ภาษีค้างจ่าย คืออะไร อยู่หมวดไหน บันทึกบัญชีอย่างไร ?

ภาษีค้างจ่าย คืออะไร

ภาษีค้างจ่าย คืออะไร ?

ภาษีค้างจ่าย (tax payable) คือ ภาษีที่เกิดภาระชำระหรือนำส่งแล้ว แต่กิจการยังไม่ได้ชำระ ณ วันรายงาน ยอดดังกล่าวอาจยังไม่ถึงกำหนดชำระตามกฎหมาย จึงต้องแยกจากคำว่าภาษีอากรค้าง ซึ่งหมายถึงภาษีที่ถึงกำหนดแล้วแต่ยังไม่ได้เสียหรือนำส่ง ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร

สิ่งที่ควรแยกให้ออกจึงมีสองมุม ได้แก่

  • มุมบัญชี : ณ วันสิ้นงวด ยังมีภาระภาษีที่ไม่ได้ชำระเท่าไร
  • มุมการยื่นภาษี : ภาระนั้นถึงกำหนดชำระแล้วหรือยัง

การพบยอดภาษีค้างจ่ายในงบการเงินเพียงอย่างเดียว จึงยังสรุปไม่ได้ว่าธุรกิจผิดนัด หรือยื่นภาษีล่าช้า

ภาษีค้างจ่าย อยู่หมวดไหนในงบการเงิน ?

ตามหมวดบัญชีพื้นฐาน ภาษีค้างจ่ายจึงอยู่ในหมวดหนี้สิน และมียอดคงเหลือตามปกติด้านเครดิต อย่างไรก็ตาม รหัสบัญชีที่ใช้จริงขึ้นอยู่กับผังบัญชีของแต่ละกิจการ

สำหรับภาษีประเภทอื่น เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่ายรอนำส่ง หรือภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย ควรแยกบัญชีย่อยตามประเภท ไม่รวมทั้งหมดไว้เป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย เพราะแต่ละรายการมีฐานคำนวณและแบบนำส่งต่างกัน

ภาษีค้างจ่ายกับค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ต่างกันอย่างไร ?

ภาษีเงินได้ค้างจ่ายเป็นยอดหนี้สินที่ยังต้องชำระ ส่วนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เป็นภาษีที่รับรู้ในผลประกอบการของงวด ทั้งสองยอดจึงไม่จำเป็นต้องเท่ากัน โดยเฉพาะเมื่อกิจการมีภาษีที่ชำระล่วงหน้าหรือถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว

ประเด็น ภาษีเงินได้ค้างจ่าย ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้
ความหมาย ภาระภาษีที่ยังเหลือต้องชำระ ภาษีที่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายของงวด
แสดงในงบใด งบฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน
ช่วยตอบคำถาม ยังต้องจ่ายภาษีอีกเท่าไร งวดนี้รับรู้ค่าใช้จ่ายภาษีเท่าไร
เมื่อจ่ายหนี้ภาษีที่ตั้งไว้ ยอดหนี้สินลดลง ไม่รับรู้ค่าใช้จ่ายเดิมซ้ำ

ตัวอย่างเช่น กิจการมีภาษีเงินได้ของงวด 200,000 บาท และมีภาษีล่วงหน้ากับเครดิตภาษีที่ใช้ได้รวม 110,000 บาท ยอดภาษีเงินได้ค้างจ่ายจะเหลือ 90,000 บาท แต่ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ของงวดยังคงเป็น 200,000 บาท

ภาษีค้างจ่ายเกี่ยวข้องกับภาษีประเภทใดบ้าง ?

