เงื่อนไขที่บริษัทต้องรู้ ก่อนทำประกันคีย์แมน มีอะไรบ้าง ?

เงื่อนไขที่บริษัทต้องรู้ ก่อนทำประกันคีย์แมน มีอะไรบ้าง ?

7 เงื่อนไขหลักของการทำประกันคีย์แมนที่บริษัทต้องเข้าใจ

1. โครงสร้างผู้เอาประกัน/ผู้รับผลประโยชน์

โครงสร้างผู้เอาประกันและผู้รับผลประโยชน์เป็นจุดแรกที่ต้องจัดการให้ถูกต้อง เพราะมีผลต่อทั้งภาษีของบริษัท ภาษีของกรรมการ และการตีความว่าประกันนี้ทำเพื่อธุรกิจจริงหรือไม่ โดยทั่วไป ผู้เอาประกันมักเป็นบุคคลสำคัญของบริษัท ส่วนผู้รับผลประโยชน์อาจเป็นบริษัท ครอบครัว หรือทายาท ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของกรมธรรม์

กรณีที่ต้องระวังคือ หากบริษัทเป็นผู้จ่ายเบี้ย แต่ผู้รับผลประโยชน์เป็นครอบครัวหรือทายาทของกรรมการทั้งหมด สรรพากรอาจพิจารณาว่าบริษัทจ่ายเบี้ยประกันเพื่อประโยชน์ของบุคคล ไม่ใช่เพื่อกิจการ เว้นแต่มีระเบียบ มติ และเหตุผลทางธุรกิจรองรับที่ชัดเจน

แนวทางที่ควรจัดทำ

  • ระบุให้ชัดว่าใครคือผู้เอาประกัน
  • ระบุผู้รับผลประโยชน์ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์
  • ทำมติกรรมการหรือมติที่ประชุมให้ชัดเจน
  • อธิบายเหตุผลว่าบุคคลนั้นเป็น Keyman อย่างไร
  • เก็บเอกสารกรมธรรม์ ใบเสร็จ และหลักฐานการจ่ายเบี้ยให้ครบ

2. ความสมเหตุสมผลของเบี้ยประกัน

ตัวอย่างการพิจารณา

  • บริษัทมีกำไรต่อปี 3 ล้านบาท แต่จ่ายเบี้ยประกัน 2 ล้านบาทต่อปี อาจต้องมีเหตุผลรองรับมากเป็นพิเศษ
  • บริษัททำประกันให้เฉพาะกรรมการบางคน แต่ไม่มีเกณฑ์คัดเลือก อาจถูกมองว่าไม่เป็นธรรม
  • บริษัทจ่ายเบี้ยสูง แต่ไม่มีหลักฐานว่าผู้เอาประกันมีบทบาทสำคัญต่อรายได้หรือการบริหาร อาจเสี่ยงต่อการถูกปรับปรุงภาษี

3. งบการเงินและกำไร

ในมุมบัญชีและภาษี รายจ่ายต้องสัมพันธ์กับการดำเนินกิจการ การทำประกันเพื่อคุ้มครองบุคคลสำคัญจึงควรเชื่อมโยงกับรายได้ ความต่อเนื่องของธุรกิจ หรือความเสี่ยงที่วัดผลได้ ไม่ใช่เพียงการเลือกแบบประกันที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวสูง โดยตรวจสอบจาก

4. รูปแบบประกัน

รูปแบบประกันที่เลือกควรสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ เช่น ต้องการคุ้มครองความเสี่ยงระยะสั้น ต้องการคุ้มครองภาระหนี้ หรือต้องการสร้างสวัสดิการให้ผู้บริหาร หากเลือกแบบประกันที่เน้นเงินคืนหรือผลประโยชน์ส่วนตัวมากเกินไป อาจทำให้เจตนาทางธุรกิจไม่ชัด

ประกันคีย์แมนไม่จำเป็นต้องมีรูปแบบเดียว แต่บริษัทควรแยกให้ชัดว่าเป็นประกันเพื่อคุ้มครองความเสียหายของบริษัท หรือสวัสดิการกรรมการ/ผู้บริหาร เพราะผลทางภาษีและเอกสารรองรับอาจต่างกัน เช่น

  • ประกันชีวิตแบบคุ้มครองสูง
  • ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์
  • ประกันชีวิตควบการออม
  • ประกันที่ใช้รองรับภาระหนี้ธุรกิจ
  • ประกันสำหรับสวัสดิการผู้บริหาร

