เช็กก่อนโดนทวง! เอกสารที่ต้องส่งให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน มีอะไรบ้าง ?

เอกสารที่ต้องส่งให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน มีอะไรบ้าง ?

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่ให้สำนักงานบัญชีช่วยทำบัญชีได้ไม่นาน คำถามแรก ๆ ที่มักเกิดขึ้นคือ เอกสารที่ต้องส่งให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน มีอะไรบ้าง หลายครั้งเจ้าของธุรกิจอาจมีเอกสารอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าเอกสารไหนต้องส่ง เอกสารไหนควรเก็บ หรือส่งแค่สลิปโอนเงินเพียงพอหรือไม่ จึงทำให้เอกสารบางรายการตกหล่น และต้องย้อนกลับไปค้นหาเมื่อสำนักงานบัญชีสอบถาม

ในบทความนี้ เราจึงรวบรวม 6 รายการเอกสารที่ต้องส่งให้สำนักงานบัญชีทุกเดือน ซึ่งช่วยให้เตรียมเอกสารได้ครบ ส่งได้ถูก และไม่ต้องรอให้ติดตามในภายหลังค่ะ

1. Bank Statement

bank statement and money

ทั้งนี้ ควรดาวน์โหลด Statement ให้ครอบคลุมตั้งแต่วันแรกถึงวันสุดท้ายของเดือน และตรวจสอบว่ามีข้อมูลถูกต้อง หรือไม่มีช่วงวันที่ขาดหาย

2. เอกสารขาย

Tax invoice and calculator

3. เอกสารซื้อและต้นทุน

Inspect and receive the goods

4. เอกสารค่าใช้จ่ายรายเดือน

ผู้หญิงกำลังตรวจเอกสาร

เมื่อพูดถึงค่าใช้จ่าย หลายคนมักนึกถึงเฉพาะค่าเช่า ค่าน้ำ และค่าไฟ แต่ธุรกิจยุคใหม่มีค่าใช้จ่ายขนาดเล็กที่เกิดผ่านระบบออนไลน์จำนวนมาก เมื่อรวมกันทั้งเดือน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อาจมีมูลค่าสูงและส่งผลต่อกำไรของธุรกิจ เอกสารค่าใช้จ่ายที่ควรส่ง เช่น

  • ค่าเช่าสำนักงานหรือโกดัง
  • ค่าส่วนกลาง
  • ค่าน้ำและค่าไฟ
  • ค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต
  • ค่าขนส่งและไปรษณีย์
  • ค่าน้ำมันและค่าเดินทาง
  • ค่าที่พัก
  • ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษา
  • ค่าอุปกรณ์สำนักงาน
  • ค่าที่ปรึกษาและค่าบริการวิชาชีพ
  • ค่าธรรมเนียมธนาคาร
  • ค่าธรรมเนียม Marketplace
  • ค่าโฆษณาออนไลน์
  • ค่าเว็บไซต์และโดเมน
  • ค่า Cloud Storage
  • ค่าโปรแกรมบัญชี
  • ค่าโปรแกรมออกแบบ
  • ค่าโปรแกรมประชุมออนไลน์
  • ค่าสมัครสมาชิกซอฟต์แวร์
  • ค่าอาหารหรือรับรองลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

5. เอกสารเงินเดือน

Sales documents

เอกสารพนักงานประจำ

เอกสารที่ควรส่ง ได้แก่

  • สรุปเงินเดือนประจำเดือน
  • รายงานวันทำงานและวันลา
  • รายการค่าล่วงเวลา
  • ค่าคอมมิชชั่น
  • โบนัสหรือเงินรางวัล
  • รายการหักขาดงาน
  • รายการหักเงินอื่น
  • วันที่จ่ายเงินจริง
  • หลักฐานโอนเงินเดือน
  • รายชื่อพนักงานเข้าใหม่
  • รายชื่อพนักงานลาออก
  • การปรับเงินเดือน
  • การเปลี่ยนแปลงข้อมูลประกันสังคม

เอกสารผู้รับจ้างและฟรีแลนซ์

สำหรับฟรีแลนซ์หรือผู้รับจ้าง ควรส่งข้อมูลดังนี้

6. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายและเอกสารภาษีรายเดือน

Monthly tax documents

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นตัวเชื่อมระหว่างรายการค่าใช้จ่ายที่ธุรกิจจ่ายจริงกับภาษีที่ต้องนำส่งกรมสรรพากร รายการที่พบได้บ่อย เช่น

