ค่าตัดจำหน่าย คืออะไร ? คำนวณยังไง ใช้กับสินทรัพย์แบบไหนบ้าง

ค่าตัดจำหน่าย คืออะไร

ค่าตัดจำหน่าย คืออะไร ?

ค่าตัดจำหน่าย (Amortization) คือ การปันส่วนจำนวนที่คิดค่าตัดจำหน่ายของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนอย่างเป็นระบบตลอดช่วงอายุการให้ประโยชน์ของสินทรัพย์นั้น

หากกิจการมีสินทรัพย์ที่คาดว่าจะช่วยสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจมากกว่า 1 รอบบัญชี การรับรู้ต้นทุนทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายทันทีอาจไม่สะท้อนช่วงเวลาที่ธุรกิจได้รับประโยชน์จากสินทรัพย์นั้น จึงต้องทยอยรับรู้ต้นทุนเป็นค่าใช้จ่ายตามอายุการให้ประโยชน์

ทำไมต้องมีค่าตัดจำหน่าย

ธุรกิจต้องมีค่าตัดจำหน่ายเพื่อกระจายต้นทุนของสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือสิทธิบางประเภทที่เข้าเกณฑ์เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน ไปตามอายุการใช้งานที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ แทนที่จะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในงวดเดียวที่ซื้อมา

ลองนึกภาพว่าธุรกิจจ่ายเงิน 300,000 บาท เพื่อให้ได้สินทรัพย์ที่สามารถใช้สร้างประโยชน์ได้ต่อเนื่องหลายปี

หากนำเงิน 300,000 บาทไปบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมดในปีแรก ทั้งที่ธุรกิจยังได้รับประโยชน์จากสินทรัพย์นั้นในปีถัด ๆ ไป ตัวเลขค่าใช้จ่ายของแต่ละปีอาจไม่สะท้อนลักษณะการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์อย่างเหมาะสม

การตัดจำหน่ายจึงช่วยให้ต้นทุนถูกทยอยรับรู้ตามช่วงเวลาที่กิจการได้รับประโยชน์ และทำให้งบการเงินสะท้อนผลการดำเนินงานของกิจการได้เหมาะสมขึ้น

จุดสำคัญไม่ได้อยู่แค่การหารว่าปีละเท่าไร แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การพิจารณาว่า รายจ่ายนั้นเข้าเกณฑ์เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนหรือควรเป็นค่าใช้จ่ายตั้งแต่แรก

ค่าตัดจำหน่ายใช้กับสินทรัพย์แบบไหนบ้าง ?

ตัวอย่างสินทรัพย์ที่อาจเกี่ยวข้องกับค่าตัดจำหน่าย เช่น

อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินเกี่ยวกับรายการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนได้ทุกกรณี

ตัวอย่างเช่น ค่าใช้บริการซอฟต์แวร์แบบรายเดือนทั่วไป อาจมีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายตามบริการที่ได้รับ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตั้งเป็นสินทรัพย์แล้วนำมาตัดจำหน่ายเสมอไป

ดังนั้นก่อนคิดค่าตัดจำหน่าย ต้องตอบคำถามแรกให้ได้ก่อนว่า รายการนี้เข้าเกณฑ์รับรู้เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนหรือไม่

ค่าตัดจำหน่ายใช้กับสินทรัพย์แบบไหนบ้าง ?

กิจการจะเริ่มคิดค่าตัดจำหน่ายเมื่อสินทรัพย์ไม่มีตัวตนนั้น ๆ อยู่ในสภาพพร้อมให้กิจการใช้ประโยชน์ และจะตัดจำหน่ายตามอายุการให้ประโยชน์ที่กำหนดไว้

เริ่มคิดเมื่อไหร่ ?

โดยหลัก กิจการจะเริ่มคิดค่าตัดจำหน่ายเมื่อสินทรัพย์อยู่ในสภาพ พร้อมให้ประโยชน์ตามที่ฝ่ายบริหารตั้งใจ ไม่ได้พิจารณาเพียงวันที่ซื้อหรือวันที่จ่ายเงิน เช่น หากซื้อ Software มาแล้วต้องติดตั้งและทดสอบระบบก่อน ก็ต้องพิจารณาว่าสินทรัพย์พร้อมใช้งานจริงเมื่อใดจึงเริ่มตัดจำหน่าย

ต้องคิดกี่ปี ?

ระยะเวลาตัดจำหน่ายไม่ได้กำหนดเหมือนกันสำหรับสินทรัพย์ทุกประเภท แต่ต้องพิจารณาจากอายุการให้ประโยชน์ของสินทรัพย์นั้น เช่น ระยะเวลาของสิทธิ สัญญา การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และช่วงเวลาที่กิจการคาดว่าจะได้รับประโยชน์

สำหรับกิจการที่ใช้มาตรฐาน TFRS for NPAEs หากทราบอายุการให้ประโยชน์ที่แน่นอน ให้ตัดจำหน่ายตามอายุนั้น แต่หากไม่สามารถกำหนดอายุการให้ประโยชน์ได้แน่นอน มาตรฐานกำหนดให้ใช้อายุการให้ประโยชน์ ไม่เกิน 10 ปี

ค่าตัดจำหน่ายคำนวณอย่างไร ?