ภาษีค้างจ่ายอาจเกิดจากภาษีหลายประเภท ทั้งภาษีของกิจการเอง และภาษีที่กิจการหักไว้เพื่อนำส่งแทนผู้อื่น จึงควรแยกชื่อบัญชีและรายละเอียดประกอบให้เห็นว่าแต่ละยอดเป็นภาษีอะไร และเกี่ยวข้องกับงวดใด

ตัวอย่างรายการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

ประเภท ลักษณะยอดค้างจ่าย แบบภาษีที่เกี่ยวข้อง
ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษีที่ยังเหลือต้องชำระ ภ.ง.ด.50
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายรอนำส่ง เงินภาษีที่หักจากผู้รับเงินแล้ว แต่ยังไม่ได้นำส่ง เช่น ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 ตามประเภทเงินได้และผู้รับ
ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย ยอด VAT ที่ต้องชำระหลังคำนวณภาษีขาย ภาษีซื้อที่ใช้สิทธิได้ และเครดิตที่เกี่ยวข้อง ภ.พ.30
ภาษีธุรกิจเฉพาะค้างจ่าย ภาษีจากกิจการที่อยู่ในบังคับเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและยังไม่ได้ชำระ ภ.ธ.40

แบบและหลักการนำส่งต้องพิจารณาตามประเภทภาษี ไม่ควรนำยอดของภาษีแต่ละประเภทมาหักกลบกันเอง

จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” สองฝั่ง

  • ลูกค้าหักภาษีจากเงินที่จ่ายให้กิจการ : เป็นภาษีของกิจการที่ถูกหักไว้ล่วงหน้า และอาจใช้เป็นเครดิตภาษีได้ตามเงื่อนไข
  • กิจการหักภาษีจากเงินที่จ่ายให้ผู้อื่น : เป็นภาระที่กิจการต้องนำส่ง ไม่ใช่เครดิตภาษีเงินได้ของกิจการเอง

ในส่วนนี้กรมสรรพากรอธิบายว่าผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีตามหลักเกณฑ์ และนำส่งเงินที่หักไว้ การใช้ชื่อบัญชีให้แยกกันชัดเจน จึงช่วยป้องกันการใช้เครดิตผิดฝั่งได้

ภาษีค้างจ่ายเกี่ยวข้องกับภาษีประเภทใดบ้าง ?

ภาษีเงินได้ค้างจ่ายของรอบบัญชีคำนวณจากภาษีเงินได้ของรอบบัญชีนั้น หักภาษีที่ชำระล่วงหน้า และเครดิตภาษีที่มีสิทธิใช้ โดยต้องคำนวณภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษีก่อน ไม่ใช่นำกำไรทางบัญชีมาคูณอัตราภาษีทันทีโดยไม่ตรวจรายการปรับปรุง

สูตรพื้นฐานสำหรับกรณีทั่วไป คือ

ภาษีเงินได้ค้างจ่าย = ภาษีเงินได้ของรอบบัญชี − ภาษีที่ชำระตาม ภ.ง.ด.51 − ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่ายที่ใช้สิทธิได้ − เครดิตอื่นที่กฎหมายอนุญาต

ก่อนใช้สูตร ให้ดำเนินการตามลำดับดังนี้

รายการ จำนวนเงิน (บาท)
กำไรสุทธิทางภาษี 1,000,000
ภาษีเงินได้ของงวด : 1,000,000 × 20% 200,000
หักภาษีที่ชำระตาม ภ.ง.ด.51 (80,000)
หักภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่ายที่ใช้สิทธิ (30,000)
ภาษีเงินได้ค้างจ่าย 90,000

อัตรา 20% ในตัวอย่างไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทต้องใช้อัตรานี้กับกำไรทั้งหมด กิจการที่เข้าเงื่อนไข SME ทางภาษีหรือมีสิทธิอื่นต้องคำนวณตามหลักเกณฑ์ของตนเอง

หากภาษีที่ชำระไว้และเครดิตที่ใช้ได้สูงกว่าภาษีของงวด ต้องตรวจสอบสิทธิขอคืน และการจัดประเภทเป็นสินทรัพย์ภาษีที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรปล่อยยอดติดลบไว้ในบัญชีหนี้สินโดยไม่ตรวจสอบ

ก่อนคำนวณยอดคงเหลือ ต้องตรวจเอกสารอะไรบ้าง ?

ภาษีค้างจ่ายบันทึกบัญชีอย่างไร ?

