อย่างที่ทราบกันดีว่าการทำประกันคีย์แมน คือ หนึ่งในเครื่องมือบริหารความเสี่ยงของกิจการ หากบุคคลสำคัญเสียชีวิต เจ็บป่วยร้ายแรง หรือไม่สามารถทำงานต่อได้ ธุรกิจอาจเสียรายได้ เสียเครดิต เสียลูกค้า หรือขาดคนตัดสินใจทันที ฉะนั้นแล้ว หากต้องการลดความเสี่ยงในส่วนนี้ ก็ควรพิจารณาเรื่องการทำประกันคีย์แมนอย่างจริงจังค่ะ
แต่ก่อนที่จะไปถึงขั้นนั้น ชอบการบัญชี จะพาไปทำความเข้าใจว่าก่อนที่จะทำประกันคีย์แมนจะต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะโดนปฏิเสธการเคลมประกัน กำหนดทุนประกันให้เหมาะกับความเสียหายจริง และกำหนดผู้รับผลประโยชน์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจค่ะ

ก่อนทำประกันคีย์แมน ต้องเตรียมอะไรบ้าง ?
1. ระบุคีย์แมนให้ชัดเจน
คีย์แมน คือบุคคลที่มีผลโดยตรงต่อรายได้ เครดิต ความสัมพันธ์กับลูกค้า การบริหารงาน หรือการตัดสินใจสำคัญของกิจการ หากคีย์แมนไม่สามารถทำงานได้ ธุรกิจอาจหยุดชะงักหรือเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ เช่น
- กรรมการผู้จัดการ
- เจ้าของกิจการที่ดูแลลูกค้าหลัก
- หุ้นส่วนที่ถือความสัมพันธ์กับคู่ค้า
- ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่หาคนแทนยาก
- ผู้บริหารฝ่ายขายหรือผู้บริหารโรงงาน
- บุคคลที่ธนาคาร คู่ค้า หรือลูกค้าใช้เป็นปัจจัยในการให้เครดิต
ในส่วนนี้ คุณเฟิร์ส – พสิษฐ์ วัชรโชติธาดาพงษ์ กรรมการบริหาร/หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์และการตลาดของชอบการบัญชี และตัวแทนประกันของ Samsung Life insurance ได้แบ่งปันประสบการณ์จากการทำงานจริงว่า “เจ้าของกิจการส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าผู้ถือหุ้นใหญ่คือคีย์แมนเสมอ แต่ในบางบริษัท ผู้ถือหุ้นใหญ่อาจไม่ได้บริหารงานจริง ขณะที่คนที่สร้างรายได้หรือดูแลลูกค้าหลักอาจเป็นกรรมการบริษัทอีกคนหนึ่ง หรือแม้แต่พนักงานระดับสูง ดังนั้นก่อนทำประกันควรพิจารณาจาก “ผลกระทบต่อธุรกิจ” เป็นหลัก ไม่ใช่พิจารณาจากตำแหน่งบนเอกสารเพียงอย่างเดียวครับ”
2. ประเมินความเสียหายทางธุรกิจ
ก่อนทำประกันคีย์แมน ต้องประเมินให้ได้ว่าหากคีย์แมนเสียชีวิตหรือไม่สามารถทำงานได้ ธุรกิจจะได้รับเสียหายประมาณอย่างไรบ้าง เพราะทุนประกันควรอ้างอิงจากความเสียหายจริง ไม่ใช่เลือกจากเบี้ยประกันที่ต้องการจะจ่ายเท่านั้น
แนวทางประเมินความเสียหาย
- รายได้ที่อาจหายไปใน 6–24 เดือน
- กำไรขั้นต้นที่คีย์แมนมีส่วนสร้าง
- ต้นทุนในการหาผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญมาทดแทน
- หนี้สินหรือภาระสินเชื่อที่บริษัทต้องจ่ายต่อ
- ค่าใช้จ่ายประจำ เช่น เงินเดือน ค่าเช่า ค่าสินค้า ค่าซัพพลายเออร์
- มูลค่าสัญญากับลูกค้าหลักที่อาจเสียไป
- ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของธนาคาร นักลงทุน และคู่ค้า
ตัวอย่างเช่น หากเจ้าของกิจการเป็นผู้ดูแลลูกค้ารายใหญ่ที่สร้างยอดขายปีละ 10 ล้านบาท และคาดว่าหากขาดบุคคลท่านนี้ บริษัทอาจใช้เวลา 12 เดือนในการฟื้นรายได้ ทุนประกันควรพิจารณาจากรายได้หรือกำไรที่อาจจะหายไป รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ระหว่างเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่ดูเฉพาะค่าเบี้ยประกันรายปี
บทความที่น่าสนใจ: ธุรกิจ SME จำเป็นต้องทำประกันคีย์แมนหรือไม่ ?
