การอ่านงบการเงินให้เข้าใจจริง ๆ ไม่ได้ดูแค่ตัวเลขในงบฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน หรืองบกระแสเงินสดเท่านั้น แต่ต้องดูอีกหนึ่งส่วนที่สำคัญอย่างหมายเหตุประกอบงบการเงิน ซึ่งเป็นเอกสารที่ช่วยตีความ ทำความเข้าใจ และอธิบายตัวเลขทั้งหมดในงบการเงินให้ชัดเจนขึ้น ผู้ประกอบการจำนวนใหญ่มักละเลยส่วนนี้ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเทคนิคของฝ่ายบัญชีเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว หมายเหตุประกอบงบการเงิน คือเครื่องมือสำคัญที่แสดงความโปร่งใส และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะกิจการที่ต้องการขอสินเชื่อ เจรจาทางธุรกิจ หรือเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายกิจการ
หมายเหตุประกอบงบการเงิน คืออะไร ?
หมายเหตุประกอบงบการเงิน (Notes to financial statements) คือ เอกสารที่แสดงรายละเอียด และคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวเลขในงบการเงินหลัก ซึ่งก็คืองบฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสด โดยอธิบายนโยบายการบัญชีที่สำคัญ ที่มาของตัวเลขสินทรัพย์ และหนี้สิน ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล หรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน ภาระผูกพัน และข้อมูลอื่น ๆ ที่ช่วยให้เข้าใจภาพรวมทางการเงินของกิจการได้ดีขึ้น
หากเปรียบงบการเงินเป็นรวมยอดตัวเลข หมายเหตุประกอบงบการเงิน คือคำอธิบายที่ช่วยให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจความหมายของตัวเลขเหล่านั้น ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นนั่นเอง
รายละเอียด และองค์ประกอบของหมายเหตุประกอบงบการเงิน
1. วัตถุประสงค์ และข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับกิจการ
แสดงข้อมูลทั่วไปของกิจการ เช่น
- ชื่อบริษัท
- ประเภทธุรกิจที่ดำเนินการ
- เลขทะเบียนนิติบุคคล
- วันที่จดทะเบียนจัดตั้ง
- ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ และที่ตั้งสาขา
- ลักษณะการประกอบกิจการ
2. เกณฑ์ในการจัดทำ และนำเสนองบการเงิน
1. ให้ระบุว่า งบการเงินฉบับนี้ จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน สำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ออกแบบมาเพื่อกิจการทั่วไปที่ไม่ได้ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ หากกิจการมีการเลือกใช้มาตรฐานรายงานทางการเงินอื่น เช่น มาตรฐานสำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for PAEs) หรือ มาตรฐานรายงานการเงินระหว่างประเทศ (IFRS) กิจการต้องเปิดเผยให้ทราบอย่างชัดเจนตามข้อกำหนดในมาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง
2. กิจการต้องจัดทำงบการเงินตามเกณฑ์ราคาทุนเดิม (Historical Cost Basis) เป็นหลัก หมายความว่า รายการในงบการเงิน เช่น สินทรัพย์ หนี้สิน รายได้ หรือค่าใช้จ่าย จะถูกบันทึกตามต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง ในวันที่ทำรายการ


3. สรุปนโยบายการบัญชี
ในส่วนนี้จะสรุปนโยบายการบัญชีที่กิจการนำมาใช้ในแต่ละเรื่อง ตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่บริษัทเลือกใช้ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจหลักการที่ใช้ในการบันทึก และนำเสนอรายการในงบการเงิน ดังนี้
1. นโยบายการบัญชีที่สำคัญ
กิจการต้องระบุนโยบายการบัญชีหลัก ๆ ที่มีผลต่อการจัดทำงบการเงิน เช่น
- วิธีบันทึกรายได้
- วิธีประเมินค่าสินค้าคงเหลือ
- วิธีคิดค่าเสื่อมราคา
- การวัดมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สิน
- วิธีการตั้งค่าเผื่อหรือประมาณการต่าง ๆ
2. การเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชี
หากกิจการมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชีจากปีที่แล้ว จะต้องแจ้งให้ทราบว่า
- เปลี่ยนแปลงอะไร
- เปลี่ยนเพราะเหตุใด
- ส่งผลอย่างไรต่อรายการในงบการเงิน
พร้อมอธิบายผลกระทบของแต่ละรายการ เช่น
- รายได้อาจเพิ่มหรือลด
- ค่าใช้จ่ายเปลี่ยนแปลง
- มูลค่าสินทรัพย์ปรับใหม่
- ภาษีเงินได้เปลี่ยนไป
- ตัวเลขงวดก่อนต้องปรับย้อนหลังหรือไม่
4. ประมาณการทางบัญชี
ในงบการเงินมีบางรายการที่ต้องใช้การประมาณการ และดุลยพินิจของฝ่ายบริหาร กิจการจึงเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับประมาณการทางบัญชีแต่ละประเภท ดังนี้