วิธีคำนวณค่าตัดจำหน่าย

ค่าตัดจำหน่ายสามารถคำนวณได้หลายวิธี โดยต้องเลือกวิธีที่สะท้อนรูปแบบการได้รับประโยชน์จากสินทรัพย์ สำหรับตัวอย่างในบทความนี้จะใช้วิธีเส้นตรง ซึ่งคำนวณได้ดังนี้

ค่าตัดจำหน่ายต่อปี = (ราคาทุน − มูลค่าคงเหลือ) / อายุการให้ประโยชน์

องค์ประกอบสำคัญจึงมี 3 เรื่อง

  • ราคาทุน คือ ต้นทุนของสินทรัพย์ที่เข้าเกณฑ์นำมารับรู้เป็นสินทรัพย์
  • มูลค่าคงเหลือ คือ มูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจากสินทรัพย์เมื่อสิ้นสุดอายุการให้ประโยชน์ โดยหลักให้มูลค่าคงเหลือของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่มีอายุการใช้ประโยชน์ทราบได้แน่นอนเป็นศูนย์ เว้นแต่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้น เช่น มีบุคคลที่สามผูกพันจะซื้อ หรือมีตลาดที่มีสภาพคล่องรองรับ
  • อายุการให้ประโยชน์ คือ ระยะเวลาที่กิจการคาดว่าจะได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจจากสินทรัพย์ ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงของสินทรัพย์นั้น ไม่ควรกำหนดจำนวนปีขึ้นมาเพียงเพราะเป็นแนวปฏิบัติที่เคยใช้

ตัวอย่างการคำนวณค่าตัดจำหน่าย

บริษัท A ซื้อสิทธิในโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการดำเนินงาน

  • ราคาทุน 300,000 บาท
  • พิจารณาแล้วว่าเข้าเกณฑ์เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน
  • คาดว่าจะให้ประโยชน์ 5 ปี
  • มูลค่าคงเหลือ 0 บาท
  • กิจการใช้วิธีเส้นตรง

ดังนั้น
ค่าตัดจำหน่ายต่อปี = (300,000 − 0) / 5 = 60,000 บาทต่อปี

หากตัดจำหน่ายเต็มปี ตัวเลขจะเป็นดังนี้

ปี ค่าเสื่อมราคาของปี ค่าเสื่อมราคาสะสม มูลค่าตามบัญชีปลายปี
เริ่มต้น – – 300,000
ปีที่ 1 60,000 60,000 240,000
ปีที่ 2 60,000 120,000 180,000
ปีที่ 3 60,000 180,000 120,000
ปีที่ 4 60,000 240,000 60,000
ปีที่ 5 60,000 300,000 0

จะเห็นว่าไม่ได้มีเงินสดจ่ายออก 60,000 บาทใหม่ทุกปี เพราะเงินอาจจ่ายไปตั้งแต่วันที่ได้สินทรัพย์มาแล้ว แต่ตัวเลข 60,000 บาท เป็นการทยอยรับรู้ต้นทุนของสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายตามช่วงเวลาที่กิจการได้รับประโยชน์

ค่าตัดจำหน่ายบันทึกบัญชีอย่างไร ?

การบันทึกบัญชีค่าตัดจำหน่าย จะบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายประจำงวดโดยทยอยตัดมูลค่าตามอายุการใช้งาน

  • เดบิต ค่าตัดจำหน่าย 60,000 บาท
  • เครดิต ค่าตัดจำหน่ายสะสม 60,000 บาท

ผลที่เกิดขึ้นคือ

  • ค่าตัดจำหน่าย จะเป็นค่าใช้จ่ายที่มีผลต่อผลการดำเนินงานของกิจการในงวดนั้น
  • ส่วนค่าตัดจำหน่ายสะสม จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนที่สินทรัพย์ถูกตัดจำหน่ายไป และใช้ประกอบการคำนวณมูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์

ค่าตัดจำหน่ายสะสม คืออะไร ?

ค่าตัดจำหน่ายสะสม (Accumulated Amortization) คือ ผลรวมของค่าตัดจำหน่ายทั้งหมดของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่บันทึกสะสมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ค่าตัดจำหน่ายคำนวณอย่างไร ?

หัวข้อ ค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย
มักใช้กับ สินทรัพย์ที่มีตัวตน เช่น อาคาร
เครื่องจักร ยานพาหนะ และ
อุปกรณ์สำนักงาน
สินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น
โปรแกรมคอมพิวเตอร์บางประเภท สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ หรือ
สิทธิในการประกอบ
วัตถุประสงค์ ปันส่วนต้นทุนตลอดอายุการให้ประโยชน์ ปันส่วนต้นทุนตลอดอายุการให้ประโยชน์
รายการสะสม ค่าเสื่อมราคาสะสม ค่าตัดจำหน่ายสะสม

ค่าตัดจำหน่ายทางบัญชีกับทางภาษีเหมือนกันหรือไม่ ?

