ค่าเสื่อมราคา คืออะไร ? รู้ก่อนซื้อทรัพย์สินเข้ามาใช้ในกิจการ

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ต้องมีเรื่องค่าเสื่อมราคา เข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อทยอยรับรู้ต้นทุนของสินทรัพย์ให้เหมาะสมกับระยะเวลาที่ธุรกิจใช้งานจริงค่ะ ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจแบบง่าย ๆ ว่า ค่าเสื่อมราคา คืออะไร ทำไมต้องคำนวณ และเกี่ยวข้องกับงบการเงินของธุรกิจอย่างไร

ค่าเสื่อมราคา คืออะไร ?

ตัวอย่างเช่น ถ้ากิจการซื้อสินทรัพย์มาใช้งานหลายปี เช่น เครื่องจักร ราคา 500,000 บาท ไม่ควรนำต้นทุน 500,000 บาท ไปเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดในปีแรกทันที เพราะเครื่องจักรไม่ได้ใช้ประโยชน์แค่ปีเดียว แต่ยังช่วยสร้างรายได้ต่อเนื่องในหลายปีข้างหน้า

ดังนั้น จึงใช้หลักการกระจายต้นทุนของสินทรัพย์ออกไปตามอายุการใช้งาน เพื่อให้ค่าใช้จ่ายสัมพันธ์กับรายได้ที่ได้รับจากสินทรัพย์นั้น

ความสำคัญของค่าเสื่อมราคา

ค่าเสื่อมราคา มีความสำคัญต่อธุรกิจหลายด้าน ดังนี้

ทำไมถึงมีการคิดค่าเสื่อมราคา ?

เหตุผลที่ต้องมีการคิดค่าเสื่อมราคา คือ สินทรัพย์ที่ใช้ในธุรกิจมักมีมูลค่าลดลงตามเวลา และการใช้งาน ตัวอย่างเช่น

  • คอมพิวเตอร์ใช้นานไปอาจช้าลง หรือล้าสมัย
  • รถยนต์มีการสึกหรอจากการใช้งาน
  • เครื่องจักรมีการเสื่อมสภาพตามจำนวนชั่วโมงการทำงาน
  • เฟอร์นิเจอร์สำนักงานมีอายุการใช้งานจำกัด
สินทรัพย์ที่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา

สินทรัพย์ที่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา

สินทรัพย์ที่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา คือ สินทรัพย์ที่กิจการซื้อมาเพื่อใช้งานระยะยาว และมูลค่าหรือประโยชน์จากการใช้งานจะค่อย ๆ ลดลงตามเวลา การใช้งาน หรือความล้าสมัยหรือไม่ โดยทั่วไป มีลักษณะดังนี้

1. เป็นสินทรัพย์ที่ซื้อมาเพื่อใช้ในกิจการ
ต้องเป็นสินทรัพย์ที่กิจการซื้อมาเพื่อใช้ทำงาน สร้างรายได้ หรือช่วยดำเนินธุรกิจ ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายต่อ เช่น บริษัทซื้อคอมพิวเตอร์ให้พนักงานใช้ทำงาน ถือเป็นสินทรัพย์ของกิจการที่ใช้ในการดำเนินงาน จึงต้องคิดค่าเสื่อมราคา

2. มีอายุการใช้งานมากกว่า 1 รอบระยะเวลาบัญชี
สินทรัพย์ที่ต้องคิดค่าเสื่อมราคามักเป็นของที่ใช้ได้นานเกิน 1 ปี หรือให้ประโยชน์กับกิจการหลายรอบบัญชี เช่น รถยนต์ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน อาคาร หรืออุปกรณ์สำนักงานบางประเภท เพราะสินทรัพย์เหล่านี้ไม่ได้หมดประโยชน์ทันทีในวันที่ซื้อ แต่ค่อย ๆ ถูกใช้งานไปเรื่อย ๆ หลายปี

3. มีอายุการใช้งานจำกัด
สินทรัพย์ที่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา ควรสามารถประมาณอายุการใช้งานได้ เช่น ใช้ได้ 3 ปี 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี ตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์อาจใช้งานได้ประมาณ 3-5 ปี รถยนต์อาจใช้งานได้หลายปี เครื่องจักรอาจมีอายุการใช้งานตามชั่วโมงการผลิตหรือสภาพการใช้งาน

