เห็นรายการ “ภาษีค้างจ่าย” ในงบการเงินแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่า บริษัทลืมจ่ายภาษี หรือกำลังเสียค่าปรับอยู่หรือเปล่า ? ความจริงแล้ว ยอดนี้อาจเป็นภาษีที่กิจการรับรู้ไว้ในบัญชี แต่ยังไม่ถึงกำหนดชำระก็ได้ การเข้าใจความหมายจึงช่วยให้เจ้าของธุรกิจอ่านงบได้ถูกต้อง และเตรียมเงินจ่ายภาษีได้เหมาะสม
ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจว่าภาษีค้างจ่ายคืออะไร อยู่หมวดไหน และบันทึกบัญชีอย่างไร พร้อมตัวอย่างการคำนวณและจุดที่ควรตรวจสอบก่อนปิดงบ เพื่อให้แยกยอดภาษีที่เป็นค่าใช้จ่ายออกจากยอดที่ยังต้องจ่ายได้อย่างชัดเจน
ภาษีค้างจ่าย คืออะไร ?
ภาษีค้างจ่าย (tax payable) คือ ภาษีที่เกิดภาระชำระหรือนำส่งแล้ว แต่กิจการยังไม่ได้ชำระ ณ วันรายงาน ยอดดังกล่าวอาจยังไม่ถึงกำหนดชำระตามกฎหมาย จึงต้องแยกจากคำว่าภาษีอากรค้าง ซึ่งหมายถึงภาษีที่ถึงกำหนดแล้วแต่ยังไม่ได้เสียหรือนำส่ง ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร
ตัวอย่างเช่น บริษัทปิดรอบบัญชีวันที่ 31 ธันวาคม และคำนวณแล้วมีภาษีเงินได้ของรอบบัญชีนั้นที่ยังต้องชำระ บริษัทต้องรับรู้ยอดค้างจ่ายในงบการเงิน แม้จะยื่นแบบและชำระภาษีในปีถัดไป
สำหรับกิจการที่ใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) กำหนดให้รับรู้ภาษีเงินได้เป็นค่าใช้จ่าย และรับรู้ภาระภาษีที่ค้างชำระสุทธิจากภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นหนี้สินตามวิธีภาษีเงินได้ค้างจ่าย
สิ่งที่ควรแยกให้ออกจึงมีสองมุม ได้แก่
- มุมบัญชี : ณ วันสิ้นงวด ยังมีภาระภาษีที่ไม่ได้ชำระเท่าไร
- มุมการยื่นภาษี : ภาระนั้นถึงกำหนดชำระแล้วหรือยัง
การพบยอดภาษีค้างจ่ายในงบการเงินเพียงอย่างเดียว จึงยังสรุปไม่ได้ว่าธุรกิจผิดนัด หรือยื่นภาษีล่าช้า
ภาษีค้างจ่าย อยู่หมวดไหนในงบการเงิน ?
ภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่ายอยู่ในหมวดหนี้สินของงบฐานะการเงิน โดยแบบรายการย่อของงบการเงินสำหรับบริษัทจำกัดที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผยแพร่ แสดงรายการนี้แยกไว้ภายใต้หนี้สินหมุนเวียนอย่างชัดเจน
ตามหมวดบัญชีพื้นฐาน ภาษีค้างจ่ายจึงอยู่ในหมวดหนี้สิน และมียอดคงเหลือตามปกติด้านเครดิต อย่างไรก็ตาม รหัสบัญชีที่ใช้จริงขึ้นอยู่กับผังบัญชีของแต่ละกิจการ
สำหรับภาษีประเภทอื่น เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่ายรอนำส่ง หรือภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย ควรแยกบัญชีย่อยตามประเภท ไม่รวมทั้งหมดไว้เป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย เพราะแต่ละรายการมีฐานคำนวณและแบบนำส่งต่างกัน
ภาษีค้างจ่ายกับค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ต่างกันอย่างไร ?