ค่าตัดจำหน่ายทางบัญชีกับทางภาษี ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน เนื่องจากมีหลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์ในการคำนวณที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ค่าตัดจำหน่ายทางบัญชี : อ้างอิงตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน โดยประเมินอายุการให้ประโยชน์ และอัตราการตัดจำหน่ายตามความเหมาะสมทางเศรษฐกิจของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนนั้นจริง ๆ
  • ค่าตัดจำหน่ายทางภาษี : ต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ตามประมวลรัษฎากรและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกำหนดอัตราและเงื่อนไขการหักค่าสึกหรอ และค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินแต่ละประเภทไว้แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ต้นทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิบางประเภท กรณีไม่จำกัดอายุการใช้ สามารถหักได้ในอัตราไม่เกิน 10% ส่วนกรณีจำกัดอายุการใช้ จะคำนวณตามจำนวนปีของอายุการใช้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

หากจำนวนค่าตัดจำหน่ายทางบัญชีกับจำนวนที่หักได้ทางภาษีแตกต่างกัน กิจการอาจต้องนำความแตกต่างมาปรับปรุงในการคำนวณกำไรสุทธิทางภาษี เช่น การบวกกลับหรือหักออกตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

สรุป

ค่าตัดจำหน่าย เป็นการทยอยรับรู้ต้นทุนของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเป็นค่าใช้จ่ายตามช่วงเวลาที่ธุรกิจได้รับประโยชน์ เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร หรือสิทธิในการใช้งานบางประเภท

สิ่งสำคัญคือ เจ้าของธุรกิจควรพิจารณาให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นว่า รายการนั้นเป็นสินทรัพย์หรือค่าใช้จ่าย ต้องตัดจำหน่ายกี่ปี เริ่มคิดเมื่อไหร่ และหลักทางบัญชีกับภาษีแตกต่างกันหรือไม่ เพราะทั้งหมดนี้มีผลต่อค่าใช้จ่าย กำไร และตัวเลขในงบการเงิน

อ้างอิง :

บทความที่เกี่ยวข้อง

สินทรัพย์ถาวร คืออะไร ? มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่าง

สินทรัพย์ถาวร คืออะไร ? มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่าง

ในกรณีที่เราซื้อสินทรัพย์มาใช้ในกิจการ เช่น คอมพิวเตอร์ หรือรถยนต์สำหรับรับ-ส่งสินค้า หลายคนอาจสงสัยว่าของที่ซื้อมาเหล่านั้น ควรบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย หรือจริง ๆ แล้วต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวรของกิจการ สินทรัพย์ถาวรโดยทั่วไปหมายถึงสินทรัพย์ที่กิจการมีไว้ใช้ในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ที่ไม่ได้ซื้อมาเพื่อขายตามปกติ และคาดว่าจะใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์นั้นเป็นเวลานาน ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจเรื่องสินทรัพย์ถาวร พร้อมหลักในการพิจารณาว่าสินทรัพย์รูปแบบใดบ้างที่ถือว่าเป็นสินทรัพย์ถาวรค่ะ สินทรัพย์ถาวร คืออะไร ? สินทรัพย์ถาวร

รู้ก่อนโดนปรับ! ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี มีใครบ้าง ?

รู้ก่อนโดนปรับ! ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี มีใครบ้าง ?

ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบัญชีแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี และผู้ทำบัญชี โดยผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีคือฝ่ายที่ต้องจัดให้มีการทำบัญชี ส่วนผู้ทำบัญชีคือผู้รับผิดชอบลงรายการและจัดทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมาย พูดให้เข้าใจง่าย ๆ เจ้าของกิจการ กรรมการบริษัท หรือผู้แทนนิติบุคคล อาจไม่ได้เป็นคนบันทึกรายการบัญชีเองทุกวัน แต่เป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดชอบให้กิจการมีบัญชี เอกสารประกอบ และการยื่นงบการเงินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากละเลยอาจโดนทั้งค่าปรับ

ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ?

ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง ?

การดำเนินธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ถือว่าเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญของผู้ประกอบการที่ต้องการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การเข้าใจเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องภาษีที่อาจจจะเกิดขึ้นในอนาคต  และในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะขอพาคุณไปทำความเข้าใจในเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเข้า-ส่งออกอย่างละเอียดค่ะ ธุรกิจนำเข้า–ส่งออก คืออะไร ? ธุรกิจนำเข้า-ส่งออก หมายถึง ธุรกิจที่นำสินค้าเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อจำหน่ายในประเทศ (นำเข้า) หรือการส่งสินค้าออกไปยังต่างประเทศเพื่อจำหน่าย (ส่งออก) การดำเนินธุรกิจประเภทนี้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการชำระภาษีที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าและส่งออกสินค้า ภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเข้า