3. กำหนดทุนประกันให้เหมาะสม
ทุนประกันคีย์แมนควรเพียงพอสำหรับการประคับประคองกิจการในช่วงวิกฤต เช่น ใช้จ่ายเงินเดือนพนักงาน ชำระหนี้ รักษาลูกค้าหลัก หรือหาผู้บริหารมาทดแทน การเลือกทุนประกันต่ำเกินไปอาจทำให้เงินเคลมไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา ส่วนทุนประกันสูงเกินไปอาจทำให้เบี้ยกลายเป็นภาระของบริษัท
สำหรับวิธีกำหนดทุนประกันเบื้องต้น อาจใช้แนวคิดต่อไปนี้
- วิธีรายได้: ประเมินรายได้ที่อาจหายไป 1–2 ปี
- วิธีกำไร: ประเมินกำไรที่คีย์แมนมีส่วนสร้าง
- วิธีหนี้สิน: ครอบคลุมภาระหนี้หรือสินเชื่อที่คีย์แมนมีบทบาทค้ำจุน
- วิธีต้นทุนทดแทน: คำนวณค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ หรือที่ปรึกษามาแทน
- วิธีผสม: รวมรายได้ที่หายไป + ค่าใช้จ่ายคงที่ + หนี้สิน + ต้นทุนเปลี่ยนผ่าน
สำหรับประเด็นภาษี ควรปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนเสมอ เพราะการนำเบี้ยประกันมาเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทต้องดูเงื่อนไขตามข้อเท็จจริง เช่น วัตถุประสงค์เพื่อกิจการ ระเบียบบริษัท มติที่ประชุม และลักษณะการจ่ายให้กรรมการหรือพนักงานเป็นการทั่วไปหรือไม่
4. กำหนดผู้รับผลประโยชน์ให้ถูกต้อง
ผู้รับผลประโยชน์ของประกันคีย์แมนต้องสอดคล้องกับเป้าหมายการทำประกัน หากต้องการคุ้มครองธุรกิจ บริษัทอาจเป็นผู้รับผลประโยชน์ แต่หากต้องการดูแลครอบครัวของกรรมการ อาจกำหนดให้ครอบครัวเป็นผู้รับผลประโยชน์ได้ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและวัตถุประสงค์ของกรมธรรม์
โดยทั่วไป ผู้รับผลประโยชน์อาจเป็น
- บริษัท
- คู่สมรสของคีย์แมน
- บุตรหรือทายาท
- ผู้ถือหุ้น
- บุคคลตามแผนสืบทอดธุรกิจ
หากบริษัทเป็นผู้จ่ายเบี้ย แต่ครอบครัวของคีย์แมนเป็นผู้รับผลประโยชน์ ต้องพิจารณาเอกสารประกอบและผลทางภาษีให้รอบคอบ เพราะเบี้ยที่บริษัทจ่ายแทนกรรมการอาจถือเป็นผลประโยชน์เพิ่มของกรรมการตามแนววินิจฉัยของกรมสรรพากร
ในบางกรณี บริษัทซื้อประกันโดยไม่ได้ตรวจสอบชื่อผู้รับผลประโยชน์ให้ตรงกับเป้าหมาย เช่น ตั้งครอบครัวเป็นผู้รับผลประโยชน์ ทั้งที่บริษัทต้องการเงินก้อนไปหมุนเวียนในธุรกิจเมื่อคีย์แมนเสียชีวิต ผลคือเมื่อเกิดเหตุ เงินไม่ได้เข้าบริษัท ทำให้กิจการยังขาดสภาพคล่องเหมือนเดิม
5. เตรียมเอกสารและข้อมูลทางธุรกิจ
ก่อนทำประกันคีย์แมน เจ้าของกิจการควรเตรียมเอกสารบริษัท ข้อมูลผู้เอาประกัน ข้อมูลสุขภาพ และเอกสารทางการเงินให้พร้อม เพื่อให้การพิจารณารับประกันเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยลดความเสี่ยงจากการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน
เอกสารที่ควรเตรียม ได้แก่
- หนังสือรับรองบริษัท
- รายชื่อกรรมการและผู้มีอำนาจลงนาม
- บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น หรือ บอจ.5
- งบการเงินล่าสุด
- รายได้และกำไรของกิจการ
- รายละเอียดหนี้สินหรือภาระสินเชื่อ
- มติที่ประชุมหรือระเบียบบริษัท กรณีบริษัทจ่ายเบี้ย
- สำเนาบัตรประชาชนของผู้เอาประกัน
- ข้อมูลสุขภาพ ประวัติการรักษา และโรคประจำตัว
- กรมธรรม์ประกันเดิม หากมี
สำหรับประกันชีวิตและประกันสุขภาพ การแถลงข้อมูลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก หากมีโรคประจำตัว ประวัติการรักษา หรือการตรวจพบความเสี่ยงบางอย่าง ควรแจ้งตามความเป็นจริง เพราะข้อมูลเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณารับประกันและสิทธิในการเคลมโดยสำนักงาน คปภ.
