เวลาธุรกิจซื้อรถยนต์ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ หลายคนอาจเข้าใจว่าราคาที่จ่ายในตอนที่ซื้อคือราคาทุนของสินทรัพย์ แต่ในทางบัญชีอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป เพราะกว่าที่สินทรัพย์หนึ่งชิ้นจะพร้อมนำมาใช้งาน อาจต้องจ่ายทั้งค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง ค่าเตรียมสถานที่ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรง และค่าใช้จ่ายบางรายการเหล่านี้อาจต้องนำมารวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ด้วย
ราคาทุนของสินทรัพย์ คืออะไร ?
ราคาทุนของสินทรัพย์ (Cost of assets) คือ จำนวนเงินหรือมูลค่าของสิ่งตอบแทนที่กิจการจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสินทรัพย์ รวมถึงต้นทุนที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการทำให้สินทรัพย์อยู่ในสถานที่และสภาพที่พร้อมใช้งานตามวัตถุประสงค์ของกิจการ
ถ้าไม่ชำระเงินในรายการเหล่านี้ สินทรัพย์จะสามารถอยู่ในสถานที่ และสภาพที่พร้อมใช้งานตามที่กิจการต้องการได้หรือไม่ ?
ถ้าคำตอบคือ ไม่ได้ ค่าใช้จ่ายนั้นมีโอกาสเป็นต้นทุนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสินทรัพย์ แต่ยังต้องพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขทางบัญชีของแต่ละรายการประกอบด้วย
ราคาทุนของสินทรัพย์ประกอบด้วยอะไรบ้าง ?
สำหรับสินทรัพย์ประเภทที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ราคาทุนไม่ได้ดูเฉพาะราคาบนใบเสนอราคาหรือใบกำกับภาษี แต่ต้องพิจารณาต้นทุนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการได้มาและการทำให้สินทรัพย์พร้อมใช้งานด้วย ดังนี้
1. ราคาซื้อสินทรัพย์
องค์ประกอบแรกและมักเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด คือ ราคาที่กิจการจ่ายเพื่อซื้อสินทรัพย์ เช่น
- ซื้อเครื่องจักร 500,000 บาท
- ซื้อคอมพิวเตอร์ 40,000 บาท
- ซื้อเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน 80,000 บาท
- ซื้ออุปกรณ์สำหรับใช้ในการผลิต 200,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ราคาซื้อที่นำมาใช้คำนวณราคาทุนจะต้องพิจารณารายการอื่นประกอบ เช่น ส่วนลดการค้า อากรขาเข้า และภาษีที่ไม่สามารถเรียกคืนได้
ตัวอย่างเช่น หากเครื่องจักรมีราคาป้าย 550,000 บาท แต่ผู้ขายให้ส่วนลด 50,000 บาท ราคาที่นำมาพิจารณาจะไม่ใช่ 550,000 บาทโดยอัตโนมัติ แต่ต้องพิจารณาราคาหลังหักส่วนลดตามเงื่อนไขที่เกิดขึ้นจริง
2. ค่าขนส่งสินทรัพย์
หากการซื้อสินทรัพย์จำเป็นต้องมีการขนส่งจากผู้ขายมายังโรงงาน สำนักงาน หรือสถานที่ที่จะนำสินทรัพย์ไปใช้งาน ค่าขนส่งเริ่มแรกที่เกี่ยวข้องโดยตรง อาจรวมเป็นส่วนหนึ่งของราคาทุนได้
ยกตัวอย่างเช่น กิจการซื้อเครื่องจักรจากกรุงเทพฯ ราคา 800,000 บาท และต้องจ่ายค่าขนส่งมายังโรงงานอีก 20,000 บาท หากค่าขนส่งดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อให้เครื่องจักรมาถึงสถานที่ที่กิจการจะใช้งาน ราคาทุนเบื้องต้นจึงอาจเป็น 800,000 + 20,000 = 820,000 บาท
3. ค่าติดตั้งและเตรียมสถานที่
สินทรัพย์บางประเภทซื้อมาแล้วไม่สามารถนำมาใช้งานได้ทันที เช่น เครื่องจักรขนาดใหญ่ ระบบผลิต หรืออุปกรณ์ที่ต้องมีการติดตั้งเฉพาะทาง กิจการอาจต้องมีค่าใช้จ่าย เช่น
- ค่าเตรียมพื้นที่สำหรับติดตั้ง
- ค่าแรงติดตั้ง
- ค่าประกอบเครื่องจักร
- ค่าเดินระบบที่จำเป็นสำหรับการติดตั้ง
- ค่าปรับพื้นที่เพื่อรองรับเครื่องจักร
หากต้นทุนเหล่านี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำให้สินทรัพย์อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ก็อาจนำมารวมเป็นราคาทุนได้ เช่น ซื้อเครื่องจักร 1,000,000 บาท และต้องเสียค่าติดตั้ง 100,000 บาทก่อนจึงจะสามารถเริ่มผลิตสินค้าได้
