งบทดลอง คืออะไร ? ต้องจัดทำทุกกิจการไหม เจ้าของกิจการต้องรู้ !

งบทดลอง คืออะไร ?

งบทดลอง คืออะไร ?

ถ้าจะให้เข้าใจง่าย ๆ งบทดลองเปรียบเสมือนด่านตรวจคุณภาพข้อมูลบัญชี ก่อนที่จะนำไปจัดทำงบการเงินนั่นเองค่ะ

งบทดลอง มีความสำคัญต่อกิจการอย่างไร ?

1. ตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี
ถ้ามียอดเดบิต และเครดิตไม่เท่ากัน แสดงว่ามีบางรายการบันทึกผิด หรือขาดหายไป ช่วยให้นักบัญชีตรวจพบความผิดพลาดได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะนำไปจัดทำงบการเงิน

4. ใช้ประกอบการยื่นภาษี
งบทดลองที่ถูกต้อง จะช่วยให้การคำนวณภาษีถูกต้องตามกฎหมาย และลดความเสี่ยงที่จะถูกสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังจากการบันทึกบัญชีผิด

กิจการใดบ้างที่ต้องจัดทำงบทดลอง ?

โดยทั่วไปกิจการที่ต้องจดทำงบทดลอง คือกิจการประเภทนิติบุคคลที่ต้องบันทึกบัญชี และจัดทำงบการเงินตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนี้

สำหรับกิจการที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล หากมีการบันทึกบัญชีอย่างจริงจัง แนะนำให้ทำจัดงบทดลองไว้เพื่อเช็กตัวเองเช่นกัน เพราะช่วยให้เห็นภาพรวมของฐานะการเงิน และกำไรขาดทุนได้ชัดเจนขึ้นค่ะ

ต้องจัดทำงบทดลองตอนไหน ?

กิจการต้องจัดทำงบทดลองตอนสิ้นงวดบัญชี เช่น สิ้นเดือน ไตรมาส หรือสิ้นปี หลังจากที่บันทึกรายการบัญชีทั้งหมดลงในบัญชีแยกประเภท และหายอดคงเหลือแล้ว แนะนำให้จัดทำงบทดลองทุกเดือน เพื่อตรวจสอบยอดตัวเลขอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังเป็นการลดภาระในการตรวจสอบงบการเงินในช่วงสิ้นงวดบัญชี และลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาในการยื่นภาษีอีกด้วยค่ะ

ประเภทของงบทดลอง

งบทดลอง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. งบทดลองก่อนปรับปรุง

งบทดลองก่อนปรับปรุง (Unadjusted Trial Balance) คือ งบทดลองที่สรุปยอดคงเหลือของบัญชีแยกประเภททุกบัญชี ณ วันสิ้นงวด ก่อนที่จะมีการบันทึกรายการปรับปรุง (เช่น ค่าเสื่อมราคา, ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย) เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบความถูกต้องของยอดรวมเดบิต และเครดิต และเป็นพื้นฐานในการจัดทำงบทดลองหลังปรับปรุง และงบการเงินที่ถูกต้องแม่นยำ

2. งบทดลองหลังปรับปรุง

งบทดลองหลังปรับปรุง (Adjusted Trial Balance) คือ งบทดลองที่สรุปยอดคงเหลือของบัญชีทุกบัญชีที่จัดทำขึ้น หลังจากบันทึกรายการปรับปรุงบัญชี (Adjusting Entries) ณ วันสิ้นงวด เพื่อพิสูจน์ความถูกต้องทางบัญชี ทำให้ยอดรวมเดบิต และเครดิตเท่ากัน และเป็นข้อมูลที่ถูกต้องสำหรับการจัดทำงบการเงินต่อไป

3. งบทดลองหลังปิดบัญชี

องค์ประกอบของงบทดลอง

งบทดลองประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก คือ หมายเลขบัญชี ชื่อบัญชี ยอดคงเหลือด้านเดบิต และยอดคงเหลือด้านเครดิต ดังนี้

1. หมายเลขบัญชี (Account Number) คือ รหัสตัวเลขที่ใช้ระบุแต่ละบัญชี เช่น บัญชีเงินสด หรือบัญชีลูกหนี้
2. ชื่อบัญชี (Account Name) คือ ชื่อบัญชีที่แสดงรายการ เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า เงินเบิกเกินบัญชี หรือค่าใช้จ่าย
3. ยอดคงเหลือด้านเดบิต (Debit Balance) คือ ยอดรวมของรายการที่บันทึกด้านเดบิตของแต่ละบัญชี บัญชีที่มียอดเดบิตมักจะเป็นบัญชีประเภทสินทรัพย์และค่าใช้จ่าย
4. ยอดคงเหลือด้านเครดิต (Credit Balance) คือ ยอดรวมของรายการที่บันทึกด้านเครดิตของแต่ละบัญชี บัญชีที่มียอดเครดิตมักจะเป็นบัญชีประเภทหนี้สิน ส่วนของเจ้าของ และรายได้

