากรายได้อื่น : บางธุรกิจนำดอกเบี้ยรับ หรือกำไรจากการขายสินทรัพย์ มารวมกับรายได้จากการขาย ทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพของการดำเนินธุรกิจจากงบการเงินที่ถูกต้องได้อย่างชัดเจน
4. บันทึกเงินกู้เป็นรายไ่ด้ : เงินกู้ไม่สามารถลงบันทึกบัญชีเป็นรายได้ได้ เนื่องจากว่าเงินกู้คือหนี้สิน ไม่ใช่รายได้ หากบันทึกผิดจะทำให้งบการเงินไม่ถูกต้อง และอาจจะต้องกลับไปแก้ข้อมูลอีกครั้ง ก่อนที่จะถูกตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชี
การเข้าใจรายได้ จะช่วยให้ลงบันทึกบัญชี และยื่นภาษีได้ถูกต้อง
รายได้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เงินที่ได้รับจากการทำธุรกิจ แต่คือรายการทางบัญชีที่ต้องรับรู้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชี หากมีการบันทึกรายได้ที่ไม่ถูกต้อง จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของงบการเงิน การคำนวณภาษี และการตัดสินใจทางธุรกิจ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โดยไม่มีค่าใช้จ่าย !
สุดท้ายนี้ หากมีความกังวลเกี่ยวกับการบันทึกบัญชี หรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเข้ามาที่ชอบการบัญชีได้เลยค่ะ เรายินดีให้คำปรึกษา พร้อมวางระบบบัญชีให้ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชีค่ะ