ราคาทุนเบื้องต้นจึงอาจเป็น 1,000,000 + 100,000 = 1,100,000 บาท ต้นทุนการเตรียมสถานที่ รวมถึงต้นทุนการติดตั้งและการประกอบ เป็นตัวอย่างต้นทุนทางตรงที่ระบุไว้ในมาตรฐานการบัญชีเช่นกัน
4. ค่าทดสอบก่อนนำสินทรัพย์มาใช้งาน
สินทรัพย์บางชนิด โดยเฉพาะเครื่องจักรหรือระบบการผลิต จำเป็นต้องมีการทดสอบก่อนใช้งานจริง เช่น โรงงานซื้อเครื่องจักรสำหรับผลิตสินค้า และต้องทดลองเดินเครื่องเพื่อดูว่าเครื่องจักรสามารถทำงานได้ตามกำลังการผลิตและมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่
ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการทดสอบว่า สินทรัพย์สามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสมหรือไม่ อาจถือเป็นต้นทุนทางตรงที่รวมอยู่ในราคาทุนของสินทรัพย์ได้ ตัวอย่างเช่น
- ค่าใช้จ่ายในการทดลองเดินเครื่อง
- ค่าบริการผู้เชี่ยวชาญในการทดสอบระบบ
- ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบประสิทธิภาพก่อนเปิดใช้งาน
โดยต้องเป็นต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการทำให้สินทรัพย์พร้อมใช้งานจริง ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตามปกติหลังจากเริ่มใช้งานแล้ว
5. ต้นทุนอื่นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำให้สินทรัพย์พร้อมใช้งาน
นอกจากรายการข้างต้นแล้ว ยังอาจมีค่าใช้จ่ายอื่นที่สามารถรวมเป็นราคาทุนได้ หากพิสูจน์ได้ว่า เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำให้สินทรัพย์อยู่ในสถานที่และสภาพที่พร้อมใช้งานตามวัตถุประสงค์ของฝ่ายบริหาร
ตัวอย่างเช่น
- ค่าบริการวิศวกรที่เกี่ยวข้องกับการติดตั้ง
- ค่าธรรมเนียมผู้เชี่ยวชาญ
- ค่าออกแบบเฉพาะที่จำเป็นต่อการติดตั้งสินทรัพย์
- ต้นทุนพนักงานบางส่วนที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการก่อสร้างหรือได้มาซึ่งสินทรัพย์
ความเกี่ยวข้องโดยตรงจึงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะไม่ใช่ว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดในช่วงเวลาเดียวกับการซื้อสินทรัพย์จะสามารถนำมารวมเป็นราคาทุนได้
ราคาทุนของสินทรัพย์คำนวณอย่างไร ?
ในกรณีทั่วไป สามารถคำนวณราคาทุนของสินทรัพย์เบื้องต้นได้ตามสูตรดังนี้
ราคาทุนของสินทรัพย์ = ราคาซื้อสุทธิ + ต้นทุนทางตรงที่จำเป็นเพื่อทำให้สินทรัพย์พร้อมใช้งาน + ต้นทุนอื่นที่เข้าเกณฑ์
ตัวอย่างการคำนวณราคาทุนของสินทรัพย์
บริษัทซื้อเครื่องจักรสำหรับใช้ในโรงงาน โดยมีค่าใช้จ่ายดังนี้
| รายการ | จำนวนเงิน (บาท) |
|---|---|
| ราคาเครื่องจักร | 800,000 |
| ค่าขนส่ง | 20,000 |
| ค่าเตรียมพื้นที่ | 30,000 |
| ค่าติดตั้ง | 50,000 |
| ค่าทดสอบเครื่องจักร | 10,000 |
| ค่าอบรมพนักงาน | 15,000 |
| ค่าโฆษณาเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ | 25,000 |
หากพิจารณาแล้วว่าค่าขนส่ง ค่าเตรียมพื้นที่ ค่าติดตั้ง และค่าทดสอบเป็นต้นทุนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำให้เครื่องจักรพร้อมใช้งาน ราคาทุนจะคำนวณได้เป็น 800,000 + 20,000 + 30,000 + 50,000 + 10,000 = 910,000 บาท
ในส่วนของค่าอบรมพนักงาน 15,000 บาท และค่าโฆษณา 25,000 บาท ไม่ได้นำมารวมเป็นราคาทุนของเครื่องจักร แต่พิจารณาบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น ถึงแม้ว่าธุรกิจจะมีเงินจ่ายออกจากเหตุการณ์ครั้งนี้รวม 950,000 บาท แต่ไม่ได้หมายความว่าเครื่องจักรต้องถูกบันทึกเป็นสินทรัพย์ 950,000 บาททั้งหมด
เป็นเหตุผลว่าทำไมการแยกประเภทค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ซื้อสินทรัพย์จึงสำคัญต่อการทำบัญชีค่ะ
VAT ต้องรวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์หรือไม่ ?
