เจ้าของธุรกิจ SME ส่วนใหญ่มักมองความเสี่ยงของธุรกิจในมุมยอดขาย ต้นทุน กำไร ภาษี หรือกระแสเงินสด แต่มีความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่งที่มักถูกมองข้าม คือ ความเสี่ยงจากคนสำคัญของธุรกิจ เช่น เจ้าของกิจการ กรรมการ ผู้จัดการฝ่ายขาย หัวหน้าช่าง ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือคนที่ลูกค้าไว้วางใจเป็นพิเศษ
ในความเป็นจริง ธุรกิจจำนวนไม่น้อยไม่ได้สะดุดเพราะขาดทุนทันที แต่สะดุดเพราะคนสำคัญหายไปโดยที่ไม่มีแผนรองรับ โดยเฉพาะธุรกิจที่เคยปิดการขายได้เพราะเจ้าของ ธุรกิจที่ลูกค้าติดต่อเฉพาะกรรมการ หรือธุรกิจที่ระบบงานยังอยู่ในหัวของคนใดคนหนึ่ง ล้วนมีความเสี่ยงสูงกว่าที่เจ้าของกิจการหลายคนคิด ทำให้การทำประกันคีย์แมน กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี
SME จำเป็นต้องทำประกันคีย์แมนหรือไม่
ประกันคีย์แมน หรือ Keyman Insurance โดยทั่วไปคือการวางแผนประกันให้กับบุคคลสำคัญของกิจการ เพื่อให้ธุรกิจมีเงินทุนรองรับหากบุคคลสำคัญเสียชีวิต เจ็บป่วยร้ายแรง หรือไม่สามารถทำงานต่อได้ ในบางกรณีเงินที่ได้รับจากกรมธรรม์อาจช่วยให้กิจการมีเวลาหาคนทดแทน รักษาลูกค้าหลัก ชำระหนี้ หรือประคองกระแสเงินสดในช่วงเปลี่ยนผ่าน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ SME ทุกรูปแบบที่จำเป็นต้องทำประกันคีย์แมน แต่ SME ที่รายได้ การตัดสินใจ ความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือความรู้เฉพาะทางผูกอยู่กับคนสำคัญเพียงไม่กี่คน ควรพิจารณาทำอย่างจริงจัง เพราะเป็นหนึ่งในเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ดีของธุรกิจ

SME รูปแบบใดบ้าง ที่ควรทำประกันคีย์แมน
1. ธุรกิจที่เจ้าของคือทุกอย่าง: ธุรกิจที่เจ้าของเป็นทั้งคนขาย คนอนุมัติงาน คนคุยกับลูกค้า คนวางระบบ และคนตัดสินใจหลัก เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะธุรกิจไม่ได้พึ่งระบบ แต่พึ่งตัวบุคคลด้วย เช่น สำนักงานบัญชีขนาดเล็ก คลินิก ร้านรับเหมา บริษัทที่ปรึกษา เอเจนซีการตลาด โรงงานครอบครัว หรือธุรกิจบริการเฉพาะทาง
หากเจ้าของกิจการไม่สามารถทำงานได้กะทันหัน ธุรกิจอาจต้องแบกรับปัญหาในทันที เช่น ลูกค้าไม่รู้จะคุยกับใคร งานค้างไม่มีคนตัดสินใจ รายได้ใหม่หดหาย และทีมงานขาดทิศทางในการทำงาน
2. ธุรกิจที่รายได้ขึ้นอยู่กับคนใดคนหนึ่ง: หากรายได้หลักของ SME มาจากคนขายคนเดียว กรรมการคนเดียว หรือผู้เชี่ยวชาญคนเดียว ควรพิจารณาจัดทำประกันคีย์แมน เพราะความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่ตัวธุรกิจ แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับคนคนนั้น เช่น บริษัทรับทำบัญชีออนไลน์ มีผู้ทำบัญชีที่ดูแลลูกค้า 70% ของรายได้ บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ลูกค้าเชื่อใจวิศวกรหลัก หรือธุรกิจ B2B ที่ผู้บริหารคนเดียวต้องดูแลลูกค้ารายใหญ่ทั้งหมด หากบุคคลนี้หายไป รายได้อาจไม่ค่อย ๆ ลด แต่อาจหายเป็นก้อนทันที