4. มูลค่าหรือประโยชน์ลดลงตามเวลาและการใช้งาน
สินทรัพย์ที่ต้องคิดค่าเสื่อมราคามักเสื่อมลงจากการใช้งาน ตามเวลา หรือความล้าสมัย ซึ่งสะท้อนว่า ธุรกิจได้ใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์นั้นไปบางส่วนแล้ว เช่น รถยนต์มีการสึกหรอจากการใช้งาน คอมพิวเตอร์ล้าสมัยเมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน เครื่องจักรเสื่อมตามชั่วโมงการทำงาน หรือเฟอร์นิเจอร์เสื่อมสภาพตามระยะเวลา

5. มีต้นทุนที่วัดมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือ
สินทรัพย์ที่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาควรมีราคาทุนที่ระบุได้ เช่น ราคาซื้อ ค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง หรือค่าใช้จ่ายที่ทำให้สินทรัพย์พร้อมใช้งาน เพราะต้องนำราคาทุนมาคำนวณและปันส่วนเป็นค่าเสื่อมราคาในแต่ละงวดบัญชี

สินทรัพย์ที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา

สินทรัพย์ที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา

สินทรัพย์ที่ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา คือ สินทรัพย์ที่ไม่ได้มีไว้ใช้งานระยะยาวในกิจการ หรือเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีอายุการใช้งานจำกัด เพราะสินทรัพย์เหล่านี้ไม่ได้ถูกทยอยใช้ประโยชน์จนหมดไปตามอายุการใช้งาน โดยทั่วไป มีลักษณะดังนี้

1. ไม่จำกัดอายุการใช้งาน
ถ้าสินทรัพย์ไม่มีอายุการใช้งานที่ชัดเจน หรือไม่ได้เสื่อมสภาพจากการใช้งานตามปกติ มักเป็นสินทรัพย์ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคา เช่น ที่ดิน เพราะที่ดินโดยทั่วไปไม่ได้ถูกใช้งานจนหมดไปเหมือนรถยนต์ เครื่องจักร หรือคอมพิวเตอร์ และไม่มีอายุการใช้งานจำกัดแบบใช้ได้กี่ปี จึงไม่ต้องทยอยตัดเป็นค่าเสื่อมราคา

2. ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ถาวรที่มีไว้ใช้งานในกิจการ
ค่าเสื่อมราคาจะใช้กับสินทรัพย์ถาวรที่กิจการซื้อมาเพื่อใช้งาน ไม่ใช่ซื้อมาเพื่อขาย ดังนั้น ถ้าสินทรัพย์นั้นมีไว้เพื่อขายต่อ จะไม่คิดค่าเสื่อมราคา แต่จะจัดเป็น สินค้าคงเหลือ เช่น ธุรกิจขายคอมพิวเตอร์ ซื้อคอมพิวเตอร์มาเพื่อขาย ในกรณีนี้คอมพิวเตอร์ถือเป็นสินค้า ไม่ใช่สินทรัพย์ถาวร จึงไม่คิดค่าเสื่อมราคา

3. เป็นสินทรัพย์หมุนเวียน ไม่ได้ใช้ระยะยาว
สินทรัพย์บางอย่างมีไว้ใช้หมุนเวียนในธุรกิจระยะสั้น ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ที่ใช้สร้างประโยชน์หลายปี จึงไม่คิดค่าเสื่อมราคา เช่น

  • เงินสด
  • เงินฝากธนาคาร
  • ลูกหนี้การค้า
  • สินค้าคงเหลือ
  • ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า

สินทรัพย์กลุ่มนี้จะใช้วิธีรับรู้ตามลักษณะของรายการนั้น ๆ แทน ไม่ได้ใช้หลักค่าเสื่อมราคา

4. ไม่ได้เสื่อมจากการใช้งานแบบสินทรัพย์ถาวรทั่วไป
บางรายการอาจเป็นสินทรัพย์ แต่ไม่ได้ลดมูลค่าจากการใช้งานทางกายภาพเหมือนอาคาร รถยนต์ หรือเครื่องจักร เช่น เงินลงทุน หรือสินทรัพย์ทางการเงินบางประเภท