ขั้นตอนการจัดทำงบทดลองแบบเข้าใจง่าย

1. เขียนหัวงบทดลอง โดยการระบุชื่อกิจการ ชื่อรายงานว่า “งบทดลอง” และวันที่จัดทำ
2. รวบรวมยอดคงเหลือ โดยการนำยอดคงเหลือจากสมุดบัญชีแยกประเภททุกบัญชี
3. จัดเรียงบัญชี ใส่ชื่อบัญชี และเลขที่บัญชีลงในตาราง โดยเรียงตามลำดับหมวดหมู่บัญชี
4. บันทึกยอดคงเหลือ ใส่ยอดคงเหลือลงในช่องเดบิต หรือเครดิต ให้ตรงกับยอดดุลของบัญชีนั้น ๆ
5. รวมยอดของช่องเดบิต และเครดิต
6. ตรวจสอบยอดรวมของบัญชี โดยที่ยอดรวมฝั่งเดบิต จะต้องเท่ากับยอดรวมฝั่งเครดิต

ตัวอย่างงบทดลอง

ในส่วนนี้ จะยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย ๆ โดยนำงบทดลองของบริษัท ลองปิดงบไม่ จำกัด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 มาประกอบการอธิบายดังนี้

  • เงินสด 50,000 บาท
  • สินค้าคงเหลือ 30,000 บาท
  • เจ้าหนี้การค้า 20,000 บาท
  • ทุนเจ้าของ 40,000 บาท
  • รายได้จากการขาย 100,000 บาท
  • ค่าใช้จ่าย 20,000 บาท
ตัวอย่างงบทดลอง ก่อนปรับปรุง

จะเห็นได้ว่ายอดเดบิต และเครดิต ไม่เท่ากัน แสดงว่าต้องมีบางรายการตกหล่น หรือผิดพลาด สมมุติว่ามีค่าใช้จ่าย 60,000 บาท ที่ยังไม่ได้บันทึก เมื่อบันทึกแล้ว งบทดลองหลังปรับปรุงจะกลายเป็นดังนี้

ตัวอย่างงบทดลอง ก่อนปรับปรุง

ตอนนี้ ยอดเดบิต และเครดิต เท่ากันแล้ว งบทดลองหลังปรับปรุง จึงพร้อมใช้เป็นฐานในการจัดทำงบกำไรชาดทุน และงบฐานะการเงิน ในขั้นตอนต่อไปแล้วค่ะ

สรุปสำหรับเจ้าของกิจการ

โดยสรุปแล้วนะคะ งบทดลอง คือรายงานสรุปยอดบัญชีทุกบัญชีที่นำไปใช้ตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชี ทุกกิจการที่มีการบันทึกบัญชี ควรจัดทำงบทดลองโดยเฉพาะกิจการประเภทนิติบุคคล สำหรับกิจการที่ต้องการบริหารธุรกิจแบบตรงไปตรงมา ควรให้ผู้ทำบัญชีส่งงบทดลองให้ตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ พร้อมอธิบายตัวเลขต่าง ๆ ให้ชัดเจน เช่น ยอดขายรวม ค่าใช้จ่ายหลัก สินค้าคงเหลือ หนี้ลูกค้า หรือหนี้เจ้าหนี้การค้า

รับปิดงบการเงิน

รับทำบัญชี ปิดงบการเงิน ปิดงบเปล่าย้อนหลัง ปิดงบเปล่า โดย Chob Accounting

บทความที่เกี่ยวข้อง

หากไม่ปิดงบการเงิน จะส่งผลต่อกิจการอย่างไรบ้าง ?

หากไม่ปิดงบการเงิน จะส่งผลต่อกิจการอย่างไรบ้าง ?

ก่อนจะพูดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการไม่ปิดงบการเงิน เราต้องเข้าใจก่อนว่า งบการเงิน คืออะไร งบการเงิน คือ รายงานที่แสดงถึงฐานะทางการเงิน ผลประกอบการ และการเปลี่ยนแปลงในฐานะทางการเงินของกิจการ โดยปกติแล้วงบการเงินประกอบด้วยงบฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน งบการเปลี่ยนแปลงส่วนของเจ้าของ และงบกระแสเงินสด ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ช่วยให้กิจการเข้าใจสถานะทางการเงินที่แท้จริงในแต่ละรอบบัญชี และยังช่วยให้นักลงทุน เจ้าหนี้ สถาบันการเงิน รวมถึงหน่วยงานรัฐสามารถประเมินสถานะและความน่าเชื่อถือของกิจการได้อีกด้วย กิจการประเภทนิติบุคคลทุกแห่ง ต้องปิดงบการเงินอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

การปิดงบเปล่า คืออะไร กิจการใดบ้างที่ต้องปิดงบเปล่า ?

งบเปล่า คืออะไร ? งบเปล่า (Dormant business financial statement) คือ งบการเงินของกิจการที่ไม่มีการเคลื่อนไหวทางบัญชีใด ๆ ตลอดรอบปีบัญชี พูดให้เข้าใจง่าย ๆ งบเปล่า คือ งบการเงินของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนจำกัด ที่ไม่มีรายได้ ไม่มีค่าใช้จ่าย

งบการเงิน คืออะไร ?

งบการเงิน คืออะไร ทำไมธุรกิจต้องปิดงบการเงิน ?

หลาย ๆ ธุรกิจ อาจมองว่าการจัดทำงบการเงิน เป็นเพียงแค่เรื่องของเอกสาร หรืออาจมองว่าเป็นภาระทางกฎหมายที่ต้องแบกรับ แต่อันที่จริงแล้ว งบการเงินมีบทบาทมากกว่านั้นมาก เพราะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผน และตัดสินใจเรื่องธุรกิจได้ดีขึ้น ทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน หรือสถาบันการเงินได้อีกด้วยค่ะ งบการเงิน คืออะไร ? งบการเงิน (Financial Statement) คือ รายงานทางบัญชีที่แสดงผลการดำเนินงาน