เกณฑ์การรับรู้หนี้สิน คืออะไร ? รับรู้เมื่อใด พร้อมตัวอย่างสำหรับธุรกิจ

เกณฑ์การรับรู้หนี้สิน มีอะไรบ้าง ?

1. เป็นภาระผูกพันในปัจจุบัน

กิจการต้องมีภาระผูกพันในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์ในอดีต เช่น ได้รับมอบหมายสินค้าจากคู่ค้าแล้ว เกิดสัญญากู้ยืมเงินแล้ว หรือเกิดความเสียหายที่ต้องชดใช้แล้ว หากเป็นเพียงแผนการค้างจ่าย หรือเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จะยังไม่นับเป็นหนี้สิน

2. มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะสูญเสียทรัพยากร

กิจการค่อนข้างแน่ใจว่าต้องจ่ายชำระหนี้นั้น ด้วยการส่งมอบทรัพยากรที่มีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจออกไป เช่น ต้องจ่ายเป็นเงินสด ส่งมอบสินค้า หรือให้บริการตอบแทน

3. สามารถประมาณมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือ

จำนวนเงินของภาระผูกพันนั้น จะต้องสามารถวัดมูลค่า หรือประมาณการได้อย่างมีหลักการ และมีความน่าเชื่อถือทางบัญชี

การพิจารณาตามเงื่อนไข

หนี้สินทั่วไป ประมาณการหนี้สิน และหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น ต่างกันอย่างไร ?

ความแตกต่างอยู่ที่ความแน่นอนของภาระ จำนวนเงิน และเวลาที่ต้องชำระ โดยประมาณการหนี้สินเป็นหนี้สินที่รับรู้เมื่อเข้าเงื่อนไข ส่วนหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นไม่รับรู้เป็นยอดหนี้สินในงบฐานะการเงิน แต่ต้องพิจารณาการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานที่ใช้

คำว่า “หนี้สินทั่วไป” ในตารางนี้ใช้เรียกรวมเจ้าหนี้ และรายการค้างจ่ายเพื่อให้อ่านง่าย ไม่ใช่ชื่อหมวดที่ใช้แทนข้อกำหนดทั้งหมดของมาตรฐานบัญชี

ประเด็น หนี้สินทั่วไป ประมาณการหนี้สิน หนี้สินที่อาจเกิดขึ้น
ลักษณะ ภาระจากธุรกรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ภาระที่มีความไม่แน่นอนเรื่องจำนวนเงินหรือเวลาจ่าย ภาระที่ยังต้องยืนยัน หรือภาระปัจจุบันที่ไม่ผ่านเงื่อนไขการรับรู้ที่เกี่ยวข้อง
การประเมินยอด ใช้ข้อตกลง เอกสาร หรือประมาณยอดค้างจ่าย ใช้ประมาณการที่ดีที่สุดตามข้อกำหนด ประเมินเพื่อพิจารณาการเปิดเผยและติดตามสถานการณ์
การแสดงในงบ รับรู้ตามมาตรฐานของรายการนั้น รับรู้เมื่อเข้าเงื่อนไขครบ ไม่รับรู้เป็นยอดหนี้สิน แต่พิจารณาหมายเหตุประกอบงบ
ตัวอย่าง เจ้าหนี้ค่าสินค้า ค่าบริการค้างจ่าย ภาระรับประกันคุณภาพสินค้า ที่เข้าเกณฑ์ ข้อพิพาทที่ประเมินแล้วเข้าลักษณะหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น

การรับรู้หนี้สินกับการจัดประเภทหนี้สิน ต่างกันอย่างไร ?