  • เงินเดือนและค่าจ้างพนักงาน
  • ค่าเช่า
  • ค่าบริการ
  • ค่าวิชาชีพ
  • ค่าจ้างทำของ
  • ค่าโฆษณา
  • ค่านายหน้า
  • ค่าขนส่งบางกรณี
  • ค่าตอบแทนกรรมการ
  • ค่าจ้างบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

เอกสารที่ควรส่ง ได้แก่

  • ใบแจ้งหนี้หรือใบวางบิล
  • ใบเสร็จรับเงิน
  • หลักฐานการจ่ายเงิน
  • รายละเอียดผู้รับเงิน
  • ประเภทบริการ
  • ยอดก่อนหักภาษี
  • อัตราและจำนวนภาษีที่หัก
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
  • ตารางสรุปรายการจ่ายประจำเดือน

ส่งเอกสารอย่างไรให้นักบัญชีทำงานได้เร็ว ?

1. กำหนดวันส่งเอกสารประจำเดือนให้ชัดเจน

ควรกำหนดวันรวบรวมเอกสารร่วมกับสำนักงานบัญชี เช่น ภายในวันที่ 3 หรือวันที่ 5 ของเดือนถัดไป เพื่อให้มีเวลาแก้ไขเอกสารก่อนจัดทำแบบภาษี ไม่ควรรอให้สำนักงานบัญชีต้องติดต่อเข้ามาเพื่อติดตามเอกสารแล้วจึงเริ่มค้นหา เพราะหากพบว่าใบกำกับภาษีผิด อาจเหลือเวลาไม่เพียงพอสำหรับติดต่อผู้ขาย

2. แยกโฟลเดอร์ตามเดือนและประเภท

ตัวอย่างโครงสร้างโฟลเดอร์

01 มกราคม แบ่งออกเป็น

  • Statement
  • เอกสารขาย
  • เอกสารซื้อ
  • ค่าใช้จ่าย
  • เงินเดือน
  • หัก ณ ที่จ่าย
  • เอกสารพิเศษ

ไม่ควรรวมเอกสารทุกประเภทไว้ในโฟลเดอร์เดียว เพราะเมื่อต้องตรวจสอบย้อนหลังจะค้นหาได้ยาก

3. ตั้งชื่อไฟล์ให้ค้นหาได้ง่าย

ตัวอย่างเช่น

  • 2569-01-05_ค่าเช่า_ABCProperty_30000.pdf
  • 2569-01-10_ซื้อสินค้า_XYZ_53500.pdf
  • 2569-01_Statement_KBank.pdf
  • 2569-01_สรุปเงินเดือน.xlsx

ควรหลีกเลี่ยงชื่อไฟล์ที่มีความทั่วไป และทำความเข้าใจได้ยาก เช่น IMG001.jpg, Scanใหม่.pdf หรือ เอกสารล่าสุดจริง.pdf เพราะไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นเอกสารอะไรโดยไม่ต้องเปิดดูทีละไฟล์

4. ส่งเอกสารเป็นชุด ไม่แยกสลิปกับใบเสร็จ

หากเป็นรายการซื้อหรือค่าใช้จ่าย ควรรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ด้วยกัน เช่น

  • ใบแจ้งหนี้
  • ใบกำกับภาษี
  • ใบเสร็จรับเงิน
  • หลักฐานโอนเงิน
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

การส่งเอกสารเป็นชุด จะช่วยให้นักบัญชีตรวจสอบรายการได้ครบภายในครั้งเดียว

5. แจ้งเดือนที่ไม่มีรายการด้วย

สรุป

การส่งเอกสารบัญชีให้ครบทุกเดือนไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะกับสำนักงานบัญชีเท่านั้น แต่ทำให้เจ้าของธุรกิจได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเวลา และเมื่อ Statement เอกสารขาย เอกสารซื้อ ค่าใช้จ่าย เงินเดือน และเอกสารภาษีมีความเชื่อมโยงกันได้ จะทำให้เจ้าของธุรกิจตอบคำถามสำคัญได้ชัดเจนขึ้นว่า

  • เดือนนี้มียอดขายเท่าไร
  • ลูกค้ายังค้างชำระเท่าไร
  • ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นหรือไม่
  • ค่าใช้จ่ายส่วนใดสูงผิดปกติ
  • กำไรที่เห็นเป็นกำไรจริงหรือไม่
  • เงินในบัญชีหายไปกับรายการใด
  • ต้องเตรียมเงินสำหรับภาษีเท่าไร

