เกณฑ์การรับรู้หนี้สิน คือ หลักที่ใช้พิจารณาว่ากิจการควรบันทึกภาระผูกพันเป็นหนี้สินในงบการเงินเมื่อใด
เกณฑ์การรับรู้หนี้สิน มีอะไรบ้าง ?
ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน กิจการจะรับรู้ว่าเป็นหนี้สิน และบันทึกบัญชีเมื่อรายการนั้น ตรงตามคำนิยาม และผ่านเกณฑ์สำคัญ 3 ข้อ ดังนี้
1. เป็นภาระผูกพันในปัจจุบัน
กิจการต้องมีภาระผูกพันในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์ในอดีต เช่น ได้รับมอบหมายสินค้าจากคู่ค้าแล้ว เกิดสัญญากู้ยืมเงินแล้ว หรือเกิดความเสียหายที่ต้องชดใช้แล้ว หากเป็นเพียงแผนการค้างจ่าย หรือเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จะยังไม่นับเป็นหนี้สิน
2. มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะสูญเสียทรัพยากร
กิจการค่อนข้างแน่ใจว่าต้องจ่ายชำระหนี้นั้น ด้วยการส่งมอบทรัพยากรที่มีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจออกไป เช่น ต้องจ่ายเป็นเงินสด ส่งมอบสินค้า หรือให้บริการตอบแทน
3. สามารถประมาณมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือ
จำนวนเงินของภาระผูกพันนั้น จะต้องสามารถวัดมูลค่า หรือประมาณการได้อย่างมีหลักการ และมีความน่าเชื่อถือทางบัญชี
ตัวอย่างการรับรู้หนี้สิน เช่น บริษัท A จำกัด สั่งซื้อผ้าผืนใหญ่จากซัพพลายเออร์เพื่อนำมาตัดเย็บเสื้อผ้า ซัพพลายเออร์นำผ้ามาส่งมอบให้บริษัทเรียบร้อยแล้ว พร้อมใบส่งสินค้า/ใบแจ้งหนี้ แต่อีก 30 วัน ถึงจะครบกำหนดจ่ายเงิน
การพิจารณาตามเงื่อนไข
- ภาระผูกพันในปัจจุบัน : เพราะมีเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้นแล้วคือ “บริษัทได้รับมอบผ้ามาแล้ว” ทำให้ตอนนี้ บจ. A มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์
- เป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะสูญเสียทรัพยากร : เพราะบริษัทค่อนข้างแน่ใจ (เกือบ 100%) ว่าเมื่อครบ 30 วัน บริษัทจะต้องโอนเงินสด (ทรัพยากรที่มีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ) ออกไปให้ซัพพลายเออร์
- ประมาณมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือ : เพราะมีใบแจ้งหนี้ระบุตัวเลขชัดเจน เช่น 50,000 บาท สามารถนำตัวเลขนี้ไปบันทึกบัญชีได้ทันที
หากเข้าเกณฑ์ทั้งหมด ให้บันทึกเป็น เจ้าหนี้การค้า (หนี้สิน) ในงบการเงินได้ทันที

หนี้สินทั่วไป ประมาณการหนี้สิน และหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น ต่างกันอย่างไร ?
ความแตกต่างอยู่ที่ความแน่นอนของภาระ จำนวนเงิน และเวลาที่ต้องชำระ โดยประมาณการหนี้สินเป็นหนี้สินที่รับรู้เมื่อเข้าเงื่อนไข ส่วนหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นไม่รับรู้เป็นยอดหนี้สินในงบฐานะการเงิน แต่ต้องพิจารณาการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานที่ใช้
คำว่า “หนี้สินทั่วไป” ในตารางนี้ใช้เรียกรวมเจ้าหนี้ และรายการค้างจ่ายเพื่อให้อ่านง่าย ไม่ใช่ชื่อหมวดที่ใช้แทนข้อกำหนดทั้งหมดของมาตรฐานบัญชี
| ประเด็น | หนี้สินทั่วไป | ประมาณการหนี้สิน | หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น |
|---|---|---|---|
| ลักษณะ | ภาระจากธุรกรรมที่เกิดขึ้นแล้ว | ภาระที่มีความไม่แน่นอนเรื่องจำนวนเงินหรือเวลาจ่าย | ภาระที่ยังต้องยืนยัน หรือภาระปัจจุบันที่ไม่ผ่านเงื่อนไขการรับรู้ที่เกี่ยวข้อง |
| การประเมินยอด | ใช้ข้อตกลง เอกสาร หรือประมาณยอดค้างจ่าย | ใช้ประมาณการที่ดีที่สุดตามข้อกำหนด | ประเมินเพื่อพิจารณาการเปิดเผยและติดตามสถานการณ์ |
| การแสดงในงบ | รับรู้ตามมาตรฐานของรายการนั้น | รับรู้เมื่อเข้าเงื่อนไขครบ | ไม่รับรู้เป็นยอดหนี้สิน แต่พิจารณาหมายเหตุประกอบงบ |
| ตัวอย่าง | เจ้าหนี้ค่าสินค้า ค่าบริการค้างจ่าย | ภาระรับประกันคุณภาพสินค้า ที่เข้าเกณฑ์ | ข้อพิพาทที่ประเมินแล้วเข้าลักษณะหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น |
การรับรู้หนี้สินกับการจัดประเภทหนี้สิน ต่างกันอย่างไร ?
