เมื่อกิจการต้องการซื้อเครื่องจักร ขยายโรงงาน หรือเพิ่มพื้นที่ให้บริการ การใช้เงินสดที่มีอยู่ทั้งหมดอาจทำให้เหลือเงินไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ เจ้าของธุรกิจจึงอาจเลือกกู้เงิน และทยอยชำระคืนหลายปี เพื่อให้ยังมีเงินหมุนเวียนสำหรับดำเนินงาน ภาระบางส่วนจากการกู้ยืมนี้อาจแสดงเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนในงบฐานะการเงิน แต่การที่ยังไม่ต้องชำระทั้งหมดในระยะสั้น ไม่ได้หมายความว่าภาระดังกล่าวจะไม่มีผลต่อธุรกิจ เพราะทั้งเงินต้น ดอกเบี้ย และเงื่อนไขสัญญา ล้วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในอนาคต
ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจว่าหนี้สินไม่หมุนเวียนคืออะไร มีรายการใดบ้าง และเจ้าของกิจการควรทำความเข้าใจตัวเลขเหล่านี้อย่างไรค่ะ
หนี้สินไม่หมุนเวียน คืออะไร ?
หนี้สินไม่หมุนเวียน (Non-current Liabilities) คือ ภาระผูกพันของกิจการที่มีกำหนดชำระเกินกว่า 12 เดือน นับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน
อย่างไรก็ตาม การจัดประเภทต้องพิจารณารอบการดำเนินงานตามปกติ และสิทธิในการเลื่อนชำระหนี้ประกอบด้วย ไม่ใช่ดูจากระยะเวลาเพียงอย่างเดียว
อธิบายง่าย ๆ คือ หนี้สินไม่หมุนเวียน เป็นภาระที่กิจการยังต้องรับผิดชอบในระยะยาว เช่น เงินกู้ซื้อเครื่องจักรส่วนที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระภายในปีถัดไป โดยรายการนี้แสดงอยู่ในงบฐานะการเงิน ช่วยให้เห็นภาระในระยะยาวแยกจากภาระที่ต้องจัดหาเงินมาชำระในระยะสั้น
จุดสำคัญคือ ต้องนับระยะเวลาจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ไม่ใช่วันที่เริ่มกู้ ดังนั้น เงินกู้ที่เคยเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียน อาจมีบางส่วนเปลี่ยนเป็นหนี้สินหมุนเวียนเมื่อใกล้ถึงกำหนดชำระ
หนี้สินไม่หมุนเวียน มีอะไรบ้าง ?
หนี้สินไม่หมุนเวียนที่พบบ่อย มีดังนี้
1. เงินกู้ยืมระยะยาว : เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินหรือธนาคารที่มีกำหนดชำระคืนเกินกว่า 1 ปี เช่น กู้ซื้อที่ดิน อาคาร หรือเครื่องจักร
2. หุ้นกู้และพันธบัตร : ตราสารหนี้ที่กิจการออกขายให้แก่นักลงทุน หรือประชาชนทั่วไป โดยมีกำหนดไถ่ถอนในระยะยาว
3. หนี้จำนอง : หนี้เงินกู้ที่มีการนำเอาอสังหาริมทรัพย์ หรือทรัพย์สิน มาจดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันในระยะยาว
4. หนี้สินตามสัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาเช่าการเงิน : ภาระผูกพันในการเช่าซื้อทรัพย์สินระยะยาวที่โอนความเสี่ยง และผลตอบแทน
5. ภาระผูกพันผลประโยชน์พนักงานระยะยาว : ประมาณการหนี้สินผลประโยชน์ของพนักงาน เมื่อเกษียณอายุตามกฎหมายแรงงาน
หนี้สินไม่หมุนเวียน ต่างจากหนี้สินหมุนเวียนอย่างไร ?