ภาษีเงินได้ค้างจ่ายเป็นยอดหนี้สินที่ยังต้องชำระ ส่วนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เป็นภาษีที่รับรู้ในผลประกอบการของงวด ทั้งสองยอดจึงไม่จำเป็นต้องเท่ากัน โดยเฉพาะเมื่อกิจการมีภาษีที่ชำระล่วงหน้าหรือถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว
| ประเด็น | ภาษีเงินได้ค้างจ่าย | ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ |
|---|---|---|
| ความหมาย | ภาระภาษีที่ยังเหลือต้องชำระ | ภาษีที่รับรู้เป็นค่าใช้จ่ายของงวด |
| แสดงในงบใด | งบฐานะการเงิน | งบกำไรขาดทุน |
| ช่วยตอบคำถาม | ยังต้องจ่ายภาษีอีกเท่าไร | งวดนี้รับรู้ค่าใช้จ่ายภาษีเท่าไร |
| เมื่อจ่ายหนี้ภาษีที่ตั้งไว้ | ยอดหนี้สินลดลง | ไม่รับรู้ค่าใช้จ่ายเดิมซ้ำ |
ตัวอย่างเช่น กิจการมีภาษีเงินได้ของงวด 200,000 บาท และมีภาษีล่วงหน้ากับเครดิตภาษีที่ใช้ได้รวม 110,000 บาท ยอดภาษีเงินได้ค้างจ่ายจะเหลือ 90,000 บาท แต่ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ของงวดยังคงเป็น 200,000 บาท
ภาษีค้างจ่ายเกี่ยวข้องกับภาษีประเภทใดบ้าง ?
ภาษีค้างจ่ายอาจเกิดจากภาษีหลายประเภท ทั้งภาษีของกิจการเอง และภาษีที่กิจการหักไว้เพื่อนำส่งแทนผู้อื่น จึงควรแยกชื่อบัญชีและรายละเอียดประกอบให้เห็นว่าแต่ละยอดเป็นภาษีอะไร และเกี่ยวข้องกับงวดใด
ตัวอย่างรายการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
| ประเภท | ลักษณะยอดค้างจ่าย | แบบภาษีที่เกี่ยวข้อง |
|---|---|---|
| ภาษีเงินได้นิติบุคคล | ภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษีที่ยังเหลือต้องชำระ | ภ.ง.ด.50 |
| ภาษีหัก ณ ที่จ่ายรอนำส่ง | เงินภาษีที่หักจากผู้รับเงินแล้ว แต่ยังไม่ได้นำส่ง | เช่น ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 ตามประเภทเงินได้และผู้รับ |
| ภาษีมูลค่าเพิ่มค้างจ่าย | ยอด VAT ที่ต้องชำระหลังคำนวณภาษีขาย ภาษีซื้อที่ใช้สิทธิได้ และเครดิตที่เกี่ยวข้อง | ภ.พ.30 |
| ภาษีธุรกิจเฉพาะค้างจ่าย | ภาษีจากกิจการที่อยู่ในบังคับเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและยังไม่ได้ชำระ | ภ.ธ.40 |
แบบและหลักการนำส่งต้องพิจารณาตามประเภทภาษี ไม่ควรนำยอดของภาษีแต่ละประเภทมาหักกลบกันเอง
จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” สองฝั่ง
- ลูกค้าหักภาษีจากเงินที่จ่ายให้กิจการ : เป็นภาษีของกิจการที่ถูกหักไว้ล่วงหน้า และอาจใช้เป็นเครดิตภาษีได้ตามเงื่อนไข
- กิจการหักภาษีจากเงินที่จ่ายให้ผู้อื่น : เป็นภาระที่กิจการต้องนำส่ง ไม่ใช่เครดิตภาษีเงินได้ของกิจการเอง
ในส่วนนี้กรมสรรพากรอธิบายว่าผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษีตามหลักเกณฑ์ และนำส่งเงินที่หักไว้ การใช้ชื่อบัญชีให้แยกกันชัดเจน จึงช่วยป้องกันการใช้เครดิตผิดฝั่งได้
ภาษีค้างจ่ายเกี่ยวข้องกับภาษีประเภทใดบ้าง ?