1. ประมาณการบัญชีที่สำคัญ
กิจการต้องระบุดุลยพินิจที่ใช้ในการกำหนดสมมติฐาน และประมาณการต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการจัดทำงบการเงิน เช่น การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ การตั้งค่าเผื่อ และการคำนวณภาระผูกพันต่าง ๆ โดยปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
2. การเปลี่ยนแปลงประมาณการทางบัญชี
หากมีการเปลี่ยนแปลงประมาณการทางบัญชี บริษัทจะเปิดเผย
- ลักษณะของการเปลี่ยนแปลง
- จำนวนเงินของผลกระทบ
- ผลกระทบต่อรายการรายได้ ค่าใช้จ่าย หรือสินทรัพย์–หนี้สินในงบการเงิน
โดยเปิดเผยตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง


5. ข้อผิดพลาดในงวดก่อน
หากตรวจพบว่ามีข้อผิดพลาดในงบการเงินของงวดก่อน กิจการต้องเปิดเผย ลักษณะของข้อผิดพลาด จำนวนเงินของข้อผิดพลาด และผลกระทบต่อรายการต่าง ๆ ในงบการเงิน พร้อมทั้งนำเสนอ และปรับปรุงตามที่กำหนดในมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
6. ข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ
กิจการต้องเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ ตามที่มาตรฐานการรายงานทางการเงิน เช่น
- ข้อมูลที่ต้องเปิดเผยเป็นพิเศษสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่ในงบการเงิน วันที่งบการเงินได้รับอนุมัติ และชื่อผู้มีอำนาจอนุมัติงบการเงิน เป็นต้น
- การเปิดเผยรายการบัญชีที่มีลักษณะพิเศษ หรือมีจำนวนเงินมาก ซึ่งจำเป็นต้องแสดงเป็นรายการแยกเฉพาะในงบการเงิน
- ข้อมูลสำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น หนี้สิน หรือภาระผูกพันตามสัญญาต่าง ๆ เป็นต้น
หมายเหตุประกอบงบการเงิน สำคัญต่อธุรกิจอย่างไร ?
1. ช่วยให้เข้าใจรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในงบการเงินหลัก
หมายเหตุประกอบงบการเงิน จะอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการบัญชีที่ใช้ การจัดกลุ่มรายการทางบัญชี เช่น ลูกหนี้การค้า และเจ้าหนี้ รวมถึงรายละเอียดของค่าเสื่อมราคา
2. ช่วยในการวางแผน และตัดสินใจ
เจ้าของธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงินเพื่อวางแผนกลยุทธ์ได้ดียิ่งขึ้น เช่น การวางแผนรับมือกับลูกหนี้การค้าที่มีแนวโน้มสูง หรือการวางแผนการเติบโตของธุรกิจ จากนโยบายการรับรู้รายได้
3. ช่วยประเมินความเสี่ยง และปัจจัยอื่น ๆ
หมายเหตุประกอบงบการเงิน จะเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เช่น คดีความที่อาจเกิดขึ้น หรือภาระผูกพันในอนาคต ช่วยให้เข้าใจความเสี่ยง และปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ
4. เพิ่มความโปร่งใส และสร้างความน่าเชื่อถือ
การเปิดเผยข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงิน ทำให้งบการเงินมีความโปร่งใสมากขึ้น สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ผู้ถือหุ้น และหน่วยงานกำกับดูแล
5. ใช้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อ
ธนาคาร และสถาบันการเงินใช้หมายเหตุประกอบงบการเงินเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือ และสถานะทางการเงินของธุรกิจ เพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อ
จำเป็นต้องทำหมายเหตุประกอบงบการเงิน หรือไม่ ?
กิจการที่เป็นนิติบุคคลทุกประเภท ต้องจัดทำหมายเหตุประกอบงบการเงิน ตามที่กำหนดไว้ในประกาศมาตรฐานการบัญชี ของสภาวิชาชีพบัญชี เพราะหมายเหตุประกอบงบการเงินถือเป็นส่วนหนึ่งของงบการเงินที่ต้องจัดทำ และเปิดเผยทุกปี งบการเงินจะสมบูรณ์ไม่ได้ หากไม่มีหมายเหตุประกอบงบการเงินแนบมาด้วย และเป็นส่วนที่ทุกกิจการต้องมี ไม่ใช่มีแล้วดี แต่คือสิ่งที่กฎหมายกำหนดจริงจัง และมีความสำคัญมากค่ะ
สรุป
หมายเหตุประกอบงบการเงิน ไม่ใช่แค่เอกสารประกอบ แต่ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้งบการเงินมีความสมบูรณ์ โปร่งใส และเชื่อถือได้มากขึ้น ทั้งต่อคู่ค้า นักลงทุน สถาบันการเงิน หน่วยงานราชการ รวมถึงผู้บริหารของกิจการ ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน ล้วนให้ความสำคัญกับงบการเงินที่ถูกต้อง พร้อมหมายเหตุประกอบงบการเงินที่ชัดเจน และครบถ้วน เพราะช่วยเปิดเผยความจริงของธุรกิจ และเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการพิจารณาประกอบตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ
อ้างอิง :





