“ภาษีย้อนหลัง คิดถึงคุณเสมอ และไม่เคยลืมคุณ มีแต่คุณที่ลืมมัน” ประโยคนี้ คือสิ่งที่สะท้อนเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี
สมมติว่ามีผู้ประกอบธุรกิจขายของออนไลน์ รายได้เฉลี่ยเกือบ 300,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจัดทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่มีการทำบัญชีที่ชัดเจน ไม่มีการวางแผนภาษี และใช้บัญชีส่วนตัวรับเงินโอนจากลูกค้าเสมอ เพราะคิดว่า “ค่อยจัดการเรื่องนี้ทีหลัง” และ “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลายื่นภาษีหรอก”
ผ่านไป 2 ปี ก็ได้รับจดหมายจากกรมสรรพากร ขอเรียกตรวจสอบบัญชีย้อนหลัง ทุกยอดโอนที่เข้าสู่บัญชี กลายเป็นหลักฐานที่ต้องอธิบายต่อเจ้าหน้าที่ ทั้งยังมีรายได้และค่าใช้จ่ายที่ไม่มีหลักฐานรองรับหลายรายการ ทำให้ต้องเสียภาษีย้อนหลัง 2 ปีเต็ม ๆ พร้อมดอกเบี้ย + เบี้ยปรับแบบเต็มจำนวน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดแบบกระทันหัน
จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เห็นว่าภาษีไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัว และไม่ใช่เรื่องที่จะ “เอาไว้จัดการทีหลัง” เพราะหากโดยเรียกตรวจขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าจะรับมือไหวหรือเปล่า ?
ในบทความนี้ เราจะขอพาไปเรียนรู้ว่าภาษีย้อนหลังเกิดขึ้นได้ยังไง พร้อมเทคนิคการจัดการง่าย ๆ ที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้ ก่อนที่จะโดนภาษีย้อนหลังค่ะ
ทำไมถึงมีการเรียกเก็บ ภาษีย้อนหลัง ?
การที่กรมสรรพากรมีสิทธิเรียกเก็บภาษีย้อนหลังนั้น มีสาเหตุหลักมาจาก
- การยื่นแบบไม่ครบถ้วน เช่น ยื่นเฉพาะรายได้บางส่วน หรือลืมยื่นบางรายการ
- การใช้ค่าใช้จ่ายเทียม หรือหักค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นไปตามจริง
- การใช้บัญชีบุคคลแทนนิติบุคคล หรือมีการแยกบัญชีไม่ชัดเจน
- การยื่นล่าช้าหรือไม่ยื่นเลย โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
- การร้องเรียนจากบุคคลอื่น เช่น คู่ค้า ลูกค้า หรือพนักงาน
- ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลที่กรมสรรพากรได้รับจากแหล่งต่าง ๆ เช่น ธนาคาร สำนักงานประกันสังคม หรือหน่วยงานราชการอื่น ๆ
ภาษีย้อนหลัง มีค่าปรับ หรือโทษอย่างไรบ้าง ?
เมื่อถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจอาจต้องเผชิญกับค่าปรับ และโทษต่าง ๆ ดังนี้
1. กรณียื่นภาษีล่าช้า หรือไม่ครบ
- เบี้ยปรับ 0.5 – 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ
- จ่ายเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน จากยอดภาษีที่ยังไม่ได้จ่าย
- ค่าปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท
2. กรณีจงใจหลีกเลี่ยงภาษี
- เบี้ยปรับ 2 เท่าของยอดภาษีที่ขาด
- จ่ายเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน
- ค่าปรับเพิ่มเติมสูงสุด 5,000 บาท
- อาจถูกดำเนินคดีอาญา จำคุกไม่เกิน 6 เดือน
3. กรณีจงใจหลีกเลี่ยงภาษี
- เบี้ยปรับ 2 เท่า + เงินเพิ่ม
- ค่าปรับระหว่าง 2,000 – 200,000 บาท
- จำคุก 3 เดือนถึง 7 ปี

7 เทคนิคการจัดการธุรกิจ ให้ไม่โดนภาษีย้อนหลัง
การวางแผนธุรกิจให้ถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ คือ เกราะป้องกันชั้นดีที่จะช่วยให้กิจการไม่ต้องเจอปัญหาภาษีย้อนหลังในอนาคต หลาย ๆ กิจการอาจมองว่าถ้าเป็นร้านค้าเล็ก ๆ หรือมีรายได้ยังไม่ถึงหลักล้าน ก็ยังไม่ต้องซีเรียสเรื่องภาษี แต่ในความเป็นจริงนั้นกรมสรรพากร ไม่ได้สนว่าเราจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่ แต่สนใจที่ข้อมูลทางการเงิน และความถูกต้องของการยื่นภาษีล้วน ๆ
ฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเพิ่งจะเริ่มต้นธุรกิจได้ไม่นาน หรือทำมาหลายปีแล้ว ก็สามารถวางจัดการธุรกิจให้ห่างไกลปัญหาภาษีย้อนหลังได้ ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ดังต่อไปนี้
1. แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจให้ชัดเจน
ห้ามใช้บัญชีส่วนตัวในการรับเงินจากลูกค้า หรือโอนเงินจากบัญชีของกิจการปะปนกับการใช้จ่ายส่วนตัวเด็ดขาด ควรเปิดบัญชีแยกเฉพาะกิจการ และใช้สำหรับธุรกิจเท่านั้น เพื่อให้สามารถตรวจสอบที่มารายได้-รายจ่ายได้ชัดเจน
2. ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้ครบตั้งแต่วันแรก
ควรบันทึกธุรกรรมทุกอย่างให้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย รายจ่าย ค่าจ้าง หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อนำมาเป็นหลักฐานทางบัญชีไว้ใช้แสดงต่อสรรพากร หากถูกตรวจสอบ
3. ออกเอกสารทุกครั้ง ไม่ว่าจะยอดเล็กหรือใหญ่
ควรออกเอกสารให้ถูกต้องทุกครั้งที่มีการขายหรือรับเงิน ไม่ว่าจะเป็น ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี หรือใบรับเงินต่าง ๆ เพราะเอกสารเหล่านี้คือตัวช่วยพิสูจน์ความโปร่งใส และเป็นหลักฐานทางภาษีที่สำคัญมากในกรณีมีการตรวจสอบย้อนหลัง
4. ยื่นภาษีให้ถูกต้อง ครบถ้วน และตรงเวลาเสมอ
ตรวจสอบว่าแต่ละเดือนหรือแต่ละปีต้องยื่นแบบอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นภาษีรายเดือนหรือรายปี เช่น ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.50, ภ.พ.30 ฯลฯ ควรตรวจสอบให้ดีว่ากิจการของคุณต้องยื่นแบบไหนบ้าง และอย่าปล่อยให้เลยกำหนด เพราะการยื่นล่าช้าหรือไม่ยื่นเลย คือสาเหตุหลักที่ทำให้โดนเบี้ยปรับและภาษีย้อนหลังค่ะ
5. อย่าหักค่าใช้จ่ายเกินความเป็นจริง
การหักค่าใช้จ่ายเป็นสิทธิ์ของผู้ประกอบการก็จริง แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักฐานที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หรือหลักฐานอื่นที่พิสูจน์ได้ว่าค่าใช้จ่ายนั้นเกิดขึ้นจริงและเกี่ยวข้องกับกิจการ หากใช้เอกสารเทียมหรือปั้นตัวเลขขึ้นมา อาจถูกกรมสรรพากรตีเป็นรายจ่ายต้องห้าม และเรียกเก็บภาษีคืนเต็มจำนวน พร้อมดอกเบี้ย และเบี้ยปรับทันที
รายจ่ายต้องห้าม คืออะไร ทำความเข้าใจก่อนยื่นภาษีผิด ?
6. เก็บเอกสารให้ครบอย่างน้อย 5–10 ปี
หลายกิจการมักมองข้ามเรื่องการเก็บเอกสาร โดยเฉพาะเมื่อดำเนินไปได้สักพัก แต่ในความเป็นจริง เอกสารทุกอย่างที่เกี่ยวกับรายได้ รายจ่าย ภาษี และบัญชี ควรถูกเก็บไว้อย่างเป็นระบบอย่างน้อย 5–10 ปี เพราะกรมสรรพากรสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้สูงสุดถึง 10 ปี (ในกรณีที่ไม่ยื่นภาษีเลย)
7. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือใช้สำนักงานบัญชีตั้งแต่ต้น
หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องบัญชี หรือไม่ถนัดการจัดการเอกสารทางภาษี การมีผู้ช่วยที่เป็นมืออาชีพคอยดูแลตั้งแต่แรก เช่น สำนักงานบัญชีที่เชื่อถือได้ จะทำให้
- ยื่นภาษีได้ถูกต้องและตรงเวลา
- วางแผนภาษีอย่างเหมาะสม ลดภาระที่ไม่จำเป็น
- จัดระบบเอกสารให้ครบถ้วน รองรับการตรวจสอบ
- ป้องกันความเสี่ยงด้านกฎหมายและเบี้ยปรับ
- ประหยัดเวลาและลดความเครียดในการจัดการเอง
นอกจากนั้นแล้ว สำนักงานบัญชีที่มีประสบการณ์ ยังสามารถให้คำปรึกษาเฉพาะทางตามประเภทธุรกิจ เช่น ร้านค้าออนไลน์, สตาร์ทอัพ, ฟรีแลนซ์, นิติบุคคล หรือธุรกิจบริการ ที่มีภาระภาษีแตกต่างกันไป
อย่ารอให้เกิดปัญหาก่อนแล้วค่อยหาคนช่วย เพราะบางครั้งการแก้ไขย้อนหลัง อาจต้องแลกมาด้วยเงินก้อนใหญ่ และความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ การวางระบบที่ดีตั้งแต่ต้น จะช่วยให้บริหารธุรกิจได้อย่างมั่นใจ และพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน

หากกำลังมองหาทีมงานที่เข้าใจธุรกิจของคุณ และช่วยดูแลบัญชี–ภาษี ด้วยความเป็นมืออาชีพ ชอบการบัญชี พร้อมเป็นพาร์ตเนอร์ทางการเงินที่คุณไว้ใจได้เสมอค่ะ