สิ่งที่ควรวิเคราะห์คือ รายได้ของกิจการ หากรายได้ประมาณ 30–50% ของยอดขายรวมเกิดจากกรรมการ หรือพนักงานคนเดียว ธุรกิจควรมีแผนรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการทำประกันคีย์แมน การกระจายลูกค้า การทำ CRM หรือการสร้างทีมขายสำรอง
3. ธุรกิจที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางสูง: ธุรกิจที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทาง เช่น วิศวกรรม บัญชี ภาษี กฎหมาย ซอฟต์แวร์ แพทย์ ความงาม การผลิตเฉพาะทาง หรือที่ปรึกษาเฉพาะอุตสาหกรรม มักมีความเสี่ยงจากบุคคลสำคัญของกิจการสูง เพราะไม่สามารถหาคนทดแทนได้ทันที
ปัญหาของธุรกิจกลุ่มนี้คือความรู้ไม่ได้อยู่ในระบบ แต่อยู่ในประสบการณ์ของคน หากขาดผู้เชี่ยวชาญหลัก อาจทำให้งานหยุดชะงัก ส่งมอบล่าช้า คุณภาพตก หรือเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า
ในกรณีนี้ ผลประโยชน์จากประกันคีย์แมนไม่ได้ช่วยแทนความรู้ของคนคนนั้นโดยตรง แต่ช่วยให้ธุรกิจมีเงินทุนสำหรับหาผู้เชี่ยวชาญภายนอก จ้างคนใหม่ เทรนทีม หรือประคองค่าใช้จ่ายระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน
4. ธุรกิจที่มีหนี้หรือภาระทางการเงิน: SME ที่มีเงินกู้ธนาคาร สัญญาเช่าเครื่องจักร ภาระผ่อนอาคาร เงินเดือนพนักงานจำนวนมาก หรือภาระเจ้าหนี้การค้า ควรพิจารณาจัดทำประกันคีย์แมนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะหากผู้กู้ ผู้ค้ำประกัน หรือผู้สร้างรายได้หลักคือคนสำคัญของกิจการ
หากบุคคลดังกล่าวเสียชีวิต หรือไม่สามารถทำงานต่อได้ ธุรกิจไม่ได้เสียแค่รายได้ แต่ยังมีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ดอกเบี้ย ค่างวด หรือภาษีที่ถึงกำหนดชำระ กรมสรรพากรเองก็ระบุหลักทั่วไปว่าภาษีเงินได้นิติบุคคลคำนวณจากกำไรสุทธิตามเงื่อนไขในประมวลรัษฎากร และหากขาดทุนหรือไม่มีกำไรก็ไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลต้องชำระ แต่ธุรกิจยังอาจมีภาระเงินสดอื่นที่ต้องจ่ายอยู่ดี
SME รูปแบบใดบ้าง ที่ยังไม่ต้องทำประกันคีย์แมน
ธุรกิจ SME ที่ยังไม่จำเป็นต้องทำประกันคีย์แมนทันที คือธุรกิจที่มีระบบงานชัดเจน รายได้ไม่ผูกกับคนคนเดียว ไม่มีหนี้สูง และมีเงินสำรองเพียงพอรองรับเหตุฉุกเฉิน แต่ก็ควรประเมินความเสี่ยงของธุรกิจเป็นระยะ ว่าจำเป็นต้องทำประกันคีย์แมนหรือไม่