การบันทึกภาษีเงินได้ค้างจ่ายเริ่มจากรับรู้ค่าใช้จ่ายภาษีคู่กับหนี้สิน แล้วหักภาษีล่วงหน้าหรือเครดิตที่ใช้ได้ ก่อนตัดหนี้เมื่อชำระเงินจริง สำหรับตัวอย่างการบันทึกบัญชี จะนำข้อมูลเดียวกับกรณีข้างต้น และสมมติว่ากิจการบันทึกภาษีล่วงหน้าไว้เป็นสินทรัพย์แล้ว

เมื่อรับรู้ภาษีเงินได้ประจำงวด บันทึกอย่างไร ?

เมื่อคำนวณภาษีเงินได้ของงวดได้ 200,000 บาท ให้บันทึกรับรู้ค่าใช้จ่ายและภาระภาษีดังนี้

บัญชี เดบิต (บาท) เครดิต (บาท)
ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 200,000 –
ภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย – 200,000
บัญชี เดบิต (บาท) เครดิต (บาท)
ภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย 200,000 –
ภาษีเงินได้ชำระล่วงหน้า – ภ.ง.ด.51 – 200,000
ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย – 30,000

หลังบันทึก ภาษีเงินได้ค้างจ่ายจะมียอดเครดิตคงเหลือ 90,000 บาท

ชื่อบัญชีอาจต่างกันตามระบบของกิจการ และหากระหว่างปีเคยรับรู้ค่าใช้จ่ายภาษีไว้แล้ว ต้องบันทึกปรับปรุงเฉพาะส่วนต่างให้ยอดรวมถูกต้อง ไม่ตั้งค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนซ้ำอีกครั้ง

เมื่อชำระภาษีค้างจ่าย บันทึกอย่างไร ?

บัญชี เดบิต (บาท) เครดิต (บาท)
ภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย 90,000 –
เงินฝากธนาคาร – 90,000

หลังชำระครบ บัญชีภาษีค้างจ่ายของรายการนี้จะเหลือศูนย์

ไม่ควรเดบิตค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ซ้ำในวันจ่าย เพราะค่าใช้จ่ายได้ถูกรับรู้ไปแล้ว การจ่ายครั้งนี้เป็นการชำระหนี้ที่ตั้งไว้ หากมีเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ต้องแยกพิจารณารายการเหล่านั้นจากเงินภาษีเดิมด้วย

ตรวจสอบยอดภาษีค้างจ่ายก่อนปิดงบอย่างไร ?

ควรกระทบยอดภาษีค้างจ่ายระหว่างบัญชีแยกประเภท กระดาษทำการภาษี แบบที่ยื่น และหลักฐานชำระเงิน โดยแยกตามประเภทภาษีและงวด เป้าหมายคืออธิบายได้ว่ายอดคงเหลือทุกจำนวนเกิดจากอะไร และยังมีภาระต้องจ่ายจริงหรือไม่ สามารถตรวจสอบโดยใช้เช็กลิสต์ต่อไปนี้

จุดตรวจสอบ สิ่งที่ต้องยืนยัน
ยอดยกมาต้นงวด ตรงกับยอดปลายงวดก่อน และทราบว่าชำระไปแล้วหรือยัง
ภาษีของงวดปัจจุบัน ตรงกับกระดาษทำการคำนวณภาษีฉบับล่าสุด
เครดิตภาษี มีหลักฐาน ใช้สิทธิได้ และไม่ได้หักซ้ำ
การชำระเงิน ตัดหนี้ตรงประเภทภาษี และรอบบัญชี
แบบเพิ่มเติม นำผลต่างที่เกี่ยวข้องมาปรับปรุงบัญชีครบถ้วนแล้ว
ยอดคงเหลือผิดปกติ มีคำอธิบายสำหรับยอดติดลบ หรือยอดค้างหลายปี
การแสดงในงบการเงิน จัดหมวดถูกต้อง และแยกจากภาษีประเภทอื่น

วิธีตรวจสอบคือจับคู่ยอดภาษีค้างจ่ายกับใบเสร็จ และรายการจ่ายเงิน แล้วตรวจว่าบัญชีฝั่งเดบิตตัดหนี้เดิมหรือไม่ ก่อนแก้ไขต้องพิจารณางวดที่ผิดพลาดและสถานะงบการเงินที่ออกไปแล้วด้วย