รายการเหล่านี้จะใช้หลักการวัดมูลค่าหรือการด้อยค่าตามมาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้คิดค่าเสื่อมราคาแบบสินทรัพย์ถาวร

วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา

วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคา

การคำนวณค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินมี 4 วิธี โดยแต่ละวิธีมีจุดประสงค์และรูปแบบการลดลงของมูลค่าแตกต่างกันไปตามลักษณะการใช้งาน ดังนี้

1. วิธีเส้นตรง (Straight-Line Method)

การคำนวณค่าเสื่อมราคาแบบเส้นตรง เป็นการกระจายค่าเสื่อมราคาให้เท่ากันทุกปี ตลอดอายุการใช้งาน เหมาะสำหรับสินทรัพย์ที่มีการใช้งานค่อนข้างสม่ำเสมอ เช่น เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สำนักงาน หรือเครื่องใช้สำนักงานทั่วไป

คำนวณค่าเสื่อมราคา ตามวิธีเส้นตรง

หลักการคำนวณ
ค่าเสื่อมราคาต่อปี = (ราคาทุนของสินทรัพย์ – มูลค่าคงเหลือ) / อายุการใช้งาน

ตัวอย่าง
ซื้อคอมพิวเตอร์ในราคา 30,000 บาท คาดว่าจะใช้งาน 3 ปี และไม่มีมูลค่าคงเหลือ

ค่าเสื่อมราคาต่อปี = 30,000 / 3 เท่ากับ 10,000 บาทต่อปี
หมายความว่า กิจการจะบันทึกค่าเสื่อมราคาคอมพิวเตอร์ปีละ 10,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี

2. วิธีลดลงทวีคูณ (Declining Balance Method)

การคำนวณค่าเสื่อมราคาแบบลดลงทวีคูณ เหมาะสำหรับสินทรัพย์ที่เสื่อมสภาพเร็ว หรือล้าสมัยเร็ว จะคิดค่าเสื่อมปีแรก ๆ สูงและลดลงเรื่อย ๆ เช่น รถยนต์ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เทคโนโลยี เครื่องจักรบางประเภท หรืออุปกรณ์ที่ใช้งานหนักในช่วงแรก

คำนวณค่าเสื่อมราคา ตามวิธีลดลงทวีคูณ

หลักการคำนวณ
คำนวณค่าเสื่อมราคา จากมูลค่าตามบัญชีคงเหลือของสินทรัพย์ในแต่ละปี ไม่ได้คำนวณจากราคาทุนเดิมตลอดเวลา

ตัวอย่าง
ถ้าซื้ออุปกรณ์ราคา 100,000 บาท และใช้อัตราค่าเสื่อมราคา 40% ต่อปี

ปีแรก ค่าเสื่อมราคา = 100,000 × 40% = 40,000 บาท
มูลค่าคงเหลือ = 60,000 บาท

ปีที่สอง ค่าเสื่อมราคา = 60,000 × 40% = 24,000 บาท
มูลค่าคงเหลือ = 36,000 บาท

จะเห็นว่า ค่าเสื่อมราคาในปีแรกสูงกว่าปีถัดไป เพราะคำนวณจากมูลค่าตามบัญชีที่ลดลงเรื่อย ๆ

3. วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum-of-the-Years’-Digits Method)

การคำนวณค่าเสื่อมราคาตามผลรวมจำนวนปี เหมาะสำหรับสินทรัพย์ที่ให้ประโยชน์สูงในช่วงแรก และให้ผลประโยชน์ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป เช่น เครื่องจักรบางประเภท รถยนต์ หรืออุปกรณ์ที่ประสิทธิภาพลดลงตามอายุการใช้งาน

คำนวณค่าเสื่อมราคา ตามวิธีผลรวมจำนวนปี

หลักการคำนวณ
คำนวณค่าเสื่อมราคาจากมูลค่าตามบัญชีคงเหลือ ในแต่ละปี ไม่ได้คำนวณจากต้นทุนเดิมตลอดเวลา มักจะตั้งอัตราให้เป็น 2 เท่า ของวิธีเส้นตรงเสมอ เมื่อมูลค่าตามบัญชีลดลงมาเท่ากับมูลค่าซาก (Salvage Value) ที่กำหนดไว้ จะต้องหยุดคิดค่าเสื่อมราคาทันที