กลุ่มธุรกิจที่อาจยังไม่ต้องรีบทำประกันคีย์แมน ได้แก่
- ธุรกิจที่มีทีมบริหารหลายคน และแต่ละคนทำงานแทนกันได้
- ธุรกิจที่มีระบบ CRM, SOP, เอกสารงาน และฐานข้อมูลลูกค้าชัดเจน
- ธุรกิจที่รายได้กระจาย ไม่พึ่งลูกค้าหรือพนักงานคนใดคนหนึ่งมากเกินไป
- ธุรกิจที่มีเงินสดสำรองเพียงพออย่างน้อย 6–12 เดือน
- ธุรกิจที่ยังมีขนาดเล็กมาก รายได้ไม่แน่นอน หรือยังไม่มีกำไรสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่ยังไม่ทำประกันคีย์แมนควรมีแผนพื้นฐาน 3 เรื่อง ได้แก่
1. แผนสำรองคนทำงานแทน
2. แผนจัดเก็บข้อมูลลูกค้าและงานสำคัญ
3. แผนเงินสดฉุกเฉิน เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด
ข้อควรระวังด้านบัญชีและภาษี ก่อนทำประกันคีย์แมน
ก่อนทำประกันคีย์แมน SME ควรปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาด้านภาษีก่อนเสมอ เพราะผู้เอาประกัน ผู้ชำระเบี้ย ผู้รับประโยชน์ และวัตถุประสงค์ของกรมธรรม์ มีผลต่อการบันทึกบัญชีและภาษี การทำผิดโครงสร้างอาจทำให้รายจ่ายถูกตีความเป็นรายจ่ายส่วนตัว หรือเกิดภาระภาษีของบุคคลสำคัญโดยไม่ตั้งใจ
จากข้อหารือภาษีอากร เลขที่ กค 0702/9358 และ กค 0702/10407 ของกรมสรรพากร กรณีบริษัทจ่ายเบี้ยประกันชีวิตให้กรรมการหรือพนักงาน หากเป็นการจ่ายตามระเบียบหรือมติที่ประชุม เพื่อประโยชน์ของบริษัท และไม่ใช่รายจ่ายส่วนตัวหรือการให้โดยเสน่หา บริษัทอาจนำเบี้ยประกันมาถือเป็นรายจ่ายได้ตามเงื่อนไข แต่เบี้ยประกันที่บริษัทจ่ายแทนอาจถือเป็นประโยชน์เพิ่มของกรรมการหรือพนักงาน ซึ่งต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามกรณี

โดยสรุปแล้ว SME ควรทำประกันคีย์แมนเมื่อธุรกิจต้องพึ่งพาคนสำคัญคนใดคนหนึ่งมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของ กรรมการ ผู้เชี่ยวชาญ หรือพนักงานที่สร้างรายได้หลักให้บริษัท แต่ถ้าธุรกิจมีระบบดี รายได้กระจาย มีทีมแทนกันได้ และมีเงินสำรองเพียงพอ อาจยังไม่จำเป็นต้องทำทันทีค่ะ
การทำประกันคีย์แมนควรเริ่มจากการวิเคราะห์ธุรกิจ เพราะแต่ละธุรกิจมีความเสี่ยง โครงสร้างผู้ถือหุ้น รายได้ หนี้สิน และผลกระทบทางภาษีไม่เหมือนกัน โดยชอบการบัญชี (Chobaccounting) สามารถช่วยคุณประเมินได้ว่า ธุรกิจของคุณมีคีย์แมนหรือไม่ ควรทำทุนประกันเท่าไร ต้องจัดโครงสร้างผู้รับผลประโยชน์อย่างไร และควรบันทึกบัญชี/วางแผนภาษีแบบไหนให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์
ติดต่อชอบการบัญชี ได้ที่
โทร : 094-159-4561
Facebook : สำนักงานบัญชีคุณภาพ ชอบการบัญชี ออนไลน์
LINE : @chobaccounting
หรือคลิก : https://lin.ee/HoBCNbLj