หนี้สินหมุนเวียนสะท้อนภาระที่เกี่ยวข้องกับรอบการดำเนินงานปกติ หรือถึงกำหนดชำระในระยะใกล้ ส่วนหนี้สินไม่หมุนเวียนสะท้อนภาระที่ไม่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว
นอกจากนั้นแล้ว ยังแยกความแตกต่างตามประเด็นดังนี้
| ประเด็นเปรียบเทียบ | หนี้สินหมุนเวียน | หนี้สินไม่หมุนเวียน |
|---|---|---|
| เกณฑ์โดยทั่วไป | ชำระในรอบดำเนินงานปกติ หรือภายใน 12 เดือน รวมถึงกรณีไม่มีสิทธิเลื่อนชำระตามเกณฑ์ | ไม่เข้าเกณฑ์หนี้สินหมุนเวียน โดยทั่วไปชำระเกิน 12 เดือน |
| สิ่งที่เจ้าของกิจการควรวางแผน | เงินสดสำหรับจ่ายภาระระยะสั้น | แหล่งเงินสำหรับรองรับภาระในอนาคต |
| ประเด็นที่ควรติดตาม | ยอดเรียกเก็บจากลูกค้าและกำหนดจ่ายเจ้าหนี้ | ตารางชำระหนี้ ดอกเบี้ย และเงื่อนไขสัญญา |
ทั้งนี้ หนี้ที่ชำระเกิน 12 เดือน อาจเป็นหนี้สินหมุนเวียนได้ หากเป็นภาระในรอบการดำเนินงานตามปกติของกิจการ จึงไม่ควรใช้เกณฑ์เกินหนึ่งปี เป็นข้อสรุปเพียงข้อเดียว
เงินกู้ระยะยาว ต้องเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนทั้งหมดหรือไม่ ?
เงินกู้ระยะยาว ไม่จำเป็นต้องเป็นทั้งหมด เพราะส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายใน 12 เดือน นับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ต้องแยกแสดงเป็นหนี้สินหมุนเวียน ส่วนที่เหลือจึงพิจารณาจัดเป็นหนี้สินไม่หมุนเวียนตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างเช่น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2569 บริษัทมีเงินต้นคงเหลือตามบัญชี 3,000,000 บาท โดยตามสัญญาต้องชำระเงินต้นในปี 2570 จำนวน 600,000 บาท และส่วนที่เหลือชำระหลังจากนั้น
หากไม่มีเงื่อนไขอื่นที่ทำให้ต้องจัดเป็นหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มเติม จะจำแนกได้ดังนี้
| การแสดงรายการ | จำนวนเงิน |
|---|---|
| หนี้สินหมุนเวียน : ส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี | 600,000 บาท |
| หนี้สินไม่หมุนเวียน : เงินกู้ยืมระยะยาวส่วนที่เหลือ | 2,400,000 บาท |
| รวมเงินต้นคงเหลือ | 3,000,000 บาท |
ตารางนี้แสดงเฉพาะเงินต้นตามสมมติฐาน ไม่ใช่ยอดเงินสดทั้งหมดที่ต้องเตรียม เพราะการชำระจริงอาจมีดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
สิ่งที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมตอนปิดงบ คือนำยอดคงเหลือจากธนาคารมาเทียบกับบัญชีเพื่อตรวจสอบยอดหนี้ แต่ยังต้องอ่านตารางผ่อนชำระเพื่อแยกประเภทให้ถูกต้องด้วย การจัดประเภทผิดอาจทำให้ผู้อ่านงบประเมินหนี้ระยะสั้นคลาดเคลื่อน แม้ยอดหนี้รวมจะถูกต้องก็ตาม
หนี้สินไม่หมุนเวียน มีผลต่อกิจการอย่างไร ?