ภาษีเงินได้ค้างจ่ายของรอบบัญชีคำนวณจากภาษีเงินได้ของรอบบัญชีนั้น หักภาษีที่ชำระล่วงหน้า และเครดิตภาษีที่มีสิทธิใช้ โดยต้องคำนวณภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษีก่อน ไม่ใช่นำกำไรทางบัญชีมาคูณอัตราภาษีทันทีโดยไม่ตรวจรายการปรับปรุง
สูตรพื้นฐานสำหรับกรณีทั่วไป คือ
ภาษีเงินได้ค้างจ่าย = ภาษีเงินได้ของรอบบัญชี − ภาษีที่ชำระตาม ภ.ง.ด.51 − ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่ายที่ใช้สิทธิได้ − เครดิตอื่นที่กฎหมายอนุญาต
ก่อนใช้สูตร ให้ดำเนินการตามลำดับดังนี้
1. หากำไรสุทธิทางภาษี โดยปรับปรุงกำไรทางบัญชีด้วยรายการที่กฎหมายกำหนด เช่น รายจ่ายต้องห้ามและรายการที่ได้รับสิทธิทางภาษี
2. คำนวณภาษีของรอบบัญชี โดยใช้อัตราและสิทธิที่ตรงกับกิจการ
3. ตรวจภาษีที่จ่ายไว้แล้วและเครดิตที่ใช้ได้ ให้ตรงกับนิติบุคคลและรอบบัญชี
4. หายอดที่ยังเหลือต้องชำระ และกระทบยอดกับบัญชีแยกประเภท
ตัวอย่างเช่น บริษัท ชอบการบัญชี จำกัด มีกำไรสุทธิทางภาษี 1,000,000 บาท และกรณีนี้ใช้อัตราภาษี 20% โดยไม่มีสิทธิยกเว้นหรือลดอัตราอื่น ตามรายการดังนี้
| รายการ | จำนวนเงิน (บาท) |
|---|---|
| กำไรสุทธิทางภาษี | 1,000,000 |
| ภาษีเงินได้ของงวด : 1,000,000 × 20% | 200,000 |
| หักภาษีที่ชำระตาม ภ.ง.ด.51 | (80,000) |
| หักภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่ายที่ใช้สิทธิ | (30,000) |
| ภาษีเงินได้ค้างจ่าย | 90,000 |
อัตรา 20% ในตัวอย่างไม่ได้หมายความว่าทุกบริษัทต้องใช้อัตรานี้กับกำไรทั้งหมด กิจการที่เข้าเงื่อนไข SME ทางภาษีหรือมีสิทธิอื่นต้องคำนวณตามหลักเกณฑ์ของตนเอง
หากภาษีที่ชำระไว้และเครดิตที่ใช้ได้สูงกว่าภาษีของงวด ต้องตรวจสอบสิทธิขอคืน และการจัดประเภทเป็นสินทรัพย์ภาษีที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรปล่อยยอดติดลบไว้ในบัญชีหนี้สินโดยไม่ตรวจสอบ
ก่อนคำนวณยอดคงเหลือ ต้องตรวจเอกสารอะไรบ้าง ?