อีกจุดที่ควรแยกให้ชัดคือ วันที่จ่ายเงินกับงวดภาษี เช่น ภาษีของปี 2568 ที่จ่ายในปี 2569 ยังคงเป็นการชำระภาระของรอบบัญชีเดิม ไม่กลายเป็นค่าใช้จ่ายของปีที่จ่ายโดยอัตโนมัติ

โดยสรุปแล้ว ภาษีค้างจ่ายช่วยบอกภาระภาษีที่กิจการยังต้องชำระ โดยภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่ายทั่วไปอยู่ในหมวดหนี้สินหมุนเวียน การคำนวณต้องตรวจภาษีของงวดและเครดิตที่ใช้ได้ ส่วนการบันทึกบัญชีต้องแยกการรับรู้ค่าใช้จ่ายออกจากการชำระหนี้ เพื่อป้องกันการตั้งค่าใช้จ่ายซ้ำและยอดหนี้สินค้างผิดจริง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ผังบัญชี คืออะไร ?

ผังบัญชี คืออะไร ธุรกิจใหม่ควรวางผังบัญชีอย่างไร ?

การวางผังบัญชี ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน จะต้องให้ความสำคัญตั้งแต่วันแรกที่จดทะเบียน หากผังบัญชีไม่สอดคล้องกับการทำธุรกิจ อาจทำให้เกิดปัญหาในการบันทึกบัญชี จัดทำงบการเงิน รวมถึงการยื่นภาษีด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ ชอบการบัญชี จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า ผังบัญชีคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และธุรกิจใหม่ควรวางผังบัญชีแบบไหนถึงจะเอื้อต่อการเติบโตในระยะยาวค่ะ ผังบัญชี คืออะไร ? ผังบัญชี (Chart

การด้อยค่าของสินทรัพย์ คืออะไร ?

การด้อยค่าของสินทรัพย์ คืออะไร ? รับรู้ตอนไหน ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร

การซื้อเครื่องจักร รถยนต์ อาคาร หรืออุปกรณ์เข้ามาใช้ในกิจการ ไม่ได้หมายความว่าสินทรัพย์เหล่านั้นจะมีมูลค่าลดลงจากค่าเสื่อมราคาเพียงอย่างเดียว เพราะในระหว่างที่ใช้งานอาจเกิดเหตุการณ์บางอย่าง เช่น เครื่องจักรล้าสมัย สินทรัพย์ได้รับความเสียหาย ตลาดเปลี่ยนแปลง หรือธุรกิจไม่สามารถสร้างรายได้จากสินทรัพย์ได้อย่างที่เคยคาดไว้ เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ มูลค่าที่แสดงอยู่ในบัญชีอาจสูงกว่าประโยชน์ที่กิจการสามารถได้รับกลับคืนจากสินทรัพย์ จึงอาจต้องพิจารณาเรื่องการด้อยค่าของสินทรัพย์เพื่อทำให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าของสินทรัพย์ได้เหมาะสมยิ่งขึ้น การด้อยค่าของสินทรัพย์ คืออะไร ? การด้อยค่าของสินทรัพย์ (Impairment of

การทำบัญชี คืออะไร ?

การทำบัญชี คืออะไร สำคัญต่อการทำธุรกิจยังไง ?

สำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำธุรกิจได้ไม่นาน ไม่ว่าจะเป็นการขายของออนไลน์ เปิดคาเฟ่ เปิดร้านค้าเล็ก ๆ หรือการให้บริการฟรีแลนซ์ต่าง ๆ อาจกำลังมีข้อสงสัยว่าจำเป็นที่จะต้องทำบัญชีไหม ? แม้ว่าจะไม่ได้จดบริษัท หรือมีรายได้น้อย แต่การทำบัญชีถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะคือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นผลการดำเนินการของกิจการ หากทำถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น ก็จะทำให้รู้ว่ายอดเงินที่เข้ามา หรือยอดเงินที่จ่ายออกไปอยู่ตรงไหนบ้าง ใช้จ่ายอะไรมากเกินไป หรือมีกำไรเป็นอย่างไรบ้าง และในบทความนี้ ชอบการบัญชี