สิ่งที่เจ้าของกิจการมักมองข้าม ก่อนทำประกันคีย์แมน
สิ่งที่เจ้าของกิจการมักมองข้ามคือการทำประกันคีย์แมนโดยไม่เชื่อมกับแผนธุรกิจ แผนสืบทอดตำแหน่ง และแผนภาษี ทำให้กรมธรรม์ที่มีอยู่ไม่ตอบโจทย์เมื่อเกิดเหตุจริง
สิ่งที่ควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจทำประกันคีย์แมน ได้แก่
- บริษัทมีแผนสำรองหรือผู้บริหารทดแทนหรือไม่
- หากคีย์แมนไม่อยู่ ใครมีอำนาจลงนามแทน
- ลูกค้าหลักผูกกับบริษัท หรือผูกกับตัวบุคคล
- บริษัทมีหนี้สินที่อาศัยเครดิตของคีย์แมนหรือไม่
- ทุนประกันเพียงพอสำหรับการรักษาสภาพคล่องกี่เดือน
- ผู้รับผลประโยชน์ตรงกับวัตถุประสงค์หรือไม่
- เบี้ยประกันถูกบันทึกบัญชีและภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่
- มีมติที่ประชุมหรือระเบียบบริษัทประกอบหรือไม่
แนวทางของกรมสรรพากรให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่าเบี้ยประกันที่บริษัทจ่ายนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของกิจการหรือไม่ และเป็นรายจ่ายที่ไม่เข้าลักษณะส่วนตัวหรือให้โดยเสน่หาหรือไม่ ดังนั้นเอกสารประกอบ เช่น มติที่ประชุม ระเบียบบริษัท และเหตุผลทางธุรกิจ จึงมีความสำคัญมาก

โดยสรุปแล้ว ก่อนทำประกันคีย์แมน เจ้าของกิจการต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ความเสี่ยงของธุรกิจ ไม่ใช่เริ่มจากการเลือกจากแบบประกันหรือเบี้ยประกัน เพราะเป้าหมายหลักคือทำให้ธุรกิจมีเงินและแผนรองรับ หากบุคคลสำคัญไม่สามารถทำงานต่อได้
เช็กลิสต์สำคัญก่อนทำประกันคีย์แมน ได้แก่
- ระบุให้ชัดว่าใครคือคีย์แมนตัวจริง
- ประเมินความเสียหายที่อาจเกิดกับรายได้ กำไร และสภาพคล่อง
- กำหนดทุนประกันให้สัมพันธ์กับความเสียหายจริง
- เลือกผู้รับผลประโยชน์ให้ตรงกับเป้าหมาย
- เตรียมเอกสารบริษัท เอกสารการเงิน และข้อมูลสุขภาพ
- วางแผนภาษีและบัญชีให้ถูกต้อง
- มีมติที่ประชุมหรือระเบียบบริษัทประกอบ
- ทบทวนกรมธรรม์ทุกปีเมื่อรายได้ หนี้สิน หรือโครงสร้างผู้บริหารเปลี่ยน
หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ ที่ต้องการทำประกันคีย์แมนให้ที่ใช้ได้จริง ทั้งในมุมธุรกิจและภาษี ควรให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจสอบก่อนตัดสินใจ โดยที่ ชอบการบัญชี พร้อมช่วยคุณวางแผนเพื่อให้การทำประกันคีย์แมนสอดคล้องกับโครงสร้างบริษัท เอกสารภายใน และเป้าหมายของเจ้าของกิจการ สามารถติดต่อเข้ามาเพื่อปรึกษาข้อมูลเบื้องต้นได้เลยค่ะ
ติดต่อชอบการบัญชี ได้ที่
โทร : 094-159-4561
Facebook : สำนักงานบัญชีคุณภาพ ชอบการบัญชี ออนไลน์
LINE : @chobaccounting
หรือคลิก : https://lin.ee/HoBCNbLj
อ้างอิง:


