การจัดการภาษี เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญทั้งในฐานะของนายจ้าง หรือลูกจ้าง โดยเฉพาะในส่วนของนายจ้าง ที่ต้องให้ความสำคัญในเรื่องการหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งมีข้อกำหนดที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของเงินได้ที่ต้องจ่ายให้กับลูกจ้าง และในบทความนี้ ชอบการบัญชี จะขอพาไปศึกษาข้อแตกต่างระหว่างการหัก ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน และค่าจ้างค่ะ
การหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร
การหัก ณ ที่จ่าย คือการที่นายจ้าง หรือผู้ว่าจ้าง หักเงินบางส่วนออกจากรายได้ของผู้รับเงิน ก่อนที่จะจ่ายให้จริง ซึ่งเรียกว่าภาษี หัก ณ ที่จ่าย แล้วต้องนำส่งให้กรมสรรพากร โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยลดภาระภาษีของผู้เสียภาษี ในช่วงปลายปี นอกจากนั้นแล้ว ยังสามารถขอคืนภาษีในส่วนนี้ได้ด้วยค่ะ
นิยามของเงินเดือน และค่าจ้าง
เพื่อที่จะทำเข้าใจในเรื่องการหัก ณ ที่จ่าย อย่างถูกต้อง เราจำเป็นต้องเข้าใจคำนิยามของ “เงินเดือน” และ “ค่าจ้าง” กันก่อนค่ะ
คำว่า “ค่าจ้าง” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ให้คำจำกัดความว่า
“ค่าจ้าง” หมายความว่า เงินที่นายจ้าง และลูกจ้าง ตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง สำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตามผลงานที่ลูกจ้างทำได้ ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และให้หมายความรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุด และวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงาน แต่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับตามพระราชบัญญัตินี้
โดยสรุปแล้ว “ค่าจ้าง” คือ เงินที่นายจ้างจ่าย เพื่อตอบแทนการทำงานให้แก่ลูกจ้าง ซึ่งมีการเรียกชื่อที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่บริบท เช่น เงินเดือน ค่าครองชีพ ค่าจ้างรายชั่วโมง ค่าจ้างตามสมรรถนะ เงินเบี้ยเลี้ยง เงินค่าล่วงเวลา เบี้ยขยัน หรือเงินช่วยเหลือบุตร เป็นต้น
อัตราการหัก ณ ที่จ่าย จากเงินเดือน
การหัก ณ ที่จ่าย จากเงินเดือนใช้วิธีการคำนวณเช่นเดียวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามอัตราภาษีแบบขั้นบันได โดยคำนวณจากรายได้สุทธิ ดังนี้
| รายได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี (%) |
|---|---|
| ไม่เกิน 150,000 | ยกเว้นภาษี |
| 150,001 – 300,000 | 5% |
| 300,001 – 500,000 | 10% |
| 500,001 – 750,000 | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% |
| 5,000,001 ขึ้นไป | 35% |
อัตราการหัก ณ ที่จ่าย จากค่าจ้าง
การหัก ณ ที่จ่ายจากค่าจ้าง โดยทั่วไปมีการใช้อัตราคงที่ แต่ก็ขึ้นอยู่กับประเภทของงาน ดังนี้
ค่าจ้างรับเหมา ทำของ บริการทั่วไป อัตรา 3%
ค่าจ้างรับเหมา ทำของ หรือค่าบริการทั่วไป จัดอยู่ในเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (7) หรือ (8) แห่งประมวลรัษฎากร มีอัตราหัก ณ ที่จ่าย อยู่ที่ 3% เช่น การเย็บเสื้อผ้าตามสั่ง บริการซ่อมแซมอุปกรณ์ บริการทำความสะอาด บริการเขียนโปรแกรม การสร้างบ้าน การติดตั้งระบบไฟฟ้า เป็นต้น
ค่าจ้างวิชาชีพอิสระ อัตรา 3%
ค่าจ้างวิชาชีพอิสระ จัดอยู่ในเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (6) แห่งประมวลรัษฎากร โดยวิชาชีพอิสระ คือกลุ่มอาชีพเฉพาะทาง ได้แก่ ทนายความ วิศวกร สถาปนิก นักบัญชี ประณีตศิลป์ และโรคศิลปะ มีอัตราหัก ณ ที่จ่าย อยู่ที่ 3%
ค่าจ้างนักแสดง อัตรา 5%
ค่าจ้างนักแสดง จัดอยู่ในเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร บังคับใช้สำหรับนักแสดงสาธารณะ ซึ่งครอบคลุมด้านการแสดงหลายประเภท มีอัตราหัก ณ ที่จ่าย อยู่ที่ 5%
ค่าจ้างชั่วคราวที่ผู้รับเงิน มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ อัตรา 15%
ค่าจ้างชั่วคราวที่ผู้รับเงิน มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ เป็นรายได้ที่ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร มีอัตราหัก ณ ที่จ่าย อยู่ที่ 15% ในกรณีนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเก็บรายได้จากผู้มีเงินได้ ซึ่งมิได้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย แต่มีรายได้เกิดขึ้นในประเทศไทย
ข้อแตกต่างของการหัก ณ ที่จ่าย จากเงินเดือน และค่าจ้าง
ความแตกต่างระหว่างการหัก ณ ที่จ่าย จากเงินเดือน และค่าจ้างนั้น ขึ้นอยู่ที่ลักษณะของรายได้ อัตราการหักภาษี และข้อกำหนดตามกฎหมาย