ในกรณีนี้ขึ้นอยู่ที่ว่า VAT หรือภาษีซื้อนั้นกิจการสามารถเรียกคืนหรือนำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้หรือไม่ ตามหลักการของมาตรฐานการบัญชีกำหนดให้ราคาซื้อรวม ภาษีซื้อที่เรียกคืนไม่ได้ เป็นส่วนหนึ่งของราคาทุน
จึงสามารถทำความเข้าใจได้ 2 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1 กิจการสามารถนำ VAT ไปเป็นภาษีซื้อได้
ตัวอย่างเช่น
ราคาสินทรัพย์ก่อน VAT = 100,000 บาท
VAT 7% = 7,000 บาท
ยอดที่จ่ายจริง = 107,000 บาท
หากกิจการมีสิทธินำภาษีซื้อ 7,000 บาทไปใช้ในการคำนวณ VAT ได้ตามปกติ ราคาทุนในส่วนของราคาซื้อจึงโดยทั่วไปพิจารณาจาก 100,000 บาท ไม่ใช่ 107,000 บาท
เพราะ VAT 7,000 บาทไม่ได้เป็นต้นทุนที่กิจการต้องรับภาระในที่สุดในลักษณะเดียวกับราคาสินทรัพย์
กรณีที่ 2 VAT ไม่สามารถนำไปเป็นภาษีซื้อได้หรือเรียกคืนไม่ได้
หากกิจการไม่สามารถนำ VAT ดังกล่าวไปหักหรือเรียกคืนได้ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ภาษีนั้นอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของราคาทุนของสินทรัพย์
ตัวอย่างเช่น
ราคาสินทรัพย์ = 100,000 บาท
VAT ที่เรียกคืนไม่ได้ = 7,000 บาท
ราคาทุนในส่วนดังกล่าวอาจเท่ากับ 107,000 บาท
โดยกรมสรรพากรมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับภาษีซื้อที่ไม่ให้นำไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนั้นในทางปฏิบัติต้องพิจารณาทั้งสถานะ VAT ของกิจการ ลักษณะสินทรัพย์ เอกสาร และสิทธิในการใช้ภาษีซื้อของแต่ละกรณีประกอบกัน
สรุป
หัวใจสำคัญของราคาทุนของสินทรัพย์ คือ การหาว่าแท้จริงแล้วกิจการต้องใช้ต้นทุนเท่าไรเพื่อให้ได้สินทรัพย์มาอยู่ในสถานที่ และสภาพที่พร้อมใช้งานตามวัตถุประสงค์ ดังนั้น เวลาซื้อสินทรัพย์ ไม่ควรมองเฉพาะตัวเลขในใบเสนอราคาหรือราคาหน้าใบกำกับภาษีเท่านั้น สิ่งที่ควรพิจารณาประกอบ ได้แก่ ราคาซื้อหลังหักส่วนลด อากรและภาษีที่เรียกคืนไม่ได้ ค่าขนส่งเริ่มแรก ค่าเตรียมสถานที่ ค่าติดตั้งและประกอบ ค่าทดสอบก่อนพร้อมใช้งาน ต้นทุนทางตรงอื่นที่จำเป็น
ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายอย่างค่าบริหารทั่วไป ค่าอบรมพนักงาน ค่าโฆษณา และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานหลังจากสินทรัพย์พร้อมใช้งานแล้ว โดยทั่วไปไม่ควรนำมารวมเป็นราคาทุนเพียงเพราะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน การแยกรายการเหล่านี้ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นสำคัญมาก เพราะราคาทุนของสินทรัพย์จะเป็นฐานสำคัญในการบันทึกบัญชีและคำนวณค่าเสื่อมราคาในงวดต่อ ๆ ไป หากบันทึกราคาทุนผิด ผลกระทบจึงอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเดือนที่ซื้อสินทรัพย์ แต่สามารถต่อเนื่องไปยังงบการเงินในอนาคตได้
หากธุรกิจของคุณมีการซื้อเครื่องจักร รถยนต์ คอมพิวเตอร์ หรือสินทรัพย์หลายรายการ และไม่แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายใดควรบันทึกเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่าย ชอบการบัญชี มีบริการรับทำบัญชีรายเดือน ช่วยตรวจสอบและจัดหมวดหมู่รายการให้ถูกต้อง พร้อมดูแลข้อมูลบัญชีให้พร้อมสำหรับการปิดงบการเงิน
ติดต่อ Chob Accounting
โทร : 094-159-4561
Facebook : สำนักงานบัญชีคุณภาพ ชอบการบัญชี ออนไลน์
Line : @chobaccounting