ผู้มีรายได้ หรือผู้ประกอบการหลาย ๆ ท่าน อาจเข้าใจว่าการจัดการภาษีเป็นเพียงแค่การยื่นแบบแสดงรายการประจำปี แต่ในความเป็นจริง หากละเลยหรือไม่จัดการให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น ก็อาจจะนำไปสู่การโดนภาษีย้อนหลัง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ทั้งยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอีกด้วยค่ะ
โดยทางชอบการบัญชี จะขอพาไปดูว่าภาษีย้อนหลัง คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร ตรงสอบย้อนหลังได้กี่ปี และต้องวางแผนอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลังในอนาคตค่ะ
ภาษีย้อนหลัง คืออะไร ?
ภาษีย้อนหลัง คือ ภาษีที่กรมสรรพากรเรียกเก็บย้อนหลังจากผู้เสียภาษี เนื่องจากพบว่าการยื่นแบบแสดงรายการภาษีในอดีตของผู้เสียภาษีมีความผิดพลาด ไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น รายงานรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หักค่าใช้จ่ายเกินจริง หรือไม่ยื่นแบบเสียภาษีเลยในช่วงเวลานั้น ๆ
โดยปกติ จะดำเนินการตรวจสอบโดย 3 หน่วยงาน คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร

ทำไมถึงมีการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง ?
สาเหตุที่ทำให้กรมสรรพากรตรวจสอบภาษีย้อนหลังนั้น มักเกิดจากความผิดปกติที่สามารถตรวจพบได้ เช่น
- การรายงานรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่าย เช่น รายได้ระบุไว้ต่ำ แต่มีการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย
- การยื่นภาษีไม่ครบ หรือขาดช่วง
- การหักค่าใช้จ่ายสูงผิดปกติ
- การร้องเรียนจากบุคคลภายนอก เช่น ลูกค้า คู่ค้า หรือพนักงาน
โดยที่กรมสรรพากร มีทีมตรวจสอบที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรรมเหล่านี้ได้ ด้วยระบบดิจิทัลที่ทันสมัย
กรมสรรพากร ตรวจสอบภาษีย้อนหลังได้ยังไง ?
1. ตรวจสอบจากข้อมูลที่บุคคลหรือองค์กรอื่นส่งมาให้
- ข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย จากนายจ้างหรือคู่ค้า
- ข้อมูลการยื่นภาษีของอีกฝ่ายที่มีชื่ออยู่ในเอกสาร เช่น ใบหัก ณ ที่จ่าย หรือใบกำกับภาษี
- รายงานจากบริษัทเอกชน เช่น สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย หรือผู้ประกอบการรายอื่นที่ยื่นภาษีเกี่ยวข้องกับคุณ
2. ตรวจสอบจากธุรกรรมทางการเงินและบัญชีธนาคาร
กรมสรรพากร มีอำนาจในการขอข้อมูลจากธนาคารและสถาบันการเงิน โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรสงสัย เช่น
- มียอดโอนเข้าออกบัญชีจำนวนมาก
- มียอดรายได้ไม่สัมพันธ์กับรายได้ที่ยื่นภาษี
- ใช้บัญชีบุคคลแทนบัญชีนิติบุคคลในกิจกรรมทางธุรกิจ
3. การเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่น
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงแรงงาน หรือสำนักงานประกันสังคม มักถูกใช้ในการเปรียบเทียบกับแบบภาษี เช่น
- ข้อมูลรายชื่อพนักงานที่ขึ้นทะเบียนไว้ เทียบกับจำนวนที่ยื่นใน ภ.ง.ด.1
- ข้อมูลกำไรขาดทุนในงบการเงิน เทียบกับภาษีนิติบุคคลที่ยื่น
4. สังเกตรายจ่ายฟุ่มเฟือย หรือพฤติกรรมผิดปกติ
หากมีการใช้ชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ขับรถหรู ซื้ออสังหาริมทรัพย์บ่อยครั้ง แต่รายได้ที่ยื่นภาษีต่ำเกินไป ก็อาจถูกตรวจสอบโดยเฉพาะ
5. การร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแส
ในบางกรณี มีลูกค้าหรือคู่ค้าเป็นผู้แจ้งเบาะแส หรือร้องเรียนผ่านช่องทางของกรมสรรพากรโดยตรง เช่น การออกใบเสร็จไม่ถูกต้อง ไม่ยื่นใบกำกับภาษี หรือรับเงินสดโดยไม่ออกเอกสาร
ภาษีย้อนหลัง มีอายุความกี่ปี ?
