บัญชีแยกประเภท คืออะไร ? พื้นฐานบัญชีที่ช่วยให้บริหารธุรกิจได้ดีขึ้น

การบริหารธุรกิจให้ดี ไม่ใช่การดูแค่ว่าวันนี้มีเงินเข้าออกเท่าไร หรือมียอดเงินเหลือในบัญชีธนาคารมากน้อยแค่ไหน เพราะตัวเลขเหล่านั้นอาจยังไม่ได้บอกภาพรวมทั้งหมดของกิจการ เช่น รายได้มาจากช่องทางใด ค่าใช้จ่ายส่วนไหนสูงขึ้น ลูกหนี้ยังค้างชำระเท่าไร หรือมีภาระที่ต้องจ่ายในอนาคตอีกมากน้อยแค่ไหน

บัญชีแยกประเภทจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของงานบัญชีที่ช่วยจัดหมวดหมู่ข้อมูลทางการเงินให้เป็นระบบมากขึ้น ทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นความเคลื่อนไหวของแต่ละบัญชีได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเงินสด ธนาคาร รายได้ ค่าใช้จ่าย ลูกหนี้ เจ้าหนี้ หรือทุนของกิจการ และเมื่อเข้าใจบัญชีแยกประเภท ก็จะช่วยให้ตรวจสอบตัวเลข สื่อสารกับนักบัญชี และนำข้อมูลไปใช้ในการบริหารธุรกิจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

บัญชีแยกประเภท คืออะไร ?

สมุดบัญชีแยกประเภท แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

2. สมุดบัญชีแยกประเภทย่อย
สมุดบัญชีแยกประเภทย่อย (Subsidiary Ledger) หรือ “บัญชีย่อย” คือ สมุดบัญชีที่ใช้แสดงรายละเอียดเชิงลึกของบัญชีคุมยอดในสมุดบัญชีแยกประเภททั่วไป ช่วยให้สามารถตรวจสอบรายการยิบย่อยรายละเอียดได้โดยไม่ต้องไปรบกวนยอดรวมของบัญชีหลัก

บัญชีแยกประเภท มีไว้ทำอะไร ?

หน้าที่หลักของบัญชีแยกประเภท ได้แก่

ตัวอย่างสมุดบัญชีแยกประเภท

บัญชีแยกประเภทประกอบด้วยอะไรบ้าง ?

องค์ประกอบหลักของบัญชีแยกประเภท ได้แก่

1. ชื่อบัญชี เป็นชื่อของบัญชีที่ต้องการแยกรายการ ควรสอดคล้องกับผังบัญชีของกิจการ เพื่อให้จัดทำรายงานได้เป็นระบบ เช่น

  • เงินสด
  • เงินฝากธนาคาร
  • ลูกหนี้การค้า
  • เจ้าหนี้การค้า
  • รายได้จากการขาย
  • ค่าเช่า
  • เงินเดือน
  • ทุน

2. วันที่ ใช้ระบุวันที่เกิดรายการ เช่น

3. รายละเอียดรายการ เป็นคำอธิบายสั้น ๆ ว่ารายการนั้นคืออะไร เช่น

  • รับเงินค่าบริการจากลูกค้า
  • จ่ายค่าเช่าสำนักงาน
  • ซื้ออุปกรณ์สำนักงาน

5. ยอดคงเหลือ เป็นยอดสะสมหลังจากมีการบันทึกรายการเพิ่มหรือลด ช่วยให้รู้ว่าบัญชีนั้น ๆ มียอดเหลือเท่าไร ณ ช่วงเวลาหนึ่ง

บัญชีแยกประเภทที่พบบ่อย

1. บัญชีสินทรัพย์
ใช้บันทึกสิ่งที่กิจการมี หรือควบคุมอยู่ และคาดว่าจะให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจในอนาคต เช่น

  • เงินสด
  • เงินฝากธนาคาร
  • ลูกหนี้การค้า
  • สินค้าคงเหลือ
  • อุปกรณ์สำนักงาน
  • อาคารและเครื่องจักร

2. บัญชีหนี้สิน
ใช้บันทึกภาระผูกพันที่กิจการต้องชำระในอนาคต เช่น

  • เจ้าหนี้การค้า
  • เงินกู้ยืม
  • ภาษีค้างจ่าย
  • ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย

3. บัญชีส่วนของเจ้าของ
ใช้บันทึกเงินทุน หรือสิทธิส่วนได้เสียของเจ้าของในกิจการ เช่น

  • ทุน
  • กำไรสะสม
  • ถอนใช้ส่วนตัว ในกรณีกิจการเจ้าของคนเดียว

4. บัญชีรายได้
ใช้บันทึกรายได้ที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ เช่น

  • รายได้จากการขาย
  • รายได้ค่าบริการ
  • รายได้ดอกเบี้ย
  • รายได้อื่น

5. บัญชีค่าใช้จ่าย
ใช้บันทึกต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการดำเนินงาน เช่น

  • ค่าเช่า
  • เงินเดือน
  • ค่าโฆษณา
  • ค่าน้ำ ค่าไฟ
  • ค่าธรรมเนียมธนาคาร
  • ค่าบริการวิชาชีพ

สมุดบัญชีแยกประเภท อยู่ตรงไหนในระบบบัญชี ?

สมุดบัญชีแยกประเภท อยู่ตรงไหนในระบบบัญชี

บัญชีแยกประเภทเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ใช้รวบรวมยอดเพื่อจัดทำงบทดลอง และงบการเงิน หากข้อมูลในบัญชีแยกประเภทไม่ถูกต้อง งบการเงินที่จัดทำต่อจากนั้นก็อาจคลาดเคลื่อนตามไปด้วย โดยเรียงลำดับดังนี้

สมุดรายวัน → สมุดบัญชีแยกประเภท → งบทดลอง → งบการเงิน

เมื่อสิ้นงวดบัญชี นักบัญชีจะนำยอดจากบัญชีแยกประเภทมาสรุปเป็นงบทดลอง เพื่อตรวจสอบความสมดุลของเดบิตและเครดิต จากนั้นจึงใช้ข้อมูลดังกล่าวในการจัดทำงบการเงิน เช่น

วิธีลงบันทึกบัญชีในสมุดบัญชีแยกประเภท

2. รวบรวมเอกสารประกอบรายการ
เอกสารเป็นหลักฐานสำคัญของการบันทึกบัญชี เช่น

4. ผ่านรายการเข้าสู่สมุดบัญชีแยกประเภท
นำรายการจากสมุดรายวันไปบันทึกในสมุดบัญชีแยกประเภท เช่น รายการรับเงินจะเกี่ยวข้องกับบัญชีเงินสดหรือธนาคาร และบัญชีรายได้

5. ตรวจสอบยอดคงเหลือ
หลังจากบันทึกรายการแล้ว ควรตรวจสอบว่ายอดคงเหลือของแต่ละบัญชีสมเหตุสมผลหรือไม่ เช่น

  • เงินสดติดลบหรือไม่
  • ยอดเงินในธนาคารตรงกับ Statement หรือไม่
  • ลูกหนี้ค้างชำระนานผิดปกติหรือไม่
  • ค่าใช้จ่ายบางหมวดสูงเกินไปหรือไม่
  • มีรายการที่บันทึกซ้ำหรือไม่

6. สรุปยอดเพื่อจัดทำงบทดลอง
เมื่อสิ้นงวดบัญชี ให้สรุปยอดจากบัญชีแยกประเภทเพื่อจัดทำงบทดลอง และใช้ตรวจสอบความถูกต้องก่อนจัดทำงบการเงิน

ทำไมเจ้าของธุรกิจ ต้องทำความเข้าใจเรื่องบัญชีแยกประเภท ?

1. เห็นภาพจริงของธุรกิจมากกว่าการดูแค่ยอดเงินในบัญชีธนาคาร
หลายกิจการเข้าใจว่ามีเงินในบัญชีธนาคารมากแปลว่าธุรกิจมีกำไร แต่ในความจริง เงินในธนาคารอาจรวมเงินที่ยังต้องจ่ายเจ้าหนี้ ภาษี เงินเดือน หรือค่าใช้จ่ายค้างจ่ายอยู่ด้วย

สมุดบัญชีแยกประเภทจะช่วยให้แยกแยะได้ว่าเงินดังกล่าวเกี่ยวข้องกับอะไร และกิจการมีภาระอะไรซ่อนอยู่หรือไม่

2. ช่วยควบคุมค่าใช้จ่าย
เมื่อดูบัญชีแยกประเภทหมวดค่าใช้จ่าย เจ้าของธุรกิจจะเห็นว่าค่าใช้จ่ายหลักอยู่ที่หมวดใด เช่น ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง ค่าคอมมิชชั่น หรือค่าแรงงาน ทำให้วางแผนลดต้นทุนได้ดีกว่าเดิม

5. เป็นข้อมูลที่สำคัญต่อการขอสินเชื่อหรือวางแผนขยายกิจการ
ธนาคาร นักลงทุน หรือคู่ค้าบางรายอาจต้องการดูงบการเงินและข้อมูลทางบัญชีของกิจการ การมีบัญชีแยกประเภทที่เป็นระบบจะช่วยให้ข้อมูลทางการเงินของกิจการน่าเชื่อถือมากขึ้น

สรุป

บัญชีแยกประเภท คือ สมุดบัญชีที่ใช้แยกรายการทางบัญชีออกเป็นหมวดหมู่ตามชื่อบัญชี เช่น สินทรัพย์ หนี้สิน ทุน รายได้ และค่าใช้จ่าย โดยรับข้อมูลต่อมาจากสมุดรายวัน และใช้เป็นฐานในการจัดทำงบทดลองและงบการเงิน สำหรับเจ้าของธุรกิจแล้ว บัญชีแยกประเภทไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเป็นข้อมูลที่ช่วยให้รู้ว่ากิจการมีรายได้จากอะไร มีค่าใช้จ่ายตรงไหน มีหนี้สินเท่าไร และมีสถานะการเงินจริงเป็นอย่างไร

สุดท้ายนี้ หากธุรกิจของคุณมีรายการรับจ่ายเงินจำนวนมาก หรือเริ่มไม่แน่ใจว่าบัญชีที่ทำอยู่ถูกต้องหรือไม่ การวางระบบบัญชีให้ชัดเจนตั้งแต่บัญชีแยกประเภทไปจนถึงงบการเงิน จะช่วยลดความผิดพลาดและทำให้บริหารธุรกิจได้มั่นใจขึ้น ชอบการบัญชี ให้บริการรับทำบัญชีออนไลน์ วางระบบบัญชี และจัดทำงบการเงินสำหรับธุรกิจทุกประเภท พร้อมทีมบัญชีที่ช่วยอธิบายข้อมูลให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจง่าย ติดต่อเราเพื่อปรึกษาเบื้องต้นได้เลยค่ะ

อ้างอิง :

เขียนโดย

Picture of Chob Accounting Team

Chob Accounting Team

คัดสรรบทความเรื่องภาษี บัญชี และธุรกิจ โดย Chob Accounting Team

เขียนโดย

Picture of Chob Accounting Team

Chob Accounting Team

คัดสรรบทความเรื่องภาษี บัญชี และธุรกิจ โดย Chob Accounting Team

บทความที่เกี่ยวข้อง