ตัวอย่าง
กำหนดให้

  • ราคาทุนของสินทรัพย์: 100,000 บาท
  • อายุการใช้งาน: 5 ปี
  • มูลค่าซาก (Salvage Value): 10,000 บาท (จุดที่จะต้องหยุดคิดค่าเสื่อมราคา)

เริ่มต้นด้วยการหาอัตราค่าเสื่อมราคา

  • วิธีเส้นตรง 5 ปี = 100% ÷ 5 = 20% ต่อปี
  • วิธียอดคงเหลือลดลงทวีคูณ = 20% × 2 = 40% ต่อปี

จากนั้นให้คำนวณค่าเสื่อมราคาปีต่อปี ดังนี้

ปีที่ มูลค่า อัตรา ค่าเสื่อมราคา
ประจำปี
มูลค่าคงเหลือ
ปลายปี
1 100,000 40% 100,000 × 40%
= 40,000
60,000
2 60,000 40% 60,000 × 40%
= 24,000
36,000
3 36,000 40% 36,000 × 40%
= 14,400
21,600
4 21,600 40% 21,600 × 40%
= 8,640
12,960
5 12,960 ปรับ 12,960 – 10,000
= 2,960*
10,000

*หากคำนวณตามปกติในปีที่ 5 แล้วนำมาหักลบ 5,184 บาท จะเหลือมูลค่าสินทรัพย์ 7,776 บาท ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าซากที่ตั้งไว้ (10,000 บาท) ในปีสุดท้าย จะไม่ใช้อัตรา 40% แต่จะใช้มูลค่าต้นปี – มูลค่าซากแทน ให้มูลค่าปลายปีเหลือเท่ากับมูลค่าซากพอดี ค่าเสื่อมปีสุดท้ายจึงเท่ากับ 2,960 บาท

จะเห็นว่าค่าเสื่อมราคาในปีแรกสูงกว่าปีถัดไป เพราะคำนวณจากมูลค่าทางบัญชีที่ลดลงเรื่อย ๆ ค่ะ

4. วิธีตามผลผลิตหรือชั่วโมงการใช้งาน (Units of Production Method)

การคำนวณค่าเสื่อมราคาตามผลผลิตหรือชั่วโมงการใช้งาน เหมาะสำหรับสินทรัพย์ที่ให้ประโยชน์มากในช่วงแรก และให้ประโยชน์น้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป เช่น เครื่องจักรบางประเภท รถยนต์ หรืออุปกรณ์ที่ประสิทธิภาพลดลงตามอายุการใช้งาน

การคำนวณค่าเสื่อมราคา ตามวิธีตามชั่วโมงการใช้งาน

หลักการคำนวณ
ค่าเสื่อมราคาต่อหน่วย = (ราคาทุนของสินทรัพย์ – มูลค่าคงเหลือ) / จำนวนหน่วยที่คาดว่าจะผลิตได้ทั้งหมด

จากนั้นนำค่าเสื่อมราคาต่อหน่วยไปคูณกับจำนวนหน่วยที่ผลิตจริงในแต่ละงวด

ตัวอย่าง
ธุรกิจซื้อเครื่องจักรราคา 500,000 บาท คาดว่าจะผลิตสินค้าได้ทั้งหมด 100,000 หน่วย และไม่มีมูลค่าคงเหลือ

ค่าเสื่อมราคาต่อหน่วย = 500,000 ÷ 100,000
เท่ากับ 5 บาทต่อหน่วย

ถ้าในปีนี้ผลิตสินค้าได้ 20,000 หน่วย
ค่าเสื่อมราคาปีนี้ = 20,000 × 5
เท่ากับ 100,000 บาท

วิธีนี้ช่วยให้ค่าเสื่อมราคาสอดคล้องกับการใช้งานจริงมากขึ้น โดยปีไหนผลิตมาก ค่าเสื่อมราคาก็จะสูง ปีไหนผลิตน้อย ค่าเสื่อมราคาก็จะลดลง

ค่าเสื่อมราคาทางบัญชี เกี่ยวข้องกับงบการเงินอย่างไร ?