5. ความเท่าเทียม

หากบริษัททำประกันชีวิตให้กรรมการหรือผู้บริหาร ควรมีนโยบายหรือหลักเกณฑ์ที่ใช้เป็นการทั่วไป ไม่ใช่เลือกทำให้เฉพาะบางคนโดยไม่มีเหตุผล กรณีที่กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยให้บริษัทนำเบี้ยประกันมาถือเป็นรายจ่ายได้ มีข้อเท็จจริงสำคัญคือบริษัทจ่ายเบี้ยให้กรรมการทุกคนเป็นการทั่วไปตามระเบียบและมติที่ประชุม

คำว่า “เท่าเทียม” ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องได้ทุนประกันเท่ากันเสมอไป แต่ต้องมีเกณฑ์ที่อธิบายได้ เช่น ตำแหน่ง ความรับผิดชอบ รายได้ที่ดูแล ความเสี่ยง หรือบทบาทต่อธุรกิจ

ตัวอย่างเช่น

  • กรรมการบริหารได้รับความคุ้มครองตามบทบาท
  • ผู้บริหารฝ่ายขายได้รับทุนประกันตามยอดขายที่ดูแล
  • ผู้ก่อตั้งหรือผู้ถือหุ้นหลักได้รับทุนประกันตามภาระหนี้หรือความสำคัญต่อธุรกิจ
  • กำหนดนโยบายไว้เป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน

6. เอกสารทางบัญชีและกฎหมาย

เอกสารเป็นหัวใจสำคัญของการทำประกันคีย์แมน เพราะเป็นหลักฐานพิสูจน์ว่าเบี้ยประกันเป็นรายจ่ายเพื่อธุรกิจจริง ไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัว เอกสารที่ควรมีไม่ใช่แค่ใบเสร็จรับเงิน แต่รวมถึงมติบริษัท นโยบายการทำประกัน เหตุผลทางธุรกิจ และเอกสารประกอบการบันทึกบัญชีด้วย

กรมสรรพากรระบุหลักกว้าง ๆ ว่ารายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ หรือรายจ่ายที่ไม่ใช่เพื่อกิจการโดยเฉพาะ อาจเป็นรายจ่ายต้องห้ามได้ ดังนั้นการเก็บเอกสารให้ครบจึงช่วยลดความเสี่ยงในการตรวจสอบภาษี

เอกสารที่ควรเตรียม

7. ภาษีของกรรมการ

แม้บริษัทอาจนำเบี้ยประกันชีวิตที่จ่ายแทนกรรมการมาถือเป็นรายจ่ายได้ในบางกรณี แต่ฝั่งกรรมการอาจต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะกรมสรรพากรเคยวินิจฉัยว่าเบี้ยประกันที่บริษัทจ่ายแทนกรรมการเข้าลักษณะเป็นประโยชน์เพิ่มของกรรมการ และถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) หรือ 40(2) แล้วแต่กรณี

ดังนั้น บริษัทควรพิจารณาภาษีเงินได้นิติบุคคลของกิจการ ควบคู่กับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของกรรมการด้วย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้รับผลประโยชน์เป็นครอบครัวหรือทายาท

ประเด็นที่ต้องตรวจสอบ

  • เบี้ยที่บริษัทจ่ายถือเป็นประโยชน์เพิ่มของกรรมการหรือไม่
  • ต้องรวมเป็นเงินได้ประเภทใด
  • บริษัทต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่
  • กรรมการต้องนำไปยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอย่างไร
  • กรณีสินไหมเสียชีวิต ผู้รับผลประโยชน์ต้องเสียภาษีหรือไม่

โดยสรุปแล้ว เงื่อนไขประกันคีย์แมนที่สำคัญที่สุดคือ บริษัทต้องพิสูจน์ได้ว่าการทำประกันมีวัตถุประสงค์เพื่อธุรกิจ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของกรรมการหรือผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว การเตรียมมติ นโยบาย เหตุผลทางธุรกิจ เอกสารบัญชี และการพิจารณาภาษีของกรรมการ จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำก่อนเริ่มกรมธรรม์