ลักษณะของรายได้
เงินเดือน คือรายได้ประจำที่นายจ้างจ่ายให้กับพนักงานทุกเดือน ตามข้อตกลงการจ้างงาน
ค่าจ้าง คือ รายได้ที่จ่ายตามชั่วโมงการทำงาน หรือปริมาณงานที่ทำสำเร็จ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละงวด เช่น ค่าจ้างรายวัน หรือค่าจ้างพาร์ทไทม์ เป็นต้น
อัตราการหักภาษี ณ ที่จ่าย
เงินเดือน ใช้อัตราภาษีแบบขั้นบันได ตามฐานรายได้สุทธิในแต่ละปี
ค่าจ้าง ใช้อัตราภาษีคงที่ตามกฎหมาย แตกต่างกันไปตามกรณี
การออกเอกสาร
เงินเดือน นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย หรือที่เรียกกันว่า ใบ 50 ทวิ ให้พนักงานทุกปี และต้องยื่น ภ.ง.ด.1 สำหรับการรายงานเงินเดือน และค่าจ้างพนักงาน
ค่าจ้าง หากเป็นการจ่ายค่าจ้างให้บุคคลธรรมดา นายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) เช่นเดียวกัน และต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.1 หรือ ภ.ง.ด.3 สำหรับการรายงานค่าจ้างของบุคคลธรรมดา หรือ ภ.ง.ด.53 สำหรับการรายงานค่าจ้างของนิติบุคคล
จะเกิดอะไรขึ้น หากไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย
หากผู้จ่ายเงิน หรือนายจ้าง ไม่ทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย อาจได้รับผลกระทบทั้งในด้านกฎหมาย การเงิน และความน่าเชื่อถือ นอกจานั้นแล้ว อาจส่งผลกระทบไปยังพนักงาน หรือลูกจ้างในบางกรณี
1. ถูกตรวจสอบโดยกรมสรรพากร
หากนายจ้าง ไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย หรือไม่นำส่งภาษีที่หักไว้ให้กรมสรรพากร อาจจะมีการตรวจสอบย้อนหลัง หากว่าตรวจสอบแล้ว พบว่าไม่ได้หัก หรือไม่ได้นำส่ง หรือหักแล้ว แต่นำส่งไม่ครบ นายจ้างต้องรับผิดชอบร่วมกับลูกจ้าง หรือผู้รับเงิน ตามจำนวนเงินที่ไม่ได้หัก หรือไม่ได้นำส่ง หรือตามจำนวนเงินที่ไม่ครบ ในกรณีที่นายจ้างหัก ณ ที่จ่ายไว้แล้ว แต่ไม่ได้นำส่ง ลูกจ้าง หรือผู้รับเงิน ไม่ต้องรับผิดชอบภาษีในส่วนที่นายจ้างหักไว้ และให้นายจ้างรับผิดชอบภาษีในส่วนนี้ฝ่ายเดียว (มาตรา 54 แห่งประมวลรัษฎากร)
2. ค่าปรับ
กรณีที่ไม่นำส่งภาษี นายจ้างต้องเสียค่าปรับในร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของยอดเงินภาษีที่ยังไม่ได้นำส่ง (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน)
3. ความน่าเชื่อถือของธุรกิจ
การไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านภาษี อาจทำให้ธุรกิจขาดความน่าเชื่อถือในสายตาพนักงาน ลูกค้า หรือพาร์ทเนอร์ที่ร่วมธุรกิจ
คำแนะนำสำหรับการหัก ณ ที่จ่ายให้ถูกต้อง
การหัก ณ ที่จ่าย อย่างถูกต้อง เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้จ่ายเงิน หรือนายจ้าง ต้องให้ความสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาด และผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งต่อตัวนายจ้างเอง รวมถึงผู้รับเงิน หรือลูกจ้างด้วย ในส่วนของคำแนะนำในการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย มีอยู่ดังนี้
1. ศึกษากฎหมาย และอัตราภาษีที่เกี่ยวข้อง ด้วยการตรวจสอบว่ารายได้ประเภทใด ที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และใช้อัตราภาษีให้เหมาะสมกับประเภทของรายได้
2. แยกประเภทผู้รับเงินให้ชัดเจน ด้วยการตรวจากสอบสถานะของผู้รับเงินก่อนหักภาษี ว่าเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล
3. จัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ได้แก่ หนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) , ภ.ง.ด.1 , ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53
4. นำส่งภาษีให้ตรงเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ
5. เก็บรักษาข้อมูล และหลักฐาน ด้วยการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่าย เช่น ใบ 50 ทวิ และแบบแสดงรายการภาษี เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี (เอกสารเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้ในกรณีที่กรมสรรพากรเรียกตรวจสอบ)
การหัก ณ ที่จ่าย จากเงินเดือน และค่าจ้าง หลัก ๆ แล้ว มีความแตกต่างกันในเรื่องของอัตราการหัก และการยื่นภาษี การทำเข้าใจข้อกำหนดต่างๆ และการจัดทำเอกสารอย่างครบถ้วน รวมทั้งการปฏิบัติตามกฎหมายเหล่านี้อย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเสียค่าปรับเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจได้อีกด้วย

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการตัวช่วยในเรื่องการทำบัญชี และการจัดการภาษี ติดต่อเข้ามาที่ชอบการบัญชี ได้เลย เรายินดีให้บริการค่ะ
อ้างอิง :