1. ผลต่องบกำไรขาดทุน

ค่าเสื่อมราคาจะถูกบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ ทำให้กำไรสุทธิลดลง

ตัวอย่าง
หากมีรายได้ 1,000,000 บาท มีค่าใช้จ่ายอื่น 600,000 บาท และมีค่าเสื่อมราคา 100,000 บาท กำไรสุทธิทางบัญชีจะเหลือ 300,000 บาท

แม้ค่าเสื่อมราคาจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่มีเงินสดจ่ายออกในรอบนั้นโดยตรง แต่ก็เป็นต้นทุนจากการใช้สินทรัพย์ที่ต้องสะท้อนในงบการเงิน

2. ผลต่องบแสดงฐานะการเงิน

ในงบฐานะการเงิน สินทรัพย์ถาวรจะแสดงด้วยมูลค่าตามบัญชี ซึ่งเป็นราคาทุนของสินทรัพย์หักด้วยค่าเสื่อมราคาสะสม

ตัวอย่าง

  • ธุรกิจซื้อเครื่องจักร 500,000 บาท
  • มีค่าเสื่อมราคาสะสม 100,000 บาท
  • มูลค่าตามบัญชีของเครื่องจักรจะเหลือ 400,000 บาท

ดังนั้น ค่าเสื่อมราคาจึงช่วยให้มูลค่าสินทรัพย์ในงบการเงินไม่แสดงสูงเกินจริงเมื่อเวลาผ่านไป

ค่าเสื่อมราคาทางบัญชี กับ ค่าเสื่อมราคาทางภาษี ต่างกันไหม ?

ค่าเสื่อมราคาทางบัญชี ทำให้ข้อมูลในงบการเงินสะท้อนการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์อย่างเหมาะสม เช่น อายุการใช้งานจริง รูปแบบการใช้งาน และมูลค่าคงเหลือที่คาดว่าจะได้รับ

ค่าเสื่อมราคาทางภาษี ใช้เพื่อคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี โดยพิจารณาเกณฑ์ที่กฎหมายภาษีกำหนด เช่น ประเภทสินทรัพย์ อัตราค่าเสื่อมราคาสูงสุด และเงื่อนไขในการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา

สรุป

ค่าเสื่อมราคา คือ การทยอยรับรู้ต้นทุนของสินทรัพย์ถาวรเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการใช้งานของสินทรัพย์นั้น เพราะสินทรัพย์เหล่านี้ไม่ได้สร้างประโยชน์เพียงปีเดียว แต่ถูกใช้ต่อเนื่องหลายปี การคิดค่าเสื่อมราคาจึงช่วยให้งบการเงินสะท้อนต้นทุนและกำไรได้เหมาะสมมากขึ้น

ดังนั้น ธุรกิจที่มีสินทรัพย์ถาวรจำนวนมาก ควรมีการจัดทะเบียนสินทรัพย์ คำนวณค่าเสื่อมราคาอย่างเป็นระบบ และตรวจสอบให้สอดคล้องกับหลักบัญชีและหลักภาษีอยู่เสมอ

หากธุรกิจของคุณมีการซื้อสินทรัพย์เข้าบริษัท เช่น รถยนต์ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์สำนักงาน การบันทึกบัญชีค่าเสื่อมราคาให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้งบการเงินสะท้อนต้นทุนจริงของกิจการ และลดความคลาดเคลื่อนในการคำนวณภาษี ชอบการบัญชีพร้อมช่วยดูแลการบันทึกบัญชี ตรวจสอบสินทรัพย์ และจัดทำงบการเงินให้ถูกต้องตามหลักบัญชีและภาษี ติดต่อเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยค่ะ

อ้างอิง :

เขียนโดย

Picture of Chob Accounting Team

Chob Accounting Team

คัดสรรบทความเรื่องภาษี บัญชี และธุรกิจ โดย Chob Accounting Team

เขียนโดย

Picture of Chob Accounting Team

Chob Accounting Team

คัดสรรบทความเรื่องภาษี บัญชี และธุรกิจ โดย Chob Accounting Team

บทความที่เกี่ยวข้อง