การทำประกันคีย์แมนที่ดีไม่ใช่แค่เลือกทุนประกันสูงหรือเบี้ยประกันที่เหมาะสม แต่ต้องวางโครงสร้างให้ถูกตั้งแต่ผู้เอาประกัน ผู้รับผลประโยชน์ มติบริษัท เอกสารบัญชี และภาษีของกรรมการ หากวางแผนผิด บริษัทอาจไม่ได้ประโยชน์ทางภาษีตามที่คาด และอาจเกิดความเสี่ยงเมื่อตรวจสอบภายหลัง

หากบริษัทของคุณกำลังวางแผนทำประกันคีย์แมน ควรให้ทีมบัญชีและภาษีตรวจสอบก่อนเริ่มสัญญา เพื่อให้เบี้ยประกัน การบันทึกบัญชี และภาษีของกรรมการสอดคล้องกับหลักการของกรมสรรพากร ปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญของชอบการบัญชีได้เลยค่ะ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ก่อนทำประกันคีย์แมน เจ้าของกิจการต้องเตรียมอะไรบ้าง ?

ก่อนทำประกันคีย์แมน เจ้าของกิจการต้องเตรียมอะไรบ้าง ?

อย่างที่ทราบกันดีว่าการทำประกันคีย์แมน คือ หนึ่งในเครื่องมือบริหารความเสี่ยงของกิจการ หากบุคคลสำคัญเสียชีวิต เจ็บป่วยร้ายแรง หรือไม่สามารถทำงานต่อได้ ธุรกิจอาจเสียรายได้ เสียเครดิต เสียลูกค้า หรือขาดคนตัดสินใจทันที ฉะนั้นแล้ว หากต้องการลดความเสี่ยงในส่วนนี้ ก็ควรพิจารณาเรื่องการทำประกันคีย์แมนอย่างจริงจังค่ะ แต่ก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้น ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจว่าก่อนที่จะทำประกันคีย์แมนจะต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะโดนปฏิเสธการเคลมประกัน กำหนดทุนประกันให้เหมาะกับความเสียหายจริง และกำหนดผู้รับผลประโยชน์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจค่ะ ก่อนทำประกันคีย์แมน

ประกันคีย์แมน คืออะไร นำมาหักภาษีได้จริงไหม ?

ถ้าธุรกิจต้องเสียคนสำคัญไปแบบกะทันหัน บริษัทจะดำเนินต่อไปอย่างไร? นี่คือเหตุผลที่หลายกิจการเริ่มสนใจ ประกันคีย์แมน หรือประกันสำหรับบุคคลสำคัญของธุรกิจ เช่น เจ้าของกิจการ กรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานหลักที่มีผลต่อรายได้โดยตรง อีกเหตุผลหนึ่งคือหลายบริษัทได้ยินมาว่า “เบี้ยประกันสามารถนำมาหักภาษีบริษัทได้” แต่ในทางปฏิบัติ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ซื้อกรมธรรม์แล้วนำใบเสร็จไปลงเป็นค่าใช้จ่ายได้ทันที เพราะต้องดูว่าเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของกิจการจริงหรือไม่ และมีเอกสารชี้แจงหรือเปล่า ในบทความนี้ ชอบการบัญชีจะพาคุณไปทำความเข้าใจว่าประกันคีย์แมนคืออะไร เบี้ยประกันนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้จริงหรือไม่ และต้องเตรียมเอกสารอย่างไรให้ถูกต้อง

ธุรกิจ SME จำเป็นต้องทำประกันคีย์แมนหรือไม่ ?

ธุรกิจ SME จำเป็นต้องทำประกันคีย์แมนหรือไม่ ?

เจ้าของธุรกิจ SME ส่วนใหญ่มักมองความเสี่ยงของธุรกิจในมุมยอดขาย ต้นทุน กำไร ภาษี หรือกระแสเงินสด แต่มีความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่งที่มักถูกมองข้าม คือ ความเสี่ยงจากคนสำคัญของธุรกิจ เช่น เจ้าของกิจการ กรรมการ ผู้จัดการฝ่ายขาย หัวหน้าช่าง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือคนที่ลูกค้าไว้วางใจเป็นพิเศษ ในความเป็นจริง ธุรกิจจำนวนไม่น้อยไม่ได้สะดุดเพราะขาดทุนทันที แต่สะดุดเพราะคนสำคัญหายไปโดยที่ไม่มีแผนรองรับ