หนี้สินไม่หมุนเวียนช่วยให้กิจการเข้าถึงเงินทุน หรือทรัพยากรสำหรับดำเนินธุรกิจในระยะยาว แต่ก็มาพร้อมภาระในอนาคต และความเสี่ยงที่ต้องบริหาร สำหรับหนี้จากการกู้ยืม ผลกระทบสำคัญอยู่ที่ความสามารถสร้างเงินสด ต้นทุนทางการเงิน และข้อจำกัดตามสัญญา
ผลดีหรือผลเสีย จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับยอดหนี้อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่ากิจการนำเงินไปใช้ทำอะไร และมีแหล่งเงินรองรับการชำระคืนเพียงใด
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีผลต่อธุรกิจหลายด้านผ่านคำถามดังต่อไปนี้
1. ช่วยให้กิจการลงทุน และขยายธุรกิจได้อย่างไร ?
เงินกู้ระยะยาวช่วยให้กิจการลงทุนได้ โดยไม่ต้องใช้เงินสดที่มีอยู่ทั้งหมดในครั้งเดียว เช่น ซื้อเครื่องจักรเพิ่มกำลังผลิต หรือปรับปรุงสถานประกอบการ พร้อมทยอยชำระคืนตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้
อย่างไรก็ตาม การมีเครื่องจักรเพิ่มไม่ได้ทำให้มีเงินชำระหนี้เพิ่มโดยอัตโนมัติ เจ้าของกิจการควรพิจารณาทั้งยอดสั่งซื้อที่รองรับ กำลังคน ต้นทุนการเดินเครื่อง และเวลาที่ลูกค้าจะจ่ายเงินจริง
พร้อมเปรียบเทียบจังหวะที่การลงทุนเริ่มสร้างเงินสด กับจังหวะที่ต้องเริ่มผ่อนหนี้ เพราะแม้โครงการจะดูมีกำไรในระยะยาว ก็อาจเกิดช่องว่างเงินสดระหว่างเริ่มดำเนินงานได้
2. สร้างภาระต่อกระแสเงินสดในอนาคตอย่างไร ?
หนี้ระยะยาวทำให้กิจการต้องจัดสรรเงินสดสำหรับการชำระตามกำหนด แม้ยอดขายในบางเดือนจะลดลงหรือลูกค้าจ่ายเงินช้ากว่าคาด ภาระดังกล่าวจึงต้องรวมอยู่ในแผนกระแสเงินสดตั้งแต่ต้น
ตัวอย่างเช่น กิจการเหลือเงินสดจากการดำเนินงานก่อนชำระหนี้เดือนละ 150,000 บาท และต้องจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเดือนละ 100,000 บาท จะเหลือเงิน 50,000 บาทก่อนรายจ่ายอื่นที่ยังไม่ได้รวม
หากเงินสดจากการดำเนินงานลดลงเหลือ 90,000 บาท กิจการจะขาดเงินสำหรับชำระหนี้ 10,000 บาทในเดือนนั้น แม้ผลประกอบการทางบัญชีอาจยังมีกำไรอยู่ สิ่งที่ควรติดตามจึงไม่ใช่เพียงกำไร แต่รวมถึงวันที่เก็บเงินได้จริง เงินสดคงเหลือ และยอดชำระหนี้ในแต่ละเดือนอีกด้วย
3. ดอกเบี้ย และต้นทุนทางการเงินเกี่ยวข้องกับกำไรอย่างไร ?