ดังนั้น อย่ารอให้ทางสำนักงานบัญชีส่งข้อความมาติดตามเอกสารแล้วจึงเริ่มรวบรวมเอกสาร ลองกำหนดวันส่งประจำเดือน สร้างโฟลเดอร์กลาง และใช้เช็กลิสต์เดิมทุกเดือน เมื่อทำต่อเนื่องเพียงไม่กี่รอบ จะทำให้การเตรียมเอกสารกลายเป็นขั้นตอนปกติของธุรกิจ ไม่ใช่งานเร่งด่วนในนาทีสุดท้าย

เขียนโดย

Picture of น้ำ - พัทธนันท์ วัชรโชติธาดาพงษ์

น้ำ - พัทธนันท์ วัชรโชติธาดาพงษ์

ผู้บริหารชอบการบัญชี ที่มุ่งมั่นพัฒนางานบัญชี และภาษีให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ประกอบการ เชี่ยวชาญด้านการจัดทำบัญชี การปิดงบการเงิน และกระบวนการจดทะเบียนนิติบุคคล เชื่อมั่นว่าระบบบัญชีที่ดี คือรากฐานของการบริหารธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

บทความล่าสุด

บริการแนะนำ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ค่าเสื่อมราคา คืออะไร ? รู้ก่อนซื้อทรัพย์สินเข้ามาใช้ในกิจการ

เวลาซื้อของเข้ามาใช้งานในกิจการ เช่น คอมพิวเตอร์ รถยนต์ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์สำนักงาน เจ้าของธุรกิจหลายคนมักมองว่า เราจ่ายเงินไปแล้ว ก็น่าจะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้เลยทั้งหมด แต่ในทางบัญชี สินทรัพย์บางอย่างไม่ได้ถูกนำไปใช้งานทั้งหมดภายในครั้งเดียว เนื่องจากยังต้องนำไปใช้ทำงาน สร้างรายได้ หรือช่วยดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่องอีกหลายปี นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้องมีเรื่องค่าเสื่อมราคา เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อทยอยรับรู้ต้นทุนของสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับระยะเวลาที่ธุรกิจใช้งานจริงค่ะ ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจแบบง่าย

บัญชีแยกประเภท คืออะไร ? พื้นฐานบัญชีที่ช่วยให้บริหารธุรกิจได้ดีขึ้น

การบริหารธุรกิจให้ดี ไม่ใช่การดูแค่ว่าวันนี้มีเงินเข้าออกเท่าไร หรือมียอดเงินเหลือในบัญชีธนาคารมากน้อยแค่ไหน เพราะตัวเลขเหล่านั้นอาจยังไม่ได้บอกภาพรวมทั้งหมดของกิจการ เช่น รายได้มาจากช่องทางใด ค่าใช้จ่ายส่วนไหนสูงขึ้น ลูกหนี้ยังค้างชำระเท่าไร หรือมีภาระที่ต้องจ่ายในอนาคตอีกมากน้อยแค่ไหน บัญชีแยกประเภทจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของงานบัญชีที่ช่วยจัดหมวดหมู่ข้อมูลทางการเงินให้เป็นระบบมากขึ้น ทำให้เจ้าของธุรกิจเห็นความเคลื่อนไหวของแต่ละบัญชีได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเงินสด ธนาคาร รายได้ ค่าใช้จ่าย ลูกหนี้ เจ้าหนี้ หรือทุนของกิจการ และเมื่อเข้าใจบัญชีแยกประเภท ก็จะช่วยให้ตรวจสอบตัวเลข

จะจ้างสำนักงานบัญชีทำไม หากทำบัญชีด้วยตัวเองได้

จะจ้างสำนักงานบัญชีทำไม ในเมื่อทำบัญชีเองได้ ?

เจ้าของธุรกิจหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ หรือขนาดเล็ก อาจจะมีโปรแกรมบัญชีที่ใช้งานอยู่ นอกจากนั้นแล้ว ยังมีระบบการบันทึกบัญชีที่ดี ทั้งยังสามารถทำบัญชีได้เองทุกขั้นตอน ก็อาจจะมีคำถามเกิดขึ้นมาในใจว่า “จะจ้างสำนักงานบัญชีทำไม ในเมื่อเราสามารถทำบัญชีได้เอง” อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะสามารถทำบัญชีได้เองทุกขั้นตอน ก็ยังต้องจ้างสำนักงานบัญชี หรือนักบัญชีเพื่อลงนามในรายงานก่อนที่จะทำการยื่นภาษี ตามข้อกำหนดของกรมสรรพากรนั่นเอง นอกจากนั้นแล้ว ยังเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดได้ด้วยค่ะ ทำไมต้องจ้างสำนักงานบัญชี ? ช่วยลดภาระงานเอกสารและงานบัญชี