1. กรณียื่นแบบปกติ
กรมสรรพากรสามารถเรียกตรวจสอบย้อนหลังภายใน 2 ปี นับจากวันที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี
2. กรณียื่นแบบปกติ แต่ตรวจพบว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี
อายุความจะเพิ่มเป็น 5 ปี เมื่อมีหลักฐานว่าจงใจ หลีกเลี่ยงภาษี
3. กรณีที่ไม่ได้ยื่นภาษีเลย
หากตรวจพบภายหลัง สามารถเรียกเก็บภาษีย้อนหลังได้ภายใน 10 ปี ซึ่งถือว่าไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้เสียภาษีอย่างสมบูรณ์
ยื่นภาษีผิด ยื่นล่าช้า มีโทษอะไรบ้าง ?
ในกรณีที่กรมสรรพากรพบว่าไม่ได้เสียภาษี หรือชำระภาษีไม่ถูกต้อง จะทำให้โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ซึ่งมีโทษและค่าปรับ ดังนี้
1. ยื่นภาษีตามกำหนด แต่ชำระไม่ครบ
- จ่ายเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ค้าง
- จ่ายเบี้ยปรับ 0.5-1 เท่าของภาษีที่ต้องจ่าย
2. ไม่ได้ยื่นแบบภาษีภายในกำหนด
- จ่ายเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ค้าง
- จ่ายเบี้ยปรับ 1-2 เท่าของภาษีที่ต้องจ่าย
- เสียค่าปรับสูงสุด 2,000 บาท
3. เจตนาเลี่ยงภาษี
- จ่ายเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ค้าง
- จ่ายเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ต้องจ่าย
- เสียค่าปรับสูงสุด 5,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน
4. เจตนาหนีภาษี
- จ่ายเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของยอดภาษีที่ค้าง
- จ่ายเบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ต้องจ่าย
- เสียค่าปรับสูงสุด 2,000 – 200,000 บาท
- จำคุก 3 เดือนถึง 7 ปี
สามารถเช็คภาษีย้อนหลังได้ยังไง ?
สำหรับการตรวจสอบภาษีย้อนหลัง สามารถทำได้ด้วยตัวเองผ่านระบบออนไลน์ ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. เข้าสู่เว็บไซต์ของกรมสรรพากร ได้ที่ efiling.rd.go.th/rd-cms
2. กรอกข้อมูลเพื่อเข้าสู่ระบบ
- สำหรับบุคคลทั่วไป ให้ใช้เลขประจำตัวประชาชน และรหัสผ่าน
- สำหรับนิติบุคคล ให้ใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน และรหัสผ่าน
หลังจากนั้นให้ใส่เลข Laser ID (รหัสหลังบัตรประจำตัวประชาชน) แล้วคลิก “เข้าสู่ระบบ”
3. ทำการยืนยันตัวตน โดยการกรอกรหัส OTP ที่ได้รับจากหมายเลขโทรศัพท์ที่ลงทะเบียนไว้
4. หลังจากที่เข้าสู่ระบบ จะแสดงประวัติการยื่นภาษีย้อนหลัง 3 ปี รวมถึงการยื่นครั้งล่าสุด หากต้องการดูข้อมูลเพิ่มเติม ให้คลิก “ตรวจสอบข้อมูล”
หากไม่อยากโดนภาษีย้อนหลัง ต้องทำยังไง ?