การรับรู้หนี้สิน ช่วยทำให้รู้ว่าต้องบันทึกรายการเป็นหนี้สินหรือไม่ และเมื่อใด ส่วนการจัดประเภทหนี้สิน ทำให้เห็นว่าหนี้สินที่รับรู้แล้วควรแสดงในหมวดใด เช่น หมุนเวียนหรือไม่หมุนเวียน ทั้งสองเรื่องเป็นคนละขั้นตอนในการจัดทำงบการเงิน

ตัวอย่างเช่น บริษัทมีเงินกู้คงเหลือ 600,000 บาท ณ วันสิ้นงวด โดยมีกำหนดชำระเงินต้น 120,000 บาทใน 12 เดือนถัดไป และส่วนที่เหลือครบกำหนดหลังจากนั้น

หากไม่มีเงื่อนไขอื่นที่เปลี่ยนผลการจัดประเภท อาจแสดงรายการดังนี้

บริษัทไม่ได้รอรับรู้หนี้สินเฉพาะส่วนที่ใกล้ถึงกำหนดจ่าย แต่รับรู้ภาระเงินกู้ที่เกิดขึ้นแล้ว และนำยอดนั้นมาจัดประเภทเพื่อแสดงในงบการเงิน

ในการจัดประเภทต้องตรวจสอบทั้งกำหนดชำระ วงจรดำเนินงาน และเงื่อนไขหรือสิทธิที่เกี่ยวข้องตามมาตรฐาน ไม่ควรตัดสินจากชื่อสัญญาว่าเป็น “เงินกู้ระยะยาว” เพียงอย่างเดียว

เอกสารที่ใช้ประกอบการพิจารณารับรู้หนี้สิน มีอะไรบ้าง ?

การตรวจสอบหลายเอกสารร่วมกัน จะช่วยทำให้เห็นข้อเท็จจริงมากกว่าการดูใบแจ้งหนี้เพียงใบเดียว เช่น

เอกสารหรือข้อมูล ช่วยตรวจเรื่องใด
สัญญาและข้อตกลงราคา หน้าที่ของแต่ละฝ่าย ราคา และเงื่อนไขชำระ
ใบส่งของและใบตรวจรับ วันที่และรายละเอียดการส่งมอบ
รายงานส่งมอบงานหรือหลักฐานรับบริการ งานที่ทำแล้วและช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง
ใบแจ้งหนี้และใบวางบิล ยอดเรียกเก็บและรายการที่คู่ค้าอ้างถึง
หลักฐานจ่ายเงินหลังวันปิดงวด มีรายการใดเกี่ยวข้องกับภาระของงวดก่อน
ตารางคำนวณและสมมติฐาน ที่มาของยอดค้างจ่ายหรือยอดประมาณการ
หนังสือโต้ตอบและความเห็นผู้เชี่ยวชาญ ข้อเท็จจริงของข้อพิพาทและความไม่แน่นอน

คุณน้ำ – พัทธนันท์ วัชรโชติธาดาพงษ์ ผู้บริหารชอบการบัญชี ได้แบ่งปันว่า

“เวลาตรวจรายการค้างจ่ายก่อนปิดงวด จุดที่ควรดูเพิ่มเติมคือบิลและรายการจ่ายเงินที่เข้ามาหลังวันสิ้นงวด เพราะอาจเป็นค่าสินค้าหรือบริการที่กิจการได้รับไปแล้วในงวดก่อน เช่น บิลลงวันที่ 10 มกราคม แต่เป็นค่าบริการเดือนธันวาคม จึงต้องดูช่วงเวลารับบริการและหลักฐานส่งมอบงานประกอบ แล้วตรวจว่าได้ตั้งค้างจ่ายไว้หรือยัง การดูแค่วันที่บนบิลอาจทำให้บันทึกผิดงวดหรือตกหล่นได้

อีกจุดที่ต้องระวังคือ เมื่อบิลจริงมาถึงแล้วนำไปบันทึกค่าใช้จ่ายซ้ำกับยอดที่ตั้งค้างจ่ายไว้ แนะนำให้ทำตารางติดตามง่าย ๆ ระบุชื่อคู่ค้า รายการ งวดที่เกี่ยวข้อง จำนวนเงิน และสถานะเอกสาร พร้อมเชื่อมบิลกับรายการเดิมให้ชัดเจน วิธีนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการกับผู้ทำบัญชีตรวจสอบร่วมกันได้ว่ารายการไหนยังรอเอกสาร รายการไหนจ่ายแล้ว และรายการไหนต้องปรับยอดให้ตรงกับบิลจริง”