ดอกเบี้ย และต้นทุนการกู้ยืมที่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายจะลดกำไรของงวด ส่วนการจ่ายคืนเงินต้นเป็นการลดหนี้สิน ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน อย่างไรก็ตาม ต้นทุนการกู้ยืมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสินทรัพย์ที่เข้าเงื่อนไขต้องรวมเป็นราคาทุนของสินทรัพย์ตามหลักเกณฑ์บัญชี จึงไม่ใช่ดอกเบี้ยทุกกรณีที่เป็นค่าใช้จ่ายได้ทันที
ตัวอย่างเช่น หากค่างวด 50,000 บาท แบ่งเป็นเงินต้น 40,000 บาทและดอกเบี้ย 10,000 บาท ภายใต้สมมติฐานว่าดอกเบี้ยทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายของงวด จะมีผลดังนี้
- เงินสดลดลง 50,000 บาท
- หนี้สินเงินต้นลดลง 40,000 บาท
- กำไรก่อนภาษีลดลงจากดอกเบี้ย 10,000 บาท
ความแตกต่างนี้อธิบายได้ว่า เหตุใดบางกิจการจึงมีกำไรแต่เงินสดเหลือน้อย เพราะเงินสดส่วนหนึ่งถูกนำไปชำระเงินต้น ซึ่งไม่ได้หักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไร
4. มีผลต่อโครงสร้างเงินทุน และความเสี่ยงของกิจการอย่างไร ?
การกู้ยืมเพิ่มทำให้กิจการพึ่งพาเงินทุนจากเจ้าหนี้มากขึ้น และมีภาระชำระตามสัญญาเพิ่มตามไปด้วย การประเมินความเสี่ยง จึงควรดูหนี้สินควบคู่กับส่วนของเจ้าของ และความสามารถสร้างเงินสด
อัตราส่วนหนึ่งที่ใช้ประกอบการพิจารณาคือ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ (D/E Ratio) โดยเมื่อใช้ความหมายแบบหนี้สินรวม จะคำนวณดังนี้
D/E Ratio = หนี้สินรวม / ส่วนของเจ้าของ
ตัวอย่างเช่น หากกิจการมีหนี้สินรวม 4 ล้านบาท และส่วนของเจ้าของ 2 ล้านบาท จะมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ (D/E) เท่ากับ 2 เท่า
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีตัวเลขเดียวที่ใช้ตัดสินความเหมาะสมได้กับทุกธุรกิจ และหากนำไปตรวจเงื่อนไขเงินกู้ ต้องใช้คำนิยามตามสัญญา เพราะผู้ให้กู้อาจกำหนดรายการที่นำมาคำนวณแตกต่างกัน
อีกประเด็นที่ควรดูคือ กำหนดชำระที่กระจุกตัว กิจการสองแห่งอาจมีหนี้รวมเท่ากัน แต่กิจการที่ต้องคืนเงินก้อนใหญ่ในปีเดียวอาจต้องเตรียมสภาพคล่องมากกว่ากิจการที่ทยอยชำระหลายปี
5. เงื่อนไขเงินกู้มีผลต่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจอย่างไร ?
เงื่อนไขเงินกู้อาจจำกัดการตัดสินใจบางอย่าง เช่น การกู้เพิ่ม การจ่ายเงินปันผล หรือการจำหน่ายทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละสัญญา
เจ้าของกิจการจึงควรตรวจสอบมากกว่าอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะเงื่อนไขเกี่ยวกับ
- การรักษาอัตราส่วนทางการเงิน
- การส่งงบการเงิน และข้อมูลให้ผู้ให้กู้
- การขออนุมัติก่อนก่อหนี้หรือทำรายการบางประเภท
- เหตุผิดนัดและสิทธิเรียกชำระหนี้ก่อนกำหนด
- ค่าธรรมเนียมชำระหนี้ก่อนกำหนด
สำหรับกิจการที่ใช้ TFRS for NPAEs หากละเมิดเงื่อนไขก่อนหรือ ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงานจนหนี้กลายเป็นหนี้ที่จ่ายคืนเมื่อทวงถาม อาจต้องจัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน โดยต้องพิจารณาเงื่อนไขและเวลาที่ได้รับการผ่อนผันตามมาตรฐานด้วย
ดังนั้น การติดตามเงื่อนไขสัญญา จึงมีผลทั้งต่อการบริหารเงินสดและการแสดงรายการในงบการเงิน

เจ้าของกิจการควรวางแผนดูแลหนี้สินไม่หมุนเวียนอย่างไร ?