1. งบทดลองและบัญชีแยกประเภท : ตรวจยอดภาษีค้างจ่าย ภาษีชำระล่วงหน้า และภาษีถูกหัก ณ ที่จ่าย
2. กระดาษทำการคำนวณภาษี : ตรวจการปรับกำไรทางบัญชีเป็นกำไรทางภาษี
3. แบบ ภ.ง.ด.51 และใบเสร็จ : ยืนยันยอดภาษีที่ชำระจริง
4. หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้อง : ตรวจชื่อ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี จำนวนเงิน และรอบบัญชี
5. แบบ ภ.ง.ด.50 และแบบเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง : ตรวจยอดที่เคยยื่นและชำระไว้
6. หลักฐานรับชำระจากกรมสรรพากรและรายการธนาคาร : ใช้ยืนยันการตัดหนี้ภาษี
ภาษีค้างจ่ายบันทึกบัญชีอย่างไร ?
การบันทึกภาษีเงินได้ค้างจ่ายเริ่มจากรับรู้ค่าใช้จ่ายภาษีคู่กับหนี้สิน แล้วหักภาษีล่วงหน้าหรือเครดิตที่ใช้ได้ ก่อนตัดหนี้เมื่อชำระเงินจริง สำหรับตัวอย่างการบันทึกบัญชี จะนำข้อมูลเดียวกับกรณีข้างต้น และสมมติว่ากิจการบันทึกภาษีล่วงหน้าไว้เป็นสินทรัพย์แล้ว
เมื่อรับรู้ภาษีเงินได้ประจำงวด บันทึกอย่างไร ?
เมื่อคำนวณภาษีเงินได้ของงวดได้ 200,000 บาท ให้บันทึกรับรู้ค่าใช้จ่ายและภาระภาษีดังนี้
| บัญชี | เดบิต (บาท) | เครดิต (บาท) |
|---|---|---|
| ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ | 200,000 | – |
| ภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย | – | 200,000 |
จากนั้นโอนภาษีที่ชำระตาม ภ.ง.ด.51 จำนวน 80,000 บาท และภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่ายจำนวน 30,000 บาท มาหักกับภาระภาษีของงวด โดยสมมติว่าทั้งสองรายการใช้สิทธิได้ครบถ้วน
| บัญชี | เดบิต (บาท) | เครดิต (บาท) |
|---|---|---|
| ภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย | 200,000 | – |
| ภาษีเงินได้ชำระล่วงหน้า – ภ.ง.ด.51 | – | 200,000 |
| ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย | – | 30,000 |
หลังบันทึก ภาษีเงินได้ค้างจ่ายจะมียอดเครดิตคงเหลือ 90,000 บาท
ชื่อบัญชีอาจต่างกันตามระบบของกิจการ และหากระหว่างปีเคยรับรู้ค่าใช้จ่ายภาษีไว้แล้ว ต้องบันทึกปรับปรุงเฉพาะส่วนต่างให้ยอดรวมถูกต้อง ไม่ตั้งค่าใช้จ่ายเต็มจำนวนซ้ำอีกครั้ง
เมื่อชำระภาษีค้างจ่าย บันทึกอย่างไร ?
เมื่อบริษัทชำระภาษีที่เหลือ 90,000 บาท ให้เดบิตภาษีเงินได้ค้างจ่ายเพื่อลดหนี้สิน และเครดิตเงินฝากธนาคารตามเงินที่จ่ายจริง
| บัญชี | เดบิต (บาท) | เครดิต (บาท) |
|---|---|---|
| ภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่าย | 90,000 | – |
| เงินฝากธนาคาร | – | 90,000 |
หลังชำระครบ บัญชีภาษีค้างจ่ายของรายการนี้จะเหลือศูนย์
ไม่ควรเดบิตค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ซ้ำในวันจ่าย เพราะค่าใช้จ่ายได้ถูกรับรู้ไปแล้ว การจ่ายครั้งนี้เป็นการชำระหนี้ที่ตั้งไว้ หากมีเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ต้องแยกพิจารณารายการเหล่านั้นจากเงินภาษีเดิมด้วย

ตรวจสอบยอดภาษีค้างจ่ายก่อนปิดงบอย่างไร ?