การพิจารณาหนี้สินควรเริ่มจากข้อเท็จจริงของภาระที่เกิดขึ้น แล้วตรวจจำนวนเงิน หลักฐาน และมาตรฐานที่ใช้ การแยกขั้นตอนรับรู้รายการ ออกจากการจัดประเภท และติดตามบิลที่ได้รับภายหลัง จะช่วยให้ตรวจรายการก่อนปิดงบได้เป็นระบบมากขึ้น

หากยังไม่แน่ใจว่ารายการไหนควรตั้งค้างจ่าย หรือเอกสารที่มีเพียงพอหรือยัง ทักหาชอบการบัญชี พร้อมแจ้งว่าสอบถามตรวจรายการค้างจ่าย และเล่าประเภทรายการกับงวดบัญชีที่กังวล เพื่อสอบถามแนวทางตรวจรายการและเอกสารที่ควรเตรียมก่อนปิดงบ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) คือใคร ? สรุปหน้าที่ และวิธีเช็กรายชื่อล่าสุด

ในกระบวนการจัดทำ และปิดงบการเงินของธุรกิจ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ถือเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่มีบทบาทโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางการเงิน แม้ผู้ประกอบการจำนวนมากจะคุ้นเคยกับ CPA อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีไม่น้อยที่อาจยังไม่เข้าใจขอบเขตหน้าที่ และความสำคัญของ CPA อย่างครบถ้วน ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า CPA คือใคร มีหน้าที่อะไร ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร แตกต่างจาก

e-receipt คืออะไร ?

e-Receipt คืออะไร ต่างจากใบเสร็จรับเงินแบบกระดาษยังไง ?

ในทุกวันนี้ ธุรกิจส่วนใหญ่เปลี่ยนผ่านจากการทำงานในรูปแบบธรรมดา สู่การทำงานในรูปแบบออนไลน์ ไม่เว้นแม้แต่เอกสารบัญชี และภาษี ที่หลายกิจการเริ่มหันมาใช้ E-Receipt (ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์) แทนการออกใบเสร็จกระดาษแบบเดิม เพราะช่วยลดขั้นตอน ประหยัดต้นทุน และยังปลอดภัยต่อการจัดเก็บข้อมูลมากขึ้น แต่หลายคนอาจยังสงสัยว่าE-Receipt คืออะไร และแตกต่างจากใบเสร็จปกติอย่างไร ในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะพาคุณทำความเข้าใจในเรื่อง E-Receipt ว่ามีข้อดียังไง

ใบรับสินค้า คืออะไร

ใบรับสินค้า คืออะไร? ใช้ทำอะไร พร้อมตัวอย่างที่นำไปใช้ได้จริง

เวลาผู้ขายนำสินค้ามาส่ง หลายธุรกิจอาจตรวจสอบเพียงจำนวนกล่อง เซ็นชื่อในใบส่งของ แล้วนำสินค้าเข้าคลังทันที แต่เมื่อเปิดกล่องภายหลังกลับพบว่า จำนวนสินค้าไม่ครบ ไม่ตรงกับรุ่นที่สั่งไว้ หรือสินค้าบางชิ้นได้รับความเสียหายจากการขนส่ง ปัญหาอาจยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อฝ่ายบัญชีได้รับใบแจ้งหนี้และบันทึกยอดเจ้าหนี้ไปแล้ว ทั้งที่สินค้ายังมาไม่ครบ หรือจำนวนสินค้าที่ได้รับไม่ตรงกับจำนวนที่ผู้ขายเรียกเก็บเงินจริง ใบรับสินค้า จึงเป็นจุดตรวจสอบสำคัญระหว่างการสั่งซื้อ การรับสินค้าเข้าคลัง และการบันทึกบัญชี ช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าสินค้าอะไรเข้ามา จำนวนเท่าไร อยู่ในสภาพใด และใครเป็นผู้ตรวจรับ ใบรับสินค้า