เจ้าของกิจการควรจัดทำตารางภาระหนี้ควบคู่กับประมาณการกระแสเงินสด และทบทวนทั้งกำหนดชำระ ดอกเบี้ย และเงื่อนไขสัญญาอย่างสม่ำเสมอ เป้าหมายคือรู้ล่วงหน้าว่าช่วงใดต้องใช้เงินเท่าไร และมีแหล่งเงินรองรับจากที่ใด
แนวทางที่นำไปใช้ได้มีดังนี้
1. รวบรวมสัญญา และยอดหนี้ให้ครบ : จัดเก็บสัญญา ตารางผ่อนชำระ หลักฐานจ่าย และเอกสารแก้ไขเงื่อนไขไว้ด้วยกัน เพื่อให้ตรวจสอบภาระของแต่ละเจ้าหนี้ได้สะดวก
2. แยกเงินต้น ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียม : ช่วยให้เห็นทั้งยอดเงินสดที่ต้องจ่าย และผลต่อกำไร โดยไม่เข้าใจผิดว่าค่างวดทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่าย
3. ทำประมาณการเงินสดรายเดือนอย่างน้อย 12 เดือน : ใช้กำหนดรับเงินจริงจากลูกค้าเทียบกับกำหนดจ่าย และมองต่อไปถึงปีที่มีหนี้ก้อนใหญ่ครบกำหนด
4. ทดลองสถานการณ์ที่รายรับต่ำกว่าคาด : เช่น ลูกค้าจ่ายช้า ยอดขายลดลง หรือดอกเบี้ยลอยตัวสูงขึ้น เพื่อดูว่ากิจการยังชำระหนี้ได้ หรือจำเป็นต้องปรับแผน
5. กำหนดเงินสำรองให้เหมาะกับธุรกิจ : พิจารณาจากความผันผวนของรายรับ ค่าใช้จ่ายประจำ และภาระหนี้ แทนการใช้จำนวนเดือนตายตัวโดยไม่ดูบริบท
6. ตรวจเงื่อนไขเงินกู้ก่อนถึงวันประเมิน : โดยเฉพาะอัตราส่วนทางการเงินและกำหนดส่งข้อมูล เพื่อให้มีเวลาหารือกับเจ้าหนี้ หากมีแนวโน้มที่จะทำตามเงื่อนไขไม่ได้
7. ทบทวนการจัดประเภทหนี้ทุกครั้งที่จัดทำงบ : ส่งตารางชำระ และสัญญาฉบับล่าสุดให้ผู้ทำบัญชี เพื่อแยกส่วนที่ถึงกำหนดภายในหนึ่งปี และส่วนที่ต้องชำระในระยะยาวได้ถูกต้อง
หนี้สินไม่หมุนเวียนช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นภาระระยะยาว แต่จะมีผลต่อกิจการอย่างไรนั้น ต้องประเมินร่วมกับกำหนดการชำระ ต้นทุนทางการเงิน และความสามารถในการสร้างเงินสด โดยเฉพาะเงินกู้ระยะยาวที่ต้องแยกส่วนถึงกำหนดภายในหนึ่งปีออกจากส่วนที่เหลือ
การมีหนี้จึงควรมาพร้อมแผนที่ตอบได้ว่า เงินที่ได้รับนำไปสร้างประโยชน์อย่างไร และกิจการจะนำเงินจากที่ใดมาชำระโดยไม่กระทบการดำเนินงาน
หากคุณไม่แน่ใจว่าเงินกู้ หรือภาระตามสัญญาของบริษัทควรบันทึก และแสดงในงบการเงินอย่างไร ชอบการบัญชี พร้อมให้คำปรึกษาด้านการจัดทำบัญชีและปิดงบการเงิน เพื่อช่วยตรวจสอบรายการ และจัดทำงบการเงินให้เหมาะกับกิจการ