SME คืออะไร แล้วต่างกันยังไงกับ NON-SME ?

ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับ SME กันก่อนดีกว่าว่า SME คืออะไร

SME ย่อมาจาก Small and Medium Enterprises หรือที่เราเรียกกันว่า “วิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม” นั่นเอง ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความสำคัญมาก ๆ ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพราะคิดเป็น 90% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศไทย และสร้างการจ้างงานให้กับคนไทยกว่า 10 ล้านคน

ส่วน NON-SME คือธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีรายได้ต่อปีเกิน 500 ล้านบาท มีทุนจดทะเบียนเยอะกว่า และมีพนักงานมากกว่า 200 คนขึ้นไป เช่น บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทข้ามชาติ หรือองค์กรขนาดใหญ่ที่มีสาขาทั่วประเทศ โดยธุรกิจเหล่านี้มักจะมีระบบการบริหารจัดการที่ซับซ้อน และมีโครงสร้างองค์กรหลายระดับ

ธุรกิจแบบไหน ถึงจะถือว่าเป็น SME ?

1. วิสาหกิจขนาดย่อม (Small Enterprises)

  • การผลิตสินค้า : จ้างงานไม่เกิน 50 คน หรือมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 100 ล้านบาท
  • การบริการ, ค้าส่ง และค้าปลีก : จ้างงานไม่เกิน 30 คน หรือมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 50 ล้านบาท

2. วิสาหกิจขนาดกลาง (Medium Enterprises)

  • การผลิตสินค้า : จ้างงาน 51-200 คน หรือมีรายได้ต่อปี 101-500 ล้านบาท
  • การบริการ, ค้าส่ง และค้าปลีก : จ้างงาน 31-100 คน หรือมีรายได้ต่อปี 51-300 ล้านบาท

หากจำนวนการจ้างงานและรายได้เข้าลักษณะต่างกัน ให้ยึดรายได้เป็นหลักในการพิจารณา

ตัวอย่างธุรกิจ SME ที่พบเห็นได้ทั่วไป

  • ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า
  • ร้านกาแฟที่มี 2-3 สาขา
  • ร้านเสื้อผ้าออนไลน์ที่มีคลังสินค้าเป็นของตัวเอง
  • โรงงานผลิตขนมพื้นบ้านส่งร้านค้า
  • บริษัทรับทำความสะอาด
  • อู่ซ่อมรถยนต์

SME กับ NON-SME เสียภาษีต่างกันยังไง ?

เรื่องภาษีนี่น่าสนใจเลย! มาดูกันว่าแต่ละแบบเสียภาษีต่างกันยังไง

เกณฑ์ในการเสียภาษีของ SME

  • กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก : ยกเว้นภาษี
  • กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท : เสียภาษี 15%
  • กำไรส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท : เสียภาษี 20%

เกณฑ์ในการเสียภาษีของ NON-SME

  • กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท : เสียภาษี 20%
  • กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท : เสียภาษี 20%
  • กำไรส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท : เสียภาษี 20%

จะเห็นได้ว่า NON-SME จะต้องเสียภาษีในอัตราเดียวคือ 20% ไม่ว่าจะมีกำไรสุทธิเท่าไหร่ก็ตาม ต่างจาก SME ที่ได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษในการเสียภาษีแบบขั้นบันได

ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าบริษัทมีกำไรสุทธิ 1,000,000 บาท

  • ถ้าเป็น SME จะเสียภาษีแค่ประมาณ 105,000 บาท
  • แต่ถ้าเป็น NON-SME จะเสียภาษีถึง 200,000 บาท

SME เป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเป็นแหล่งจ้างงานที่ใหญ่และสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับตลาด ด้วยขนาดองค์กรที่ไม่ใหญ่เกินไป ทำให้ SME สามารถปรับตัวได้เร็ว และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

ถ้ากำลังคิดที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจ การเริ่มต้นแบบ SME ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก เพราะมีต้นทุนที่ไม่สูงมาก ความเสี่ยงไม่สูงเกินไป และยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการสูง ทำให้สามารถทดลองและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

เขียนโดย

Picture of น้ำ - พัทธนันท์ วัชรโชติธาดาพงษ์

น้ำ - พัทธนันท์ วัชรโชติธาดาพงษ์

ผู้บริหารชอบการบัญชี ที่มุ่งมั่นพัฒนางานบัญชี และภาษีให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ประกอบการ เชี่ยวชาญด้านการจัดทำบัญชี การปิดงบการเงิน และกระบวนการจดทะเบียนนิติบุคคล เชื่อมั่นว่าระบบบัญชีที่ดี คือรากฐานของการบริหารธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

บทความล่าสุด

บริการแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ธุรกิจใหม่ เริ่มทำบัญชีเมื่อไหร่ดี ?

ธุรกิจใหม่ ควรเริ่มทำบัญชีตอนไหน ?

สำหรับกิจการที่เพิ่งเริ่มขายสินค้า รับงานแรก หรือให้บริการได้ไม่นาน หลายคนมักสงสัยว่าต้องเริ่มทำบัญชีทันทีเลยไหม หรือรอให้มีรายได้มากกว่านี้ก่อนก็ได้ ? คำตอบคือ ควรเริ่มบันทึกรายรับ รายจ่าย และเก็บเอกสารตั้งแต่มีรายการทางธุรกิจครั้งแรก ไม่ต้องรอให้ยอดขายสูง ไม่ต้องรอให้ธุรกิจมีกำไร และไม่ต้องรอให้เอกสารเยอะ เพราะการเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่ต้นนั้นง่ายกว่าการย้อนกลับมาไล่หาเอกสารทีหลังมาก ๆ แต่ก่อนจะไปดูรายละเอียด อยากให้แยก 2 เรื่องนี้ออกจากกันก่อน 1.

10 สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ ก่อนเปิดร้านขายของชำ

การเปิดร้านขายชำขนาดเล็ก หรือร้านขายของทั่วไป ดูเหมือนจะเป็นธุรกิจง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้การวิเคราะห์ข้อมูลอะไรมากมาย แต่ในความเป็นจริงนั้น ร้านขายของชำ คือธุรกิจที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย ไม่ต่างจากธุรกิจอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการ การสต๊อกสินค้า การจดทะเบียนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคในพื้นที่ เห็นได้ชัดเลยว่า ไม่ใช่แค่มีเงินเฉย ๆ แล้วคิดจะเปิดก็เปิดได้  ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะขอแนะนำ