เจ้าของธุรกิจ ควรจัดเก็บเอกสารบัญชีและภาษีอย่างไร ?

เอกสารทางบัญชีและภาษี ที่ควรจัดเก็บ มีอะไรบ้าง ?

หลายคนอาจมองว่าการจัดเก็บเอกสารบัญชีและภาษี เป็นเพียงงานหลังบ้านที่เก็บไว้ให้นักบัญชีตรวจสอบ แต่ในความเป็นจริง เอกสารเหล่านี้คือหลักฐานของทุกความเคลื่อนไหวในธุรกิจ ตั้งแต่ขายสินค้า ซื้อวัตถุดิบ จ่ายค่าโฆษณา รับชำระเงิน ไปจนถึงการจ่ายเงินเดือนและยื่นภาษี

การจัดเก็บเอกสารบัญชีและภาษีที่ดี จึงไม่ใช่แค่การนำเอกสารใส่แฟ้มให้ครบ แต่ต้องทำให้เจ้าของธุรกิจสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาใช้ได้ พูดง่าย ๆ คือ เอกสารบัญชีที่ดีไม่ควรถูกเก็บไว้เพียงเพื่อรอการตรวจสอบ แต่ควรช่วยให้เจ้าของธุรกิจตัดสินใจได้ง่ายขึ้นด้วย

ทำไมต้องจัดเก็บเอกสารบัญชีและภาษีให้เป็นระบบ ?

1. เพื่อรองรับการตรวจสอบตามกฎหมาย

ทุกธุรกิจควรมีเอกสารที่สามารถอธิบายที่มาของรายการทางบัญชีได้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการขายสินค้า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การซื้อทรัพย์สิน การจ่ายเงินเดือน หรือการยื่นภาษี

2. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการหักค่าใช้จ่าย

โดยทั่วไป เอกสารทางบัญชีสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า

กิจการอาจมีรายจ่ายเกิดขึ้นจริง แต่หากหลักฐานไม่เพียงพอ ไม่สามารถพิสูจน์ผู้รับเงิน หรือไม่สามารถแสดงความเกี่ยวข้องกับกิจการได้ รายจ่ายนั้นอาจนำมาคำนวณภาษีไม่ได้ หากมีการจัดเก็บเอกสารอย่างถูกต้อง ก็จะช่วยให้นักบัญชีพิจารณาและบันทึกรายการได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

3. เพื่อเห็นภาพรวมทางการเงินและใช้ข้อมูลตัดสินใจ

เอกสารบัญชีไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะตอนยื่นภาษี แต่เป็นข้อมูลต้นทางที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจมองเห็นสุขภาพทางการเงินได้ชัดขึ้น

เมื่อเอกสารถูกส่งให้นักบัญชีอย่างครบถ้วนและตรงเวลา รายงานทางบัญชีก็จะสะท้อนสถานการณ์ของธุรกิจได้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น เจ้าของกิจการสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการบริหารธุรกิจต่อได้

4. เพื่อให้การทำงานรวดเร็วและเป็นมืออาชีพ

เอกสารทางบัญชีและภาษีที่เจ้าของธุรกิจควรจัดเก็บ มีอะไรบ้าง ?

เอกสารทางบัญชีและภาษีที่ควรจัดเก็บ มีอะไรบ้าง ?

เอกสารรายรับ

เอกสารรายรับช่วยยืนยันว่า ธุรกิจมีรายได้จากรายการใด ลูกค้าคือใคร และเงินถูกเรียกเก็บหรือรับชำระในช่วงเวลาใด ได้แก่

เอกสารรายจ่าย

เอกสารรายจ่ายช่วยยืนยันว่าธุรกิจมีการจัดซื้ออะไรบ้าง ซื้อจากใคร จ่ายเงินเมื่อไร และรายจ่ายนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจอย่างไร เอกสารที่ควรจัดเก็บ ได้แก่

1. ใบเสร็จรับเงิน
2. ใบกำกับภาษีซื้อ
3. ใบแจ้งหนี้จากผู้ขาย
4. ใบสำคัญจ่าย
5. สลิปโอนเงินหรือสำเนาเช็ค
6. เอกสารค่าเช่าและค่าสาธารณูปโภค
7. เอกสารค่าขนส่ง
8. ใบแจ้งหนี้ค่าโฆษณา
9. เอกสารค่าบริการจากผู้รับจ้าง
10. หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายที่เกี่ยวข้อง

เอกสารธนาคาร

เอกสารธนาคารเป็นตัวเชื่อมระหว่างข้อมูลในบัญชีกับเงินที่เข้าออกจริง โดยเอกสารสำคัญประกอบด้วย

1. Bank Statement
2. สมุดบัญชีธนาคาร
3. สลิปโอนเงิน
4. สำเนาเช็คและต้นขั้วเช็ค
5. รายการรับชำระผ่านบัตรเครดิตหรือ Payment Gateway
6. เอกสารเงินกู้และตารางผ่อนชำระ
7. เอกสารการโอนเงินระหว่างบัญชี
8. หลักฐานการนำเงินสดฝากธนาคาร

เอกสารภาษี

เอกสารภาษีควรเก็บแยกเป็นชุด เพราะเวลาตรวจสอบมักต้องดูข้อมูลหลายรายการประกอบกัน ได้แก่ แบบภาษี เอกสารต้นทาง หลักฐานการยื่น และหลักฐานการชำระเงิน เอกสารที่ควรจัดเก็บ เช่น

เอกสารเงินเดือนและพนักงาน

1. สัญญาจ้างงาน
2. ข้อมูลพนักงาน
3. ตารางเวลาทำงานและการลา
4. Payroll หรือสรุปเงินเดือน
5. สลิปเงินเดือน
6. หลักฐานการโอนเงินเดือน
7. เอกสารประกันสังคม
8. แบบ ภ.ง.ด.1
9. หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
10. เอกสารโบนัส ค่าคอมมิชชั่น และค่าตอบแทนพิเศษ

เอกสารสัญญา และเอกสารบริษัท

ควรจัดเก็บเอกสารบัญชีและภาษีอย่างไร ?

กิจการควรจัดเก็บเอกสารบัญชี และภาษี 2 รูปแบบ ได้แก่

1. เอกสารต้นฉบับ

วิธีที่ใช้งานง่ายคือแยกเอกสารตาม ปี เดือน และประเภทของรายการ เช่น

  • แฟ้มรายรับ
  • แฟ้มรายจ่าย
  • แฟ้มธนาคาร
  • แฟ้มภาษี
  • แฟ้มเงินเดือน
  • แฟ้มสัญญา
  • แฟ้มเอกสารบริษัท

ตัวอย่างเช่น เอกสารของเดือนมกราคมอาจแบ่งเป็นแฟ้มรายรับเดือนมกราคม แฟ้มรายจ่ายเดือนมกราคม และแฟ้มภาษีเดือนมกราคม โดยเรียงเอกสารตามวันที่หรือเลขที่เอกสาร เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย

สำหรับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับรายการเดียวกัน ควรจัดเก็บไว้ด้วยกัน เช่น การจ่ายค่าบริการให้ผู้รับจ้างหนึ่งราย ควรมีทั้งใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ สลิปโอนเงิน สัญญาบริการ และสำเนาหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายอยู่ในชุดเดียวกัน ไม่ควรแยกกระจายอยู่คนละแฟ้ม

2. ไฟล์ดิจิทัล

แม้จะเก็บเอกสารต้นฉบับไว้อย่างดี แต่ธุรกิจก็ควรมีไฟล์ดิจิทัลสำรองควบคู่กัน เพราะเอกสารกระดาษอาจซีดจาง สูญหาย เปียกน้ำ หรือชำรุดได้ นอกจากนี้ ไฟล์ดิจิทัลยังช่วยให้การส่งเอกสารให้นักบัญชีหรือผู้เกี่ยวข้องได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องรอรวบรวมเอกสารเป็นชุดใหญ่ ควรสแกนหรือถ่ายภาพให้ชัดเจนทันที โดยตรวจสอบว่า

  • เห็นเอกสารครบทั้งหน้า
  • ตัวอักษรและจำนวนเงินอ่านได้ชัดเจน
  • ไม่มีเงามือหรือแสงสะท้อน
  • ไม่ตัดส่วนชื่อบริษัท วันที่ หรือเลขที่เอกสาร
  • เอกสารหลายหน้าถูกรวมอยู่ในไฟล์เดียวกัน
  • ไฟล์เปิดใช้งานได้ก่อนอัปโหลด

หลังจากสแกนแล้ว ควรตั้งชื่อไฟล์ให้ค้นหาได้ง่าย โดยใช้รูปแบบเดียวกันทั้งองค์กร เช่น ปี-เดือน-วันที่_ประเภทเอกสารรายละเอียด_คู่ค้า_จำนวนเงิน

ตัวอย่างชื่อไฟล์

  • 2025-01-05_รายจ่าย_ค่าโฆษณา_Facebook_3500บาท.pdf
  • 2025-01-08_รายรับ_ค่าบริการ_บริษัทABC_25000บาท.pdf
  • 2025-01-15_ธนาคาร_โอนค่าเช่าสำนักงาน_20000บาท.pdf
  • 2025-01_ภพ30_หลักฐานยื่นและชำระ.pdf

การกำหนดลำดับเอกสารรายเดือน

ปัญหาเอกสารบัญชีจำนวนมากไม่ได้เกิดจากการไม่มีแฟ้มหรือไม่มีพื้นที่เก็บไฟล์ แต่เกิดจากไม่มีขั้นตอนที่ชัดเจนว่าใครต้องรวบรวม ใครต้องตรวจ และต้องส่งให้นักบัญชีเมื่อไร หากพนักงานแต่ละคนเก็บบิลไว้กับตัวเอง บางคนส่งเอกสารทาง LINE บางคนส่งทางอีเมล และบางคนเก็บไว้ในลิ้นชัก ทำให้มีโอกาสที่เอกสารจะตกหล่นหรือถูกส่งซ้ำได้ง่าย

จึงควรกำหนดลำดับเอกสารรายเดือนให้ชัดเจน โดยแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้

1. วันที่รวบรวมเอกสาร
2. วันที่ตรวจความถูกต้องครบถ้วน
3. วันที่ส่งสำนักงานบัญชี
4. วันที่ติดตามเอกสารที่ตกหล่น หรือได้รับมาไม่ครบ

พร้อมกำหนดผู้ประสานงานหลักเพียง 1 คน หรือ 1 ตำแหน่ง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการส่งเอกสารและตอบคำถามของผู้ทำบัญชี เพราะหากสำนักงานบัญชีต้องประสานงานกับพนักงานหลายคน อาจได้รับข้อมูลไม่ตรงกัน หรือไม่สามารถติดตามได้ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบรายการนั้น

สรุป

การจัดเก็บเอกสารบัญชีและภาษีไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการเก็บบิลลงแฟ้ม แต่ควรถูกออกแบบให้เป็นระบบที่ช่วยให้ธุรกิจรู้ว่ารายการขาย และรายการซื้อของธุรกิจเป็นอย่างไร โดยเก็บทั้งเอกสารต้นฉบับและไฟล์ดิจิทัล แยกเอกสารตามเหตุการณ์ทางธุรกิจ กำหนดผู้รับผิดชอบ และมีรอบส่งเอกสารให้นักบัญชีอย่างชัดเจนทุกเดือน

เมื่อเอกสารถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ เจ้าของธุรกิจจะไม่ต้องเสียเวลาตามหาบิลย้อนหลัง นักบัญชีสามารถทำงานได้เร็วขึ้น การยื่นภาษีมีความถูกต้องมากขึ้น และข้อมูลทางบัญชีก็สามารถนำมาใช้วางแผนธุรกิจได้จริง

เขียนโดย

Picture of น้ำ - พัทธนันท์ วัชรโชติธาดาพงษ์

น้ำ - พัทธนันท์ วัชรโชติธาดาพงษ์

ผู้บริหารชอบการบัญชี ที่มุ่งมั่นพัฒนางานบัญชี และภาษีให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ประกอบการ เชี่ยวชาญด้านการจัดทำบัญชี การปิดงบการเงิน และกระบวนการจดทะเบียนนิติบุคคล เชื่อมั่นว่าระบบบัญชีที่ดี คือรากฐานของการบริหารธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

บทความล่าสุด

บริการแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง

อินฟลูฯ และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ?

อินฟลูเอนเซอร์-คอนเทนต์ครีเอเตอร์ ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ?

ในยุคที่โซเชียลมีเดีย คือช่องทางหลักในการประกอบอาชีพอินฟลูเอนเซอร์ หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ซึ่งเป็นอาชีพในฝันของ Gen Z หลายคน ไม่ว่าจะเป็นสายบิวตี้ เกมเมอร์ รีวิวสินค้า หรือยูทูบเบอร์ ที่ได้รับเงินจากการจ้างงาน การโดเนทจากแฟนคลับ หรือเงินสปอนเซอร์จากการแบรนด์สินค้า แต่รู้ไหมว่าเมื่อรายได้เริ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เรื่องของภาษีก็จะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเช่นกัน โดยที่กรมสรรพากร ได้ให้คำนิยามไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่ประกอบอาชีพผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และมีรายได้

สมุดบัญชี คืออะไร มีกี่ประเภท แต่ประเภทใช้ทำอะไรบ้าง ?

สมุดบัญชี คืออะไร ? มีกี่ประเภท แต่ละประเภทใช้ทำอะไรบ้าง ?

การทำธุรกิจในปัจจุบัน แต่ละวันมักมีรายการทางการค้าเกิดขึ้นหลายรูปแบบ เช่น ลูกค้าจ่ายเงินสด การซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์ การจ่ายค่าเช่าร้าน หรือการรับโอนเงินเข้าบัญชี หากบันทึกรายการทั้งหมดรวมกันไว้ในสมุดเล่มเดียว อาจทำให้เกิดความสับสน และยากต่อการตรวจสอบว่าเงินเข้า–ออกของธุรกิจเป็นอย่างไร จึงเป็นเหตุผลที่ในทางบัญชีต้องมีสมุดบัญชีเพื่อใช้บันทึกรายการทางการเงินของธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยแยกตามประเภทของรายการให้ชัดเจน สมุดบัญชี คืออะไร ? สมุดบัญชี (Accounting Books) คือ สมุดหรือรูปแบบเอกสารที่ใช้สำหรับบันทึกรายการค้า

บัญชี 5 หมวด คืออะไร ? ธุรกิจใหม่ต้องรู้ก่อนเริ่มทำบัญชี

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจใหม่ หรือเพิ่งเริ่มทำบัญชี คำว่าบัญชี 5 หมวด อาจเป็นหนึ่งในคำพื้นฐานที่ได้ยินบ่อย แต่ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร และทำไมถึงมีการเน้นย้ำว่าต้องเข้าใจเรื่องนี้ก่อนเริ่มทำบัญชี ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจว่าบัญชี 5 หมวด คืออะไร พร้อมแนะนำวิธีการจำแนกบัญชีให้ถูกต้อง ไปจนถึงหลักการบันทึกบัญชีง่าย ๆ ที่ช่วยให้ระบบบัญชีถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นค่ะ บัญชี 5