การรับรู้หนี้สิน ช่วยทำให้รู้ว่าต้องบันทึกรายการเป็นหนี้สินหรือไม่ และเมื่อใด ส่วนการจัดประเภทหนี้สิน ทำให้เห็นว่าหนี้สินที่รับรู้แล้วควรแสดงในหมวดใด เช่น หมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ทั้งสองเรื่องเป็นคนละขั้นตอนในการจัดทำงบการเงิน
ตัวอย่างเช่น บริษัทมีเงินกู้คงเหลือ 600,000 บาท ณ วันสิ้นงวด โดยมีกำหนดชำระเงินต้น 120,000 บาทใน 12 เดือนถัดไป และส่วนที่เหลือครบกำหนดหลังจากนั้น
หากไม่มีเงื่อนไขอื่นที่เปลี่ยนผลการจัดประเภท อาจแสดงรายการดังนี้
- หนี้สินหมุนเวียน 120,000 บาท
- หนี้สินไม่หมุนเวียน 480,000 บาท
บริษัทไม่ได้รอรับรู้หนี้สินเฉพาะส่วนที่ใกล้ถึงกำหนดจ่าย แต่รับรู้ภาระเงินกู้ที่เกิดขึ้นแล้ว และนำยอดนั้นมาจัดประเภทเพื่อแสดงในงบการเงิน
ในการจัดประเภทต้องตรวจสอบทั้งกำหนดชำระ วงจรดำเนินงาน และเงื่อนไขหรือสิทธิที่เกี่ยวข้องตามมาตรฐาน ไม่ควรตัดสินจากชื่อสัญญาว่าเป็น “เงินกู้ระยะยาว” เพียงอย่างเดียว
เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณารับรู้หนี้สิน มีอะไรบ้าง ?
การตรวจสอบหลายเอกสารร่วมกัน จะช่วยทำให้เห็นข้อเท็จจริงมากกว่าการดูใบแจ้งหนี้เพียงใบเดียว เช่น
| เอกสารหรือข้อมูล | ช่วยตรวจเรื่องใด |
|---|---|
| สัญญาและข้อตกลงราคา | หน้าที่ของแต่ละฝ่าย ราคา และเงื่อนไขชำระ |
| ใบส่งของและใบตรวจรับ | วันที่และรายละเอียดการส่งมอบ |
| รายงานส่งมอบงานหรือหลักฐานรับบริการ | งานที่ทำแล้วและช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง |
| ใบแจ้งหนี้และใบวางบิล | ยอดเรียกเก็บและรายการที่คู่ค้าอ้างถึง |
| หลักฐานจ่ายเงินหลังวันปิดงวด | มีรายการใดเกี่ยวข้องกับภาระของงวดก่อน |
| ตารางคำนวณและสมมติฐาน | ที่มาของยอดค้างจ่ายหรือยอดประมาณการ |
| หนังสือโต้ตอบและความเห็นผู้เชี่ยวชาญ | ข้อเท็จจริงของข้อพิพาทและความไม่แน่นอน |
คุณน้ำ – พัทธนันท์ วัชรโชติธาดาพงษ์ ผู้บริหารชอบการบัญชี ได้แบ่งปันว่า
“เวลาตรวจรายการค้างจ่ายก่อนปิดงวด จุดที่ควรดูเพิ่มเติมคือบิลและรายการจ่ายเงินที่เข้ามาหลังวันสิ้นงวด เพราะอาจเป็นค่าสินค้าหรือบริการที่กิจการได้รับไปแล้วในงวดก่อน เช่น บิลลงวันที่ 10 มกราคม แต่เป็นค่าบริการเดือนธันวาคม จึงต้องดูช่วงเวลารับบริการและหลักฐานส่งมอบงานประกอบ แล้วตรวจว่าได้ตั้งค้างจ่ายไว้หรือยัง การดูแค่วันที่บนบิลอาจทำให้บันทึกผิดงวดหรือตกหล่นได้
อีกจุดที่ต้องระวังคือ เมื่อบิลจริงมาถึงแล้วนำไปบันทึกค่าใช้จ่ายซ้ำกับยอดที่ตั้งค้างจ่ายไว้ แนะนำให้ทำตารางติดตามง่าย ๆ ระบุชื่อคู่ค้า รายการ งวดที่เกี่ยวข้อง จำนวนเงิน และสถานะเอกสาร พร้อมเชื่อมบิลกับรายการเดิมให้ชัดเจน วิธีนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการกับผู้ทำบัญชีตรวจสอบร่วมกันได้ว่ารายการไหนยังรอเอกสาร รายการไหนจ่ายแล้ว และรายการไหนต้องปรับยอดให้ตรงกับบิลจริง”
การพิจารณาหนี้สินควรเริ่มจากข้อเท็จจริงของภาระที่เกิดขึ้น แล้วตรวจจำนวนเงิน หลักฐาน และมาตรฐานที่ใช้ การแยกขั้นตอนรับรู้รายการ ออกจากการจัดประเภท และติดตามบิลที่ได้รับภายหลัง จะช่วยให้ตรวจรายการก่อนปิดงบได้เป็นระบบมากขึ้น
หากยังไม่แน่ใจว่ารายการไหนควรตั้งค้างจ่าย หรือเอกสารที่มีเพียงพอหรือยัง ทักหาชอบการบัญชี พร้อมแจ้งว่าสอบถามตรวจรายการค้างจ่าย และเล่าประเภทรายการกับงวดบัญชีที่กังวล เพื่อสอบถามแนวทางตรวจรายการและเอกสารที่ควรเตรียมก่อนปิดงบ
ติดต่อ Chob Accounting
โทร : 094-159-4561
Facebook : สำนักงานบัญชีคุณภาพ ชอบการบัญชี ออนไลน์
Line : @chobaccounting