ควรกระทบยอดภาษีค้างจ่ายระหว่างบัญชีแยกประเภท กระดาษทำการภาษี แบบที่ยื่น และหลักฐานชำระเงิน โดยแยกตามประเภทภาษีและงวด เป้าหมายคืออธิบายได้ว่ายอดคงเหลือทุกจำนวนเกิดจากอะไร และยังมีภาระต้องจ่ายจริงหรือไม่ สามารถตรวจสอบโดยใช้เช็กลิสต์ต่อไปนี้
| จุดตรวจสอบ | สิ่งที่ต้องยืนยัน |
|---|---|
| ยอดยกมาต้นงวด | ตรงกับยอดปลายงวดก่อน และทราบว่าชำระไปแล้วหรือยัง |
| ภาษีของงวดปัจจุบัน | ตรงกับกระดาษทำการคำนวณภาษีฉบับล่าสุด |
| เครดิตภาษี | มีหลักฐาน ใช้สิทธิได้ และไม่ได้หักซ้ำ |
| การชำระเงิน | ตัดหนี้ตรงประเภทภาษี และรอบบัญชี |
| แบบเพิ่มเติม | นำผลต่างที่เกี่ยวข้องมาปรับปรุงบัญชีครบถ้วนแล้ว |
| ยอดคงเหลือผิดปกติ | มีคำอธิบายสำหรับยอดติดลบ หรือยอดค้างหลายปี |
| การแสดงในงบการเงิน | จัดหมวดถูกต้อง และแยกจากภาษีประเภทอื่น |
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีจุดที่ต้องระวัง ตัวอย่างเช่น บริษัทมียอดภาษีค้างจ่ายของปีก่อน 90,000 บาท และจ่ายครบแล้วในปีปัจจุบัน แต่ผู้ทำบัญชีบันทึกเงินที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายภาษีอีกครั้ง ผลคือหนี้สินเดิมยังไม่ถูกตัด ขณะที่ค่าใช้จ่ายปีปัจจุบันสูงเกินจริง
วิธีตรวจสอบคือจับคู่ยอดภาษีค้างจ่ายกับใบเสร็จ และรายการจ่ายเงิน แล้วตรวจว่าบัญชีฝั่งเดบิตตัดหนี้เดิมหรือไม่ ก่อนแก้ไขต้องพิจารณางวดที่ผิดพลาดและสถานะงบการเงินที่ออกไปแล้วด้วย
อีกจุดที่ควรแยกให้ชัดคือ วันที่จ่ายเงินกับงวดภาษี เช่น ภาษีของปี 2568 ที่จ่ายในปี 2569 ยังคงเป็นการชำระภาระของรอบบัญชีเดิม ไม่กลายเป็นค่าใช้จ่ายของปีที่จ่ายโดยอัตโนมัติ
โดยสรุปแล้ว ภาษีค้างจ่ายช่วยบอกภาระภาษีที่กิจการยังต้องชำระ โดยภาษีเงินได้นิติบุคคลค้างจ่ายทั่วไปอยู่ในหมวดหนี้สินหมุนเวียน การคำนวณต้องตรวจภาษีของงวดและเครดิตที่ใช้ได้ ส่วนการบันทึกบัญชีต้องแยกการรับรู้ค่าใช้จ่ายออกจากการชำระหนี้ เพื่อป้องกันการตั้งค่าใช้จ่ายซ้ำและยอดหนี้สินค้างผิดจริง
หากไม่แน่ใจว่ายอดภาษีค้างจ่ายในบัญชีตรงกับภาษีที่ต้องจ่ายจริงหรือไม่ ทักหาแอดมินชอบการบัญชี พร้อมแจ้งประเภทภาษีและปีที่ต้องการตรวจสอบ เพื่อสอบถามบริการทำบัญชี และบริการปิดงบการเงินได้เลยค่ะ
ติดต่อ Chob Accounting
โทร : 094-159-4561
Facebook : สำนักงานบัญชีคุณภาพ ชอบการบัญชี ออนไลน์
Line : @chobaccounting