การทำความเข้าใจภาษีแต่ละประเภทให้ชัดเจน รวมถึงการจัดเตรียมเอกสาร และข้อมูลให้ครบถ้วนตามความเป็นจริง จะช่วยทำให้การยื่นภาษีเป็นไปอย่างถูกต้อง และลดความเสี่ยงที่จะถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลังในอนาคต
สำหรับเคล็ดลับที่ช่วยป้องกันไม่ให้โดยเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง มีอยู่ดังนี้
1. ทำความเข้าใจภาษีแต่ละรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของกิจการ การทำความเข้าใจว่าภาษีแต่ละรูปแบบคืออะไร และใครต้องยื่นบ้าง เป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้ยื่นภาษีได้อย่างถูกต้อง และป้องกันการยื่นภาษีตกหล่นได้เป็นอย่างดี
- ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้มีรายได้ เช่น พนักงานประจำ ฟรีแลนซ์ ค้าขายออนไลน์ ต้องยื่นทุกปี ใช้แบบ ภ.ง.ด.90/91 (แล้วแต่ประเภทเงินได้)
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล เก็บจากกำไรสุทธิของกิจการในแต่ละปี ต้องยื่น ภ.ง.ด.50 หรือ ภ.ง.ด. 51
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เกิดขึ้นเมื่อมีการจ่ายเงิน เช่น ค่าจ้าง ค่าบริการ ค่าเช่า ฯลฯ ผู้จ่ายต้องหักภาษีไว้ และนำส่ง โดยใช้แบบ ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 ขึ้นอยู่กับผู้รับเงิน
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ธุรกิจที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจด VAT และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน
- อากรแสตมป์ เป็นภาษีที่จัดเก็บจากเอกสารสัญญา เช่น สัญญาเช่า สัญญากู้เงิน ฯลฯ ยื่นด้วย แบบ อ.ส.4 พร้อมติดแสตมป์หรือชำระผ่านระบบ e-Stamp
- ภาษีธุรกิจเฉพาะ เช่น ธุรกิจอสังหาฯ ธนาคาร หรือธุรกิจที่กฎหมายระบุไว้โดยเฉพาะ ยื่นด้วยแบบ ภ.ธ.40
2. ยื่นภาษีให้ตรงเวลา แม้ไม่มีรายได้
การยื่นภาษีตรงเวลาเป็นการแสดงความรับผิดชอบและโปร่งใสต่อกรมสรรพากร ถึงแม้ว่าปีไหนไม่มีรายได้ก็ยังควรยื่นแบบ “ศูนย์” เพื่อให้มีหลักฐานว่าไม่ละเลยหน้าที่ หากไม่ยื่นเลยอาจถูกตีความว่าเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี
3. เก็บเอกสารให้ครบถ้วน และจัดเป็นระบบ
ควรรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ ภาษีขาย และใบหัก ณ ที่จ่าย อย่างน้อย 5-10 ปี เพื่อใช้ตรวจสอบหรือชี้แจง หากมีการเรียกตรวจภาษีย้อนหลัง การไม่มีหลักฐานเป็นความเสี่ยงที่มักนำไปสู่ค่าปรับ
4. รายงานรายได้ให้ตรงกับความเป็นจริง
หากมีรายได้สูง แต่ยื่นน้อยกว่าความเป็นจริง หรือไม่แจ้งบางส่วน อาจถูกตรวจสอบย้อนหลังจากแหล่งข้อมูลอื่น เช่น ธนาคาร หรือผู้ว่าจ้าง โดยที่กรมสรรพากรสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบได้ จึงควรรายงานตรงตามจริงเสมอ
5. หลีกเลี่ยงการหักค่าใช้จ่ายเกินจริงหรือแต่งบัญชี
การหักค่าใช้จ่ายต้องมีหลักฐานรองรับ เช่น ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หากใช้เอกสารเทียมหรือรายการที่ไม่มีอยู่จริง อาจถูกตีเป็นรายจ่ายต้องห้ามและเรียกเก็บภาษีคืน พร้อมเบี้ยปรับและดอกเบี้ยทันที
6. จ้างนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ไว้ใจได้
การมีผู้เชี่ยวชาญดูแลบัญชีและภาษี จะช่วยให้ยื่นแบบได้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งยังลดความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาด หรือการตีความกฎหมายผิด ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบเห็นได้บ่อยในกรณีที่โดนภาษีย้อนหลัง
เทคนิคการจัดการธุรกิจ ให้ไม่โดนภาษีย้อนหลัง
จากบทความนี้ จะเห็นได้ว่าภาษีย้อนหลัง ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลทุกอย่างสามารถตรวจสอบและเชื่อมโยงได้ผ่านระบบดิจิทัล ทำให้กรมสรรพากรเก็บข้อมูลได้จากหลายช่องทาง โดยเฉพาะในแอปพลิเคชันของหน่วยงานรัฐ เช่น เป๋าตัง ทางรัฐ หรือ ถุงเงิน ฯลฯ
ฉะนั้นแล้ว หากคุณเป็นผู้มีรายได้ เจ้าของธุรกิจ หรือแม้แต่ฟรีแลนซ์ ก็ต้องให้ความสำคัญกับการยื่นภาษีอย่างถูกต้องและตรงเวลา รวมถึงการจัดการเอกสารให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันปัญหาภาษีที่อาจเกิดขึ้นค่ะ

ทั้งนี้ หากต้องการลดภาระเรื่องเอกสารต่าง ๆ สามารถติดต่อเข้ามาที่ชอบการบัญชีได้เลยค่ะ เรามีบริการรับทำบัญชีรายเดือนที่ครอบคลุมการยื่นภาษีต่าง ๆ รวมถึงบริการรับปิดงบการเงิน ซึ่งจะช่วยให้คุณมีเวลาจัดการด้านธุรกิจอย่างเต็